ประเด็นตลาดวันนี้
ดัชนีตลาดหุ้น SET วันพฤหัสบดีปรับขึ้นร้อยละ 0.35 ปิดที่ระดับ 707.74 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 39,703.57 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 เดือน และเพิ่มขึ้น 17,161.38 ล้านบาท เทียบกับเมื่อวันพุธ
• เงินบาท และเงินยูโร อ่อนค่าลงในวันนี้ มาอยู่ที่ระดับ 39.410 บาท/ดอลลาร์ 110.73 เยน/ดอลลาร์ ในขณะที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 1.2187 ดอลลาร์/ยูโร ตามลำดับ
• ดัชนีตลาดหุ้น Hang Sang วันพฤหัสบดีปิดร่วงร้อยละ 1.44 สู่ระดับ 13,024.06 จุด
• ดัชนีตลาดหุ้น Nikkei วันพฤหัสบดีปรับตัวลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน มาปิดลบร้อยละ 1.19 สู่ระดับ 11,297.04 จุด
• รมว.คลัง กล่าวว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2547 จะอยู่ที่ประมาณ 6-7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยที่ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยมาก
• รมว.คลัง ระบุว่า มาตรการวางหลักประกัน 10% สำหรับบัญชีซื้อขายด้วยเงินสด ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อลดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นไทย จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ส่วนการวางหลักประกันเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในช่วงถัดไปตามมาตรการเดิมนั้น จะเสนอ ก.ล.ต.ให้ยกเลิก
• ดุลการค้าของสหรัฐฯ มียอดการขาดดุลอยู่ที่ 43.1 พันล้านดอลลาร์ในเดือน ม.ค. ตามมูลค่าการส่งออกที่ลดลงมากกว่ามูลค่าการนำเข้า
• ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนในเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น 23.2% (y-o-y) จากการเพิ่มขึ้น 7.2% ในเดือน ม.ค. แต่ตัวเลข 2 เดือนแรกจะได้รับผลกระทบจากวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งอยู่ในช่วงเดือน ม.ค. ในปีนี้ และเดือน ก.พ. ในปีก่อน
ภาวะตลาดหุ้น
Japan Nikkei-225
ดัชนีตลาดหุ้น Nikkei วันพฤหัสบดีปรับลง 1.19% ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 มาปิดที่ระดับ 11,297.04 จุด จากการปรับลงอย่างมากของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ที่ส่งผลให้มีแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ออกมา และการยุติการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ได้กระตุ้นคำสั่งขายหุ้นกลุ่มส่งออก ซึ่งฉุดดัชนีหุ้น Nikkei ลง ขณะที่ แรงซื้อเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร เหล็กกล้า และผู้ผลิตอุปกรณ์ ถ่วงไม่ให้ดัชนีร่วงลงมากนัก
Hong Kong’s Hang Sang
ตลาดหุ้นฮั่งเส็งวันพฤหัสบดีร่วงลง 1.44% ปิดที่ 13,024.06 จุด ขณะที่ การปิดร่วงลงอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ ส่งผลลบต่อบรรยากาศของตลาด ประกอบกับ นักลงทุนมีความวิตกว่าการขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาหนุนตลาดในช่วงนี้ อาจจะผลักให้ตลาดเข้าสู่ช่วงการปรับฐานขึ้นอีก
Thailand’s SET
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันพฤหัสบดีขยับขึ้น 0.35% จากที่อ่อนตัวลงในช่วงครึ่งแรกของวันตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยมาปิดที่ระดับ 707.74 จุด ภายหลังจากการ รมว. คลัง ได้ออกมาระบุถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการผ่อนเกณฑ์มาตรการการดูแลตลาดทุน และการยกเลิกเปิดเสทรีค่าธรรมเนียมซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน และส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาด อันสะท้อนจากปริมารการซื้อขายที่หนาแน่นขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือน อย่างไรก็ตาม แรงขายหุ้นขนาดใหญ่ อาทิ PTT และ หุ้นปูนซิเมนต์ไทย ถ่วงการปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทย
จากการวิเคราะห์ทางด้านเทคนิค ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยวันศุกร์ คาดว่าจะยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ในทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีแนวรับที่ระดับ 705 ส่วนแนวต้านอยู่ที่ระดับ 710 และ 715 เพราะนักลงทุนมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น จากความหวังที่ว่าการปรับ ครม. ของรัฐบาลครั้งนี้คงจะส่งผลให้ทิศทางตลาดหุ้นมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติยังคงจะกดดันตลาดอยู่
สรุปการเคลื่อนไหวของค่าเงิน
Baht/USD
เงินบาทอ่อนค่าลง โดยมีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เช่นเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยซบเซา สะท้อนไปยังการทำธุรกรรมการซื้อขายเงินบาทที่เบาบาง
Yen/USD
เงินเยนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ถึงแม้จะมีความกังวลต่อการเข้าแทรกแซงตลาดของธนาคารกลางญี่ปุ่น ในขณะที่สหรัฐฯได้ประกาศยอดขาดดุลการค้าประจำเดือน ม.ค. ที่ออกมาสูงเป็นประวัติการณ์ คืออยู่ที่ 4.31 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์แต่อย่างใด ทั้งนี้ จากที่การซื้อขายในตลาดช่วงนี้ เป็นไปในลักษณะการปรับสมดุลฐานะเงินตรา มากกว่าเป็นการปรับตัวตามปัจจัยพื้นฐาน
USD/Euro
เงินยูโรอ่อนค่าลงในวันนี้ ในขณะที่ตลาดคาดว่า รายงานตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐฯจะปรับเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือน ก.พ. เทียบกับการลดลงที่ 0.3% ในเดือน ม.ค. เช่นเดียวกันกับที่ตลาดจะรอฟังคำแถลงของนายอลัน กรีนสแปน ต่อสภาผู้แทนราษฏร สหรัฐฯ คืนนี้ ตามเวลาในประเทศไทย
จากการวิเคราะห์ทางด้านเทคนิค ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณว่า ค่าเงินบาทในวันศุกร์นี้ คงจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 39.31-39.41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินบาทอาจมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ตามทิศทางเงินเยน และค่าเงินในภูมิภาค จากความกังวลต่อการเข้าแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่อาจทำให้เงินเยนอยู่ในระดับไม่น้อยกว่าที่ระดับ 110-111 เยน/ดอลลาร์ ในขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าจะยังคงเบาบาง
สรุปการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้
Thai Gov. Bond 1 Year * / Thai Gov. Bond 5 Years * / Thai Gov. Bond 10 Years *
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ปรับลดลงเล็กน้อยในพันธบัตรระยะสั้น ขณะที่ลดลงค่อนข้างมากในพันธบัตรระยะปานกลางและระยะยาว (ลดลงมากสุด –12 bps.) โดยสเปรดระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 2 และ 10 ปี อยู่ที่ 2.80% แคบลงจาก 2.91% เมื่อวันก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ไทย ลดลง 53.21% จากวันก่อน ทั้งนี้ ภาพรวมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยยังคงลดลงตามการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