TTA เผยกำไร Q1 927 ล้านบาท มั่นใจปี 49 โชว์รายได้ธุรกิจพลังงาน-โลจิสติกส์

TTA เผยผลกำไร Q1 927 ล้านบาท หลังรุกธุรกิจพลังงาน MML สร้างส่วนแบ่งกำไรให้ 52 ล้าน บ.ย่อยโลจิสติกส์ธุรกิจบริการ ฟันกำไรรวมอีก 41 ล้านบาท มั่นใจกลยุทธ์ผนึกธุรกิจหลัก ธุรกิจเดินเรือสัญญาเช่าล่วงหน้ากว่า 39% ของระวางบรรทุก พ่วงพาณิชย์นาวี สร้างรายได้ TTA อย่างมั่นคงในอนาคต ระบุไม่หวั่นค่าระวางเรือลดลงเชื่อเป็นไปตามภาวะตลาดโลก

ม.ล. จันทรจุฑา จันทรทัต กรรมการผู้จัดการ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) TTA เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 1 มีผลกำไรสุทธิ 927.56 ล้านบาท โดยรวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 36.19 ล้านบาทแล้ว และเป็นครั้งแรกที่มีการรวมผลประกอบการของกลุ่มบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (MML) เข้ามาในงบการเงินของ TTA โดย MML สามารถให้ส่วนแบ่งรายได้และกำไรสุทธิตามสัดส่วนการลงทุนเท่ากับ 341.71 ล้านบาท และ 52.34 ล้านบาทตามลำดับ และรายได้ในส่วนงานส่งกองกำลังบำรุง (โลจิสติกส์) ธุรกิจบริการ ของบริษัทย่อยอีกจำนวน 41.91 ล้านบาท ทั้งนี้ในงบรวมของบริษัทฯ เทียบกับงวดเดียวกันในไตรมาสที่ 1 ของปีก่อน มีผลกำไรสุทธิ 2,153.34 ล้านบาท โดยรวมผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 393.00 ล้านบาท ไว้แล้ว บริษัทฯมั่นใจว่าได้ดำเนินการตามกลยุทธ์ในการขยายขอบข่ายงานบริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือให้มากขึ้นกว่าเดิม

“การให้บริการเรือขุดเจาะปิโตรเลียมจำนวน 2 ลำของกลุ่มบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด คือเรือ MTR-1 และเรือ MTR-2 ได้ให้บริการครบถ้วนแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 ที่ผ่านมานั้น มีบริษัทผลิตและสำรวจก๊าซและน้ำมันต่างๆได้ทำสัญญาขอใช้บริการไปจนเลยปี 2550 แล้ว ส่วนเรือสนับสนุนงานติดตั้งเทคนิคใต้น้ำซึ่งได้รับมอบเรือในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2548 และจะเข้ามาในอ่าวไทยในเร็วๆ นี้จะเริ่มดำเนินการในเดือน มีนาคม พ.ศ. 2549 เป็นต้นไป ดังนั้น บริษัทฯ จึงคาดว่า กลุ่มบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด จะมีรายได้และผลกำไรสุทธิที่ดีขึ้นตลอดระยะเวลา 9 เดือนข้างหน้านี้ด้วยเช่นกัน” ม.ล. จันทรจุฑา กล่าว

จากการที่ผลประกอบการของกลุ่มบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด ได้เข้ามารวมอยู่ในผลประกอบการของบริษัทฯ ถือเป็นการเดินหน้าขยายธุรกิจให้มีความหลากหลาย ตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่ได้วางไว้ บริษัทฯ ได้แยกผลประกอบการออกเป็น 3 ส่วนงานทางธุรกิจหลักๆ ได้แก่ ส่วนงานเดินเรือ ส่วนงานบริการนอกชายฝั่ง และส่วนงานบริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ โดยส่วนงานเดินเรือนั้นสภาวะทางการตลาดไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนักระหว่างไตรมาสนี้กับไตรมาสที่แล้ว ในไตรมาสที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548 มีผลกำไรสุทธิ 903.61 ล้านบาท ไม่รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งผลกำไรจากส่วนงานดังกล่าวลดลงร้อยละ 6.21 จากไตรมาสที่ 4 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 เนื่องจากอัตราค่าระวางเรือลดลงเล็กน้อย ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นบ้าง

นอกจากนี้ บริษัทฯยังมั่นใจอีกว่า ในส่วนงานบริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือนั้น มีผลกำไรสุทธิ 41.91 ล้านบาท ซึ่งมาจากบริษัทย่อย 3 บริษัทหลักๆ ได้แก่ โทรีเซน ชิปปิ้ง เอฟแซดอี บริษัท เฟิร์นเล่ย์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไอเอสเอส โทรีเซน เอเยนต์ซีส์ จำกัด ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าต่อไปในการหาโอกาสทางธุรกิจ เพื่อดำเนินธุรกิจบริการที่เกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุง (โลจิสติกส์) เพื่อเพิ่มขอบข่ายงานธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือให้มากขึ้น

จากรายได้ กำไรสุทธิใน Q1 จำนวน 927 ล้านบาท ถือว่าเป็นไปตามภาวะตลาดโลก ซึ่งธุรกิจเดินเรือยังคงต้องพึ่งพิงอัตราค่าระวางเรือเป็นหลัก บริษัทฯ มีธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจเดินเรือ ดังนั้นการลดลงของอัตราค่าระวางในตลาดโลก จึงมีผลกระทบต่อกำไรของบริษัทฯ บ้าง ดังนั้นอัตราที่ลดลงของรายได้เมื่อเทียบกับ Q1 งวดเดียวกัน และในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจขนส่ง ยังมองว่าเป็นไปอย่างปกติ ลดลงทั้งอุตสาหกรรม

สำหรับจำนวนวันเดินเรือในไตรมาสที่ 1 สิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548 เท่ากับ 4,372 วัน เทียบกับ 4,461 วัน ในไตรมาสที่ 4 สิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 สาเหตุหลักเนื่องจากมีการขายเรือ เฮอร์เมลิน ออกไปในช่วงไตรมาสที่ 4 สิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 และบริษัทฯ ยังไม่ได้มีการซื้อเรือใหม่มาทดแทน และมีการยืดตัวเรือ ทอร์ นอติลุส ให้มีความยาวเพื่อเพิ่มขนาดระวางบรรทุกขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้ ทั้งนี้ ส่วนงานเดินเรือได้มีสัญญารับขนส่งสินค้าล่วงหน้าแบบเช่าเหมาลำเป็นระยะเวลาในรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 ไว้แล้ว ร้อยละ 39 ของระวางบรรทุกสินค้าทั้งหมดของบริษัทฯ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีรายได้อย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 9 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ อัตราค่าระวางเรือโดยเฉลี่ย รวมอัตราค่าระวางเรือที่บริษัทฯ เช่ามาเสริมกองเรือเพิ่มเติม ลดลงร้อยละ 4.12 จาก 12,031 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อวันต่อลำ ในไตรมาสที่ 4 สิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 เป็น 11,535 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อวันต่อลำ ในไตรมาสที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ซึ่งการที่อัตราค่าระวางลดลงนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกองต่อใหม่ที่เข้ามาในตลาด โดยไม่ใช่สาเหตุจากอุปสงค์ลดลง