อัญมณีและเครื่องประดับไทยในสหภาพยุโรป : แนวโน้มดี…คาดเกินดุลต่อเนื่อง

ตลาดสหภาพยุโรป 25 ประเทศนับเป็นตลาดอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของโลกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากรายงานของ Global Trade Atlas พบว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของตลาดสหภาพยุโรป 25 ประเทศในแต่ละปีคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 35 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมในตลาดโลก โดยในปี 2547 การนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของตลาดสหภาพยุโรปมีมูลค่าทั้งสิ้น 49,611.29 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.23 ขณะที่ในช่วง 11 เดือนแรกปี 2548 สหภาพยุโรปนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้เป็นมูลค่า 47,856.64 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวเบลเยี่ยมเป็นประเทศในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่นำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากต่างประเทศมากเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 32.78 ของมูลค่าการนำเข้าของตลาดสหภาพยุโรป 25 ประเทศโดยรวม รองลงมาคือสหราชอาณาจักร(สัดส่วนร้อยละ 27.78) เยอรมนี(สัดส่วนร้อยละ 13.77) อิตาลี(สัดส่วนร้อยละ 11.87) และฝรั่งเศส(สัดส่วนร้อยละ 5.11) ตามลำดับ ซึ่งสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าวเมื่อคิดตามมูลค่าการนำเข้าแล้ว ได้แก่เพชร ทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป และเครื่องประดับแท้ คิดเป็นสัดส่วนรวมกันประมาณร้อยละ 70 ของมูลค่าการนำเข้าโดยรวมของกลุ่มสหภาพยุโรป

สำหรับแหล่งนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญในตลาดสหภาพยุโรป 25 ประเทศในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาสามารถแบ่งได้เป็นสองแหล่งหลักคือ 1.ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป(25ประเทศ)ด้วยกันเองคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 25-30 ของมูลค่าการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของสหภาพยุโรป และ 2.ประเทศอื่นนอกเหนือจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป(25ประเทศ)คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 70-75 ของมูลค่าการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของสหภาพยุโรปในแต่ละปี

ขณะที่สถานการณ์การค้าอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป(25ประเทศ)ตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71 ในช่วงหลายปีที่ผ่าน พบว่า ไทยมักจะได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด คิดเป็นมูลค่าเกินดุลไม่ต่ำกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 11 เดือนแรกปี 2548 การค้าอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป(25ประเทศ)มีมูลค่าทั้งสิ้น 1,521.83 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากมูลค่า 1,463.76 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเดียวกันในปี 2547 คิดเป็นอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.97 โดยสหภาพยุโรป(25ประเทศ)นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากไทยคิดเป็นมูลค่า 1,042.96 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกสินค้ากลุ่มนี้มายังไทยเป็นมูลค่า 478.87 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นภาวะขาดดุลกับไทย หรือไทยได้เปรียบดุลการค้าเป็นมูลค่า 564.09 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากแยกรายประเภทสินค้า พบว่าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ไทยได้เปรียบดุลการค้าประกอบด้วยเครื่องประดับแท้(ไทยได้เปรียบดุลการค้า 548.67 ล้านเหรียญสหรัฐ) เครื่องประดับเทียม(ไทยได้เปรียบดุลการค้า 85.26 ล้านเหรียญสหรัฐ) และพลอย(ไทยได้เปรียบดุลการค้า 35.91 ล้านเหรียญสหรัฐ) ส่วนไข่มุก เพชร ทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป พบว่าไทยขาดดุลการค้ากับสหภาพยุโรป(25ประเทศ) คิดเป็นมูลค่า 3.4 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่า 50.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่า 31.7ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ

สำหรับในปี 2549 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าสถานการณ์การค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยกับตลาดสหภาพยุโรปโดยรวมนั้น ไทยยังน่าจะสามารถรักษาความได้เปรียบทางดุลการค้าไว้ได้อีกอย่างต่อเนื่อง เพราะภาวะเศรษฐกิจในยุโรปยังอยู่ในเกณฑ์ดี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยคาดว่าภาพรวมของการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดสหภาพยุโรปในปี 2549 น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับร้อยละ 8-10

การค้าอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป 25 ประเทศ
หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐ
2545 2546 2547 ม.ค.-พ.ย.2547 ม.ค.-พ.ย.2548
มูลค่าการนำเข้าโดยไทย 354.73 417.16 535.32 495.59 478.87
มูลค่าการส่งออกจากไทย 754.83 841.81 1,057.96 968.17 1,042.96
การค้ารวม 1,109.56 1,258.97 1,593.28 1,463.76 1,521.83
ดุลการค้า 400.10 424.65 522.64 472.58 564.09
ที่มา : Global Trade Atlas

เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพการแข่งขันของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดสหภาพยุโรป(25ประเทศ)ในปี 2549 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าสินค้ากลุ่มนี้ของไทยน่าจะสามารถรักษาสถานภาพการแข่งขันไว้ได้ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2548 เนื่องจากความต้องการสินค้าประเภทนี้ในตลาดสหภาพยุโรปยังมีแนวโน้มที่ดี ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจภายในยุโรปก็กำลังเป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างดี ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พบว่าทั้งระดับอัตราการขยายตัวและส่วนแบ่งตลาดของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวมในตลาดสหภาพยุโรปต่างเป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างดี โดยจากรายงานงานของ Global Trade Atlas พบว่าในช่วง 11 เดือนแรกปี 2548 สหภาพยุโรปนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากไทยคิดเป็นมูลค่า 1,042.96 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.73 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2547 โดยประเภทสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในตลาดสหภาพยุโรปที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 11 เดือนแรกปี 2548 ได้แก่ ทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป(เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.0) เพชร(เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.53) เครื่องประดับแท้(เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.83) ส่วนประเภทสินค้าที่มีอัตราการเติบโตลดลงได้แก่ไข่มุก(ลดลงร้อยละ 80.7) พลอย(ลดลงร้อยละ 10.42) อัญมณีสังเคราะห์(ลดลงร้อยละ 17.9) และเครื่องประดับเทียม (ลดลงร้อยละ 11.1)

สำหรับในด้านส่วนแบ่งตลาด (ซึ่งในโอกาสนี้ขอพิจารณาเฉพาะกลุ่มประเทศอื่นนอกเหนือจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ส่งสินค้ากลุ่มนี้เข้าไปจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป25ประเทศ) พบว่าแม้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในตลาดสหภาพยุโรปจะมีสัดส่วนไม่สูงมากนักในแต่ละปี โดยในช่วง 11 เดือนแรกปี 2548 ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับรายสำคัญอันดับที่ 12 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 3.09 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมในตลาดสหภาพยุโรปจากกลุ่มประเทศอื่นนอกเหนือประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (ในปี 2547 การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีส่วนแบ่งร้อยละ 2.93 ในปี 2546 มีสัดส่วนร้อยละ 2.46 ส่วนในปี 2545 สินค้ากลุ่มนี้ของไทยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 2.31) แต่หากพิจารณาถึงอัตราการเติบโตของส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในสหภาพยุโรป (25ประเทศ)แล้วกลับพบว่าสัดส่วนเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นอัตราการขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 ต่อปี โดยผู้ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอัญมณีและเครื่องประดับของตลาดสหภาพยุโรปอันดับหนึ่งในช่วง 11 เดือนแรกปี 2548 คือประเทศแอฟริกาใต้(สัดส่วนร้อยละ 13.49) ตามมาด้วยสวิตเซอร์แลนด์(สัดส่วนร้อยละ 12.3) รัสเซีย(สัดส่วนร้อยละ 8.31) บอสวานา(สัดส่วนร้อยละ 7.88) และสหรัฐอเมริกา(สัดส่วนร้อยละ 7.05) ขณะที่อินเดียและจีนมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.55 และร้อยละ 5.42 ตามลำดับ

ในการพิจาณาถึงความสามารถในการแข่งขันของการค้าระหว่างประเทศ โดยวัดจากดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ หรือ RCA (Revealed Comparative Advantage) ที่มีเกณฑ์กำหนดว่าถ้าค่า RCA ของประเทศใดมีค่ามากกว่า 1 แสดงว่าประเทศนั้นมีความได้เปรียบในการส่งออกสินค้านั้นๆ ในตลาดหนึ่ง (ซึ่งในที่นี้สินค้าคืออัญมณีและเครื่องประดับและตลาดคือตลาดสหภาพยุโรปที่คิดเฉพาะมูลค่าการนำเข้าจากกลุ่มประเทศอื่นนอกเหนือจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป 25ประเทศ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าค่า RCA มากกว่า 2 แสดงว่าประเทศนั้นมีความได้เปรียบหรือมีศักยภาพในการแข่งขันในระดับค่อนข้างดี และถ้าค่า RCA มากกว่า 10 ก็แสดงว่าประเทศนั้นมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นไปอีก ซึ่งข้อมูลการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของตลาดสหภาพยุโรปจากฐานข้อมูลของ Global Trade Atlas พบว่าโดยภาพรวมแล้วสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีค่า RCA เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 11 เดือนแรกปี 2548 สินค้ากลุ่มนี้ของไทยมีศักยภาพในการแข่งขันค่อนข้างดีโดยมีค่า RCA เท่ากับ 2.81

การเปรียบเทียบค่า RCA ในตลาดสหภาพยุโรป
2544 2545 2546 2547 ม.ค.-พ.ย.2548
ไทย 1.71 1.82 1.96 2.35 2.81
สวิตเซอร์แลนด์ 2.67 2.16 2.24 2.34 2.18
แอฟริกาใต้ 8.99 8.67 9.86 8.83 9.46
รัสเซีย 1.04 0.89 0.96 1.07 1.03
สหรัฐ 0.67 0.53 0.40 0.47 0.50
แคนาดา 1.41 0.87 3.01 3.84 3.62
อินเดีย 2.99 3.14 3.25 3.63 4.02
อิสราเอล 4.90 5.55 5.53 6.69 8.28
จีน 0.37 0.35 0.33 0.41 0.40
UAE 4.14 3.93 8.52 7.44 5.23
ฮ่องกง 2.93 3.92 5.01 3.27 3.91
ที่มา : Global Trade Atlas

