การที่ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2548 โดยมีค่าลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯในขณะนี้ จากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 1.35 ดอลลาร์/ยูโร ร่วงลงเหลือราว 1.20 ดอลลาร์/ยูโร ได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทขยับสูงขึ้นประมาณ 5.34% เมื่อเทียบกับเงินยูโร ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 52.73 บาท/ยูโร ตอนต้นปี 2548 เงินบาทแข็งขึ้นอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 49.91 บาท/ยูโร ในปัจจุบัน สาเหตุหลักที่กดดันให้ค่าเงินยูโรอ่อนแรงลงรวดเร็วในระยะนี้ ได้แก่ การที่นักลงทุนไม่มั่นใจในสกุลเงินยูโรจึงมีการเทขายเงินยูโรและกลับไปถือสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯกันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความระส่ำระสายทางการเมืองภายในกลุ่มสหภาพยุโรป (European Union : EU) รวมถึงความซบเซาทางเศรษฐกิจเรื้อรังของอียู ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นในการรวมกลุ่มของอียูว่าจะมีเสถียรภาพต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน กระแสข่าวร้ายต่างๆล้วนสร้างความหวั่นไหวให้แก่ค่าเงินยูโร เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากสถานการณ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองภายในสหรัฐอเมริกาดูจะราบรื่นมากกว่า อีกทั้ง แนวโน้มระดับอัตราดอกเบี้ยในยูโรต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนสนใจสกุลเงินดอลลาร์มากกว่าเงินยูโร
สถานการณ์อ่อนไหวของค่าเงินยูโรกำลังเป็นที่สนใจในตลาดการเงินต่างประเทศ เพราะคาดว่าหากบรรยากาศการเมืองภายในกลุ่มอียูยังคงอึมครึมต่อไป ไม่ว่าจะด้วยประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญอียู งบประมาณอียู ไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศเยอรมนีช่วงเดือนกันยายน ศกนี้ ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยรวมในกลุ่มอียู และส่งผลเสียให้ค่าเงินยูโรมีทิศทางที่อาจลดต่ำลงเป็นลำดับ ด้วยเหตุนี้ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด จึงเห็นว่าการที่เงินยูโรมีแนวโน้มลดลง อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป และควรติดตามความเคลื่อนไหวตลาดอียูอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบเศรษฐกิจไทย
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ศึกษาผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากการที่เงินยูโรมีค่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงนี้ คาดการณ์ว่าเงินยูโรยังคงมีแนวโน้มอ่อนไหวต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้ จนกว่าสถานการณ์การเมืองในกลุ่ม EU จะคลี่คลายดีขึ้น รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในกลุ่ม EU อย่างจริงจัง น่าจะช่วยประคับประคองค่าเงินยูโรให้มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์วุ่นวายในกลุ่ม EU ขณะนี้ทำให้ค่าเงินยูโรลดลงอย่างรวดเร็ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน ดังนี้
1.ผลกระทบการค้าไทย : ส่งออกชะลอ ระวังดุลการค้าสะเทือน
การที่เงินยูโรมีค่าลดลงในช่วงนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศ EU ที่ใช้เงินตราสกุลเดียวกัน เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยจะมีราคาแพงขึ้นในสายตาของผู้ซื้อในตลาด EU บั่นทอนการส่งออกสินค้าไทยไปยัง EU ทางด้านการนำเข้าสินค้าจาก EU ในปีนี้ น่าจะขยายตัวในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากค่าเงินยูโรที่อ่อนตัวลง จะจูงใจให้ไทยนำเข้าสินค้าอุปโภค-บริโภคจาก EU เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าการนำเข้าสินค้าประเภทสินค้าทุน รวมทั้งสินค้าวัตถุดิบ-สินค้ากึ่งสำเร็จรูปจาก EU (ซึ่งมีสัดส่วนถึง 80% ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดจาก EU) ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะเป็นการนำเข้ามาสำหรับผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกและใช้ภายในประเทศ ซึ่งความต้องการของตลาดต่างประเทศและตลาดภายในประเทศมีแนวโน้มชะลอลงในปีนี้ จึงคาดว่าการนำเข้าสินค้าจาก EU จะทรงตัวอยู่ในระดับเดิมในปีนี้
การส่งออกของไทยไปตลาด EU ที่ส่อเค้าอ่อนแรงลง ขณะที่การนำเข้าสินค้าจาก EU ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จะส่งผลให้ยอดเกินดุลการค้าของไทยกับ EU น่าจะลดลงในปีนี้ ทั้งนี้ ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับ EU มาโดยตลอด และยอดเกินดุลเพิ่มขึ้นเป็นลำดับในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แตะระดับ 5,021.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2547 จึงเป็นที่น่าวิตกว่า ยอดเกินดุลการค้าของไทยกับ EU ที่ลดลง ตอกย้ำการคาดคะเนที่ว่าฐานะดุลการค้าโดยรวมของไทยในปีนี้ อาจปรากฏยอดขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี
สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับ EU ในช่วง 4 เดือนแรก 2548 ปรากฏว่าไทยเกินดุลการค้ากับ EU ลดลงแล้ว 7.5% เหลือมูลค่า 1,497.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับยอดเกินดุล 1,619.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเดียวกันของปี 2547 เนื่องจากการส่งออกสินค้าไทยไป EU ขยายตัวในอัตราที่ช้ากว่าการนำเข้าสินค้าจาก EU (ส่งออกเพิ่มขึ้น 6% เทียบกับการนำเข้าขยายตัว 13.3%) อย่างไรก็ตาม กลุ่ม EU นับเป็นประเทศคู่ค้าหลักที่ไทยเกินดุลการค้ามากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ โดยไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 2,178.5 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน
ในบรรดาสมาชิก EU ทั้ง 25 ประเทศ ประเทศที่ไทยส่งสินค้าออกไปขายมากที่สุด เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี เบลเยียม ฝรั่งเศส สเปน ไอร์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ กรีซ เดนมาร์ก สาธารณรัฐเช็ก ออสเตรีย ฮังการี โปแลนด์ โปรตุเกส สโลวีเนีย ไซปรัส เอสโทเนีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มอลตา ลัตเวีย และสาธารณรัฐสโลวัก การที่เงินยูโรอ่อนตัวลง รวมทั้งเงินตรายุโรปสกุลอื่นๆ ที่อ่อนตัวลงเช่นกัน เพราะได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์อ่อนไหวทางการเมืองในกลุ่ม EU คาดว่าจะซ้ำเติมการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดเหล่านี้ให้ชะลอตัวลงอีกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากที่การส่งออกของไทยไปยังกลุ่ม EU ไม่ค่อยแจ่มใสนักในช่วง 4 เดือนแรก 2548
ตลาด EU รุ่นเก่าซบเซา การส่งออกของไทยไปยังประเทศคู่ค้าในกลุ่ม EU ที่ใช้เงินตราสกุลเดียวกัน 12 ประเทศ ส่วนใหญ่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไปเนเธอร์แลนด์ลดลง 5.7% ในช่วง 4 เดือนแรก 2548 เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ไทยส่งสินค้าออกไปขายมากเป็นอันดับ 2 ในกลุ่ม EU นอกจากนี้ การส่งออกไปโปรตุเกสและลักเซมเบิร์กหดตัวลงในช่วงเดียวกัน ขณะที่การส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ที่ใช้เงินยูโร ล้วนชะลอตัวลง ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน ไอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และกรีซ สาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้อ่อนแรงลง ประกอบกับการที่ EU รับสมาชิกใหม่เพิ่มเติมอีก 10 ประเทศในช่วงกลางปี 2547 ส่งผลให้ตลาดการค้าภายในกลุ่ม EU ขยายวงกว้างขึ้น ครอบคลุมประเทศสมาชิกรวม 25 ประเทศ ทำให้สินค้าไทยบางรายการได้รับผลกระทบ เพราะ EU สามารถค้าขายกันเองได้มากขึ้น เช่น สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภค-บริโภค เป็นต้น