สำหรับแนวโน้มความต้องการของตลาดสหภาพยุโรปนับจากนี้ตามรายงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ พบว่าผู้ซื้อเครื่องประดับในตลาดสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลไม่เพียงจากประเทศผู้นำแฟชั่นอย่างฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งกระแสแฟชั่นเสื้อผ้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วย โดยทั้งนี้การสวมใส่ทั้งเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับมีแนวโน้มจะขึ้นอยู่กับโอกาสหรืออารมณ์ความรู้สึกของผู้สวมใส่เป็นสำคัญมากขึ้น สำหรับรูปแบบของเครื่องประดับที่คาดว่าจะได้รับความนิยมคือเครื่องประดับที่งดงามสวยหรูและมีคุณภาพสูง โดดเด่นแตกต่างหรือมีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการใช้ชีวิต รวมทั้งอารมณ์ความรู้สึกของผู้สวมใส่มากที่สุด จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เครื่องประดับที่สั่งทำเฉพาะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นได้ในอนาคต

นอกจากนี้เครื่องประดับที่มีรูปแบบการใช้งานหลากหลายและรวมหลายสิ่งเข้าไว้ด้วยกันก็น่าจะได้รับความนิยมไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นแหวนที่สามารถเปลี่ยนเพชรหรือพลอยได้ หรือสร้อยคอที่มีสายสร้อยในประเภทและรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันเครื่องประดับที่มีการผสมผสานอย่างลงตัวในส่วนของวัสดุก็มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน รวมถึงเครื่องประดับที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ เครื่องราง และสัญลักษณ์ประจำราศีก็มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นด้วย โดยสังเกตได้จากแนวโน้มแฟชั่นการเจาะร่างกาย และการเพนต์ร่างกาย ของกลุ่มผู้บริโภคในสหภาพยุโรปที่มักจะมีการใช้รูปไม้กางเขน หรือสัญลักษณ์ทางศาสนาอื่นๆในการออกแบบ

บทสรุป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าการเจาะตลาดสหภาพยุโรป(25 ประเทศ)ที่ปัจจุบันเป็นตลาดอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญอันดับ 1-2 ของไทยนั้น นอกเหนือจากการเร่งพัฒนาปรับปรุงด้านการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์ในการแข่งขันทางการตลาดตลอดเวลา เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่า และสร้างฐานลูกค้าให้ให้เกิดขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการไทยควรอาศัยความได้เปรียบในด้านแรงงานฝีมือของช่างฝีมือไทยที่เน้นการผลิตด้วยแรงงานคนหรือเป็นชิ้นงานหัตถกรรมเป็นกลยุทธ์หลักในการเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เหนือกว่าคู่แข่งด้วย เนื่องจากผู้บริโภคแถบยุโรปมีแนวโน้มนิยมเครื่องประดับที่ผลิตด้วยแรงงานคนเพิ่มสูงขึ้น ด้วยเล็งเห็นถึงคุณค่าของชิ้นงานและความประณีตของชิ้นงาน

ในขณะเดียวกันการผลิตและการออกแบบควรจะต้องคำนึงถึงความต้องการ ความทันสมัย การสร้างสรรค์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับแฟชั่นอย่างใกล้ชิดด้วย เนื่องจากผู้บริโภคในตลาดสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลค่อนข้างสูงจากแหล่งแฟชั่นชั้นนำ อีกทั้งตลาดยังมีช่องว่างสำหรับสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในส่วนของสินค้าคุณภาพและรูปแบบที่สวยงามหรูหราและทันสมัยพอสมควร นอกจากนี้ควรเร่งสร้างแบรนด์เป็นของตนเองเพราะหากสินค้าเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยก็ไม่จำเป็นต้องยึดไทยเป็นฐานการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะใช้ศักยภาพของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำและมีวัตถุดิบเช่นพลอยและไข่มุกมาก หรือแม้กระทั่งจีนที่เป็นคู่แข่งของไทยด้วย เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตสำหรับการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดยิ่งขึ้น และเพื่อรองรับสถานการณ์ที่จีนและอินเดียมีพัฒนาการที่ค่อนข้างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพหรือรูปแบบภายใต้ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย

ขณะเดียวกันหากสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดในสหภาพยุโรปซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ที่สำคัญของโลก (คิดเป็นสัดส่วนประมาณถึงร้อยละ 35 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมในตลาดโลก) ได้เพิ่มมากขึ้น ก็น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีการขยายตลาดในวงกว้างยิ่งขึ้นในระดับโลกต่อไปในที่สุด