ตลาด EU รุ่นใหม่ยังสดใส การส่งออกของไทยไปยังสมาชิก EU บางประเทศที่เพิ่งเข้าเป็นสมาชิก ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ออสเตรีย ไทยส่งออกไปออสเตรียเพิ่มขึ้นถึง 66% ในช่วง 4 เดือนแรก 2548 เนื่องจากในช่วงที่ผ่านๆ มา การค้าขายสินค้าระหว่างไทยกับออสเตรียส่วนใหญ่อาศัยเยอรมนีเป็นช่องทางผ่านของสินค้าไทย แต่ขณะนี้ไทยสามารถส่งสินค้าไปยังออสเตรียโดยตรง จึงเปิดโอกาสให้ไทยขยายการค้ากับออสเตรียได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่เพิ่งเข้าเป็นสมาชิก EU ล่าสุด มีแนวโน้มแจ่มใสในช่วงต้นปีนี้ ได้แก่ สาธารณรัฐเช็ก ขยายตัว 40.8% สโลวีเนีย เพิ่มขึ้น 36.4% มอลตา 34.4% เอสโทเนีย 32.6% ลิทัวเนีย 24.6% เป็นต้น เพราะได้รับผลดีจากการที่ประเทศเหล่านี้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้าไปเป็นจำนวนมาก ช่วยส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกใหม่ EU ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่ออุปโภค-บริโภคเพิ่มขึ้น จึงเป็นผลดีต่อสินค้าส่งออกของไทยซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดกลุ่มนี้
อังกฤษ : ตลาดใหญ่สุดใน EU … ทรุด ถึงแม้อังกฤษจะไม่ได้ใช้เงินยูโร แต่ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือค่าเงินบาทแข็งขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.5% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ในช่วงเกือบ 6 เดือนแรกของปีนี้ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปอังกฤษในระยะต่อไป สำหรับในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกของไทยไปอังกฤษเริ่มชะลอตัวลงแล้ว โดยมีอัตราเพิ่ม 3.9% เทียบกับอัตราขยายตัวเฉลี่ย 17.7% ในปี 2547 หากสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจภายใน EU ยังคงอึมครึม คาดว่าการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาด EU โดยรวม อาจมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง
ตลาด EU บ๊วยสุด เมื่อเปรียบเทียบการส่งออกของไทยไปยังตลาดหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ อาเซียน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่ม EU ในช่วงต้นปีนี้ ปรากฏว่า EU เป็นตลาดดั้งเดิมที่รั้งท้ายสุด ทั้งในด้านอัตราขยายตัวที่มีระดับต่ำสุด (5.8%) และมูลค่าส่งออกน้อยที่สุด (4,678.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในช่วง 4 เดือนแรก 2548 ก่อนหน้านี้ กลุ่ม EU เคยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทย รองจากอาเซียน และสหรัฐฯ โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศลำดับสุดท้าย หากสถานการณ์การส่งออกของไทยไปตลาด EU ไม่กระเตื้องขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ก็คาดว่าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่กลุ่ม EU จะกลายเป็นตลาดส่งออกดั้งเดิมแย่สุดของไทย
2.ผลกระทบท่องเที่ยวไทย : ชาวยุโรปลังเลเที่ยวไกล
การท่องเที่ยวของไทยที่อึมครึมลงนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนต้นปีนี้ คาดว่าจะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการที่ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงในช่วงนี้ เนื่องจากนักท่องเที่ยว EU มีแนวโน้มชะลอการเดินทางท่องเที่ยวนอกภูมิภาค เพราะรู้สึกว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ประเทศไทยจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวระยะไกลของชาว EU ดังนั้น ชาวยุโรปที่เดินทางมาประเทศไทย ส่วนใหญ่มักใช้เวลาท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจในประเทศไทยค่อนข้างนาน โดยเฉลี่ยประมาณ 2 สัปดาห์ การที่เงินยูโรมีค่าลดลง จะส่งผลให้นักท่องเที่ยว EU บางกลุ่มหันไปท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้มากขึ้น หรือหากนักท่องเที่ยว EU ที่ยังคงต้องการเดินทางมาเที่ยวไทย ก็มีแนวโน้มที่จะย่นระยะเวลาท่องเที่ยวไทยให้สั้นลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ด้านการท่องเที่ยวของไทยที่ได้รับจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 90,000 ล้านบาทต่อปี
ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปประเทศ EU จะเสียค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวถูกลง เนื่องจากค่าเงินบาทแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร โดยเงินบาทมีค่าแข็งขึ้นประมาณ 5.3% ในช่วงเกือบ 6 เดือนแรกของปีนี้ จึงอาจกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยสนใจเดินทางไปเยือนประเทศ EU เพิ่มขึ้น ผลกระทบที่ติดตามมา ก็คือ เงินตราไหลออกนอกประเทศมากขึ้น ซึ่งจะมีผลเชื่อมโยงต่อดุลบริการของประเทศให้เกินดุลลดลง และส่งผลเสียต่อดุลบัญชีเดินสะพัดในที่สุด
EU เที่ยวไทย 4 เดือนอับเฉา การที่เงินยูโรมีค่าอ่อนตัวลงในช่วงนี้ ประกอบกับการท่องเที่ยวภาคใต้ของไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้นักท่องเที่ยว EU ที่นิยมเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจตามสถานที่ท่องเที่ยวริมฝั่งทะเลอันดามันของไทย ลดลงแทบทุกตลาดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา อาทิ อิตาลี (-45%) สวีเดน (-33%) ออสเตรีย (-25%) ฟินแลนด์ (-22%) เยอรมนี (-22%) สเปน (-21%) ฝรั่งเศส (-17%) เป็นต้น
ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากประเทศสมาชิกใหม่ของ EU ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศแถบยุโรปตะวันออก ลดลงถึง 1 ใน 3 ในเดือนมกราคม 2548 เมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวยุโรปตะวันออกทั้งหมดที่เดินทางมาเที่ยวไทยในเดือนมกราคม 2547 เป็นที่น่าเสียดายว่า นักท่องเที่ยวหน้าใหม่จากยุโรปตะวันออกที่เดินทางมาไทยเพิ่มขึ้น 21.4% เป็นจำนวน 70,376 คนในปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มหดตัวลงในปีนี้
นักท่องเที่ยว EU นับเป็นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพของไทย เพราะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทยยาวนานที่สุด โดยใช้เวลาท่องเที่ยวในประเทศไทยโดยเฉลี่ยเกือบ 2 สัปดาห์ ใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยเฉลี่ยราว 3,300 บาท/คน/วัน ทำรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้แก่ไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย และในรอบปีที่ผ่านมา ทำเม็ดเงินให้แก่ไทยประมาณ 90,000 ล้านบาท
ระวังคนไทยแห่เที่ยวยุโรป กลุ่มประเทศ EU นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยชอบเดินทางไปเยือนมากเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย การที่เงินยูโรมีค่าอ่อนตัวลงในช่วงนี้ จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวไทยส่วนหนึ่งเดินทางไปเยือนกลุ่มประเทศ EU เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป เนื่องจากในขณะที่เงินยูโรอ่อนแอลง เงินบาทกลับมีค่าแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวไทยรู้สึกว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเที่ยวประเทศ EU ได้บ้าง
ประเทศ EU ที่เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวไทย ได้แก่ เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย และอิตาลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนีและอังกฤษสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปประเทศ EU ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปกลุ่มประเทศ EU ของนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นทุกตลาดในปี 2547 รวมทั้งการเดินทางไปท่องเที่ยวยุโรปตะวันออกด้วย แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปยังประเทศกลุ่มนี้ยังไม่มากนัก แต่มีอัตราเพิ่มสูงถึง 50% เป็นจำนวน 831 คนในปี 2547 ประมาณว่านักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปประเทศ EU เสียค่าใช้จ่ายราว 7,700 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
3.ผลกระทบลงทุนไทย : จับตาผลกระทบระยะยาว
การอ่อนตัวของค่าเงินยูโร คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของกลุ่ม EU ในประเทศไทยไม่มากนัก เนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เงินยูโรมีค่าอ่อนแอลงเรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของไทยในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการลงทุนใหม่ๆ ของ EU ที่เตรียมจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย คงต้องทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้การลงทุนของ EU ในไทยชะลอลงในระยะต่อไป
ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ การลงทุนของ EU ในประเทศไทยฟื้นตัวขึ้นรวดเร็ว มูลค่าโครงการลงทุนของ EU ที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI พุ่งขึ้น 116.6% เป็นเม็ดเงิน 12,177 ล้านบาท นับเป็นนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า หากเงินยูโรมีค่าอ่อนตัวลงเรื้อรัง ประกอบกับสถานการณ์เปราะบางทางการเมืองภายใน EU ยืดเยื้อ จะบั่นทอนการลงทุนของ EU ในไทย ทั้งๆ ที่นักลงทุน EU สนใจเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปีนี้ เพราะ EU ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและเป็นประตูสู่ตลาดเอเชีย-แปซิฟิก
นักลงทุน EU ที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากที่สุดในช่วงต้นปีนี้ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (16,100 ล้านบาท) เบลเยียม (8,278 ล้านบาท) อังกฤษ (2,491 ล้านบาท) สวีเดน (1,894 ล้านบาท) และฟินแลนด์ (1,592 ล้านบาท) ประเภทกิจการที่นักลงทุน EU เข้ามาดำเนินการและร่วมลงทุนกับนักธุรกิจไทย ได้แก่ การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ ซอฟท์แวร์ แผงวงจรไฟฟ้า ไดโอด แผ่น CD&DVD แผ่นยิปซั่ม เคมีภัณฑ์ หม้อแปลงไฟฟ้า ตู้เย็น ส่วนประกอบรถยนต์ (เช่น ผ้าเบรก) ถุงมือยาง เสื้อผ้าสำเร็จรูป รวมทั้งธุรกิจบริการประเภทการจัดตั้ง Call Center สำนักงานบริการเพื่อส่งเสริมการลงทุนและการค้า เป็นต้น
ประเด็นที่น่าสังเกต ก็คือ การลงทุนของ EU ในประเทศไทย ส่วนใหญ่มักเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเงินลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท/โครงการ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินลงทุนทั้งหมดของ EU ในประเทศไทยในแต่ละปี
ข้อเสนอแนะ
การที่ค่าเงินยูโรมีแนวโน้มลดลง อันเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองใน EU และการที่เศรษฐกิจ EU ยังคงเผชิญกับภาวะซบเซาเรื้อรัง คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน ระหว่างไทยกับกลุ่ม EU ให้ชะลอตัวลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่ากลุ่มประเทศ EU เป็นพันธมิตรเศรษฐกิจดั้งเดิมที่สำคัญของไทย ดังนั้น ทางการไทยจำเป็นต้องหาช่องทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นกับสมาชิก EU เพื่อบรรเทาผลกระทบ ดังนี้
1. เจาะตลาดสมาชิกใหม่ EU จริงจัง ประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่ม EU ส่วนใหญ่เป็นประเทศแถบยุโรปตะวันออกที่เพิ่งเปิดประเทศ อาทิ ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ค เอสโทเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มอลตา โปแลนด์ สโลวัก และสโลวีเนีย คาดว่าประเทศเหล่านี้จะมีความต้องการสินค้าอุปโภค-บริโภคหลายหลากประเภท โดยเฉพาะสินค้าจำพวกอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ในประจำวัน สินค้าไทยน่าจะขยายตลาดในกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ของ EU ได้เพิ่มขึ้น แม้ว่ามูลค่าการค้าระหว่างกันยังค่อนข้างน้อย แต่การส่งออกไปบางประเทศในกลุ่มนี้ขยายตัวค่อนข้างสูง ประเทศสมาชิกใหม่ EU ที่มีศักยภาพ ได้แก่ สาธารณรัฐเช็ค การส่งออกของไทยไปสาธารณรัฐเช็คพุ่งขึ้น 40.8% ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ รวมทั้งการส่งออกไปสโลวีเนีย มอลตา เอสโทเนีย และลิทัวเนีย เพิ่มขึ้นในอัตรา 36.4% 34.4% 32.4% และ 24.6% ตามลำดับ
สมาชิกใหม่ของ EU ส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรปตะวันออกที่คนไทยทั่วไปยังไม่ค่อยคุ้นเคยนัก แต่ประเทศเหล่านี้มีศักยภาพและมีจุดเด่นบางประการที่น่าจะส่งเสริมการค้าระหว่างไทยกับกลุ่ม EU ได้มากขึ้น อาทิ
สโลวีเนีย มีท่าเรือสำคัญที่เชื่อมโยงการขนถ่ายสินค้าระหว่างทะเลเอเดรียติกกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งไทยสามารถใช้เมืองท่าของสโลวีเนียเป็นช่องทางกระจายสินค้าเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านยุโรปตะวันออกอื่นๆ รวมทั้งอาศัยเส้นทางรถไฟของสโลวีเนียที่เชื่อมต่อไปยังเยอรมนี ออสเตรีย สาธารณรัฐเช็ก สโลวัก ฮังการี อิตาลี เป็นต้น
โปแลนด์ เป็นตลาดข้าวที่มีศักยภาพแห่งหนึ่งของไทยในยุโรปตะวันออก เนื่องจากชาวโปแลนด์นิยมบริโภคข้าว แต่ข้าวไทยที่ส่งไปขายในโปแลนด์มักเสียเปรียบข้าวของคู่แข่งอื่นๆ เช่น ข้าวเวียดนามที่มีราคาต่ำกว่าข้าวไทย เพราะชาวโปแลนด์ส่วนใหญ่มีกำลังซื้อไม่สูงนัก ดังนั้น กลยุทธ์การส่งออกข้าวไทยไปขายในโปแลนด์ จึงควรเลือกพันธุ์ข้าวไทยที่ราคาไม่แพงนัก เพื่อจับตลาดชาวโปแลนด์ทั่วไปให้สามารถซื้อข้าวไทยรับประทานได้ ขณะเดียวกันทางการไทยควรรณรงค์ประชาสัมพันธ์ข้าวคุณภาพสูงของไทย เพื่อจับตลาดระดับบนของโปแลนด์ สร้างความแตกต่างกับข้าวของประเทศคู่แข่งอื่นๆ และส่งเสริมการส่งออกข้าวไทยไปโปแลนด์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงที่ผ่านมา การส่งออกข้าวไทยไปโปแลนด์ยังไม่สม่ำเสมอนัก ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกข้าวไทยไปโปแลนด์ลดลง 92% เหลือมูลค่า 0.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ไทยเคยส่งออกข้าวไปโปแลนด์เพิ่มขึ้นถึง 94% เป็นมูลค่า 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2547
เอสโทเนีย เป็นประเทศสมาชิกใหม่ EU ที่มีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางการขนส่งในย่านทะเลบอลติก เอสโทเนียจึงมีศักยภาพในฐานะที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสู่ยุโรปตอนเหนือ รวมทั้งเป็นประตูการค้าสู่รัสเซียและประเทศอื่นๆ ในแถบทะเลบอลติก ขณะเดียวกันการที่เอสโทเนียสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง น่าจะส่งผลให้เอสโทเนียเป็นตลาดใหม่ที่ทางการไทยควรส่งเสริมการส่งออกอย่างเต็มที่ การค้าระหว่างไทยกับเอสโทเนีย ในช่วง 4 แรก 2548 เพิ่มขึ้น 32.4% เป็นมูลค่า 9.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
2. รณรงค์ต่างชาติเที่ยวทั่วไทย ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูงมาก แม้ว่าขณะนี้การท่องเที่ยวทางภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาว EU ยังคงอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูจากภัยสึนามิ แต่ประเทศไทยสามารถแปลงวิกฤตเป็นโอกาส โดยจัดระเบียบสถานที่ท่องเที่ยวริมฝั่งทะเลอันดามันให้เป็นระบบ โดยเฉพาะการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เพื่อคืนความสวยงามกลับสู่หาดทรายและท้องทะเลของไทย คาดว่าจะเป็นผลดีระยะยาวช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลงไหลความงดงามของธรรมชาติ หวนกลับมาท่องเที่ยวอันดามันไทยมากขึ้น และที่สำคัญ ก็คือ การสร้างระบบเตือนภัยคลื่นสึนามิให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งนักท่องเที่ยวไทยด้วย
นอกจากนี้ เมืองไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายทั่วประเทศ จึงน่าจะที่รณรงค์การท่องเที่ยวกระจายให้ทั่วถึงทุกรูปแบบ เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มีรสนิยมต่างกัน สามารถมาท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะช่วยกระจายรายได้แล้ว ยังกระตุ้นให้คนท้องถิ่นมีงานทำ เผยแพร่สินค้า OTOP และรักภูมิลำเนาของตนเอง เป็นการพัฒนาและรักษาสิ่งแวดล้อมของจังหวัดต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน
3. สนับสนุนการลงทุน SME ในช่วงที่ผ่านๆ มา การลงทุนของ EU ที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนของ EU ทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ EU มีความชำนาญสูง อาทิ กิจการด้านโทรคมนาคม อุตสาหกรรมยานยนต์ การผลิตเครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ การขนส่งสินค้าทางทะเล อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและการผลิตเครื่องดื่ม เป็นต้น
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า สมาชิก EU บางประเทศมีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งสร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับสากล ดังนั้น นักธุรกิจรายย่อยของไทยน่าจะร่วมมือกับนักธุรกิจ EU เพื่อนำเทคนิคต่างๆ มาปรับใช้ในการพัฒนากิจการของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมลงทุนกับนักลงทุนชาวอิตาเลียนและชาวฝรั่งเศสทางด้านธุรกิจแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ตลอดจนอุตสาหกรรมทอผ้า การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปแบบสวยงามและใช้งานได้อย่างเหมาะเจาะ เป็นต้น เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการ EU กำลังได้รับผลกระทบจากสินค้าราคาถูกของจีน จึงมีแผนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศเอเชียที่มีความชำนาญและต้นทุนต่ำกว่าใน EU ประเทศไทยน่าจะเป็นแหล่งลงทุนเป้าหมายของ SME จากยุโรปได้ด้วย
ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปในฐานะพันธมิตรเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย น่าที่จะพัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น โดยอาศัยเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาค ได้แก่ การประชุมเอเชีย–ยุโรป (Asia Europe Meeting: ASEM) เพื่อประสานความเข้าใจอันดีระหว่างกัน อำนวยความสะดวกด้านการค้าขายสินค้าระหว่างกันให้คล่องตัว ลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ส่งเสริมโอกาสทางการค้าระหว่างกัน รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่ความร่วมมือด้านการลงทุน เพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจซึ่งกันและกันมากขึ้น


