นับตั้งแต่ต้นปี 2549 ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ไทยได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินให้กู้ยืมแล้ว หลายรอบ โดยลำพังเดือนมีนาคมเดือนเดียวนั้น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 3 รอบ ถึงแม้ว่า จากข้อมูลล่าสุดในเดือนมกราคม 2549 สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย และธนาคารพาณิชย์ที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น จะไม่ได้มีสัญญาณการตึงตัวที่ชัดเจนก็ตาม ดังนั้น จึงทำให้เชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว น่าจะสะท้อนการแข่งขันด้านราคาระหว่างธนาคารพาณิชย์เพื่อจุดประสงค์ในการรักษาฐานลูกค้า รวมทั้งล็อกต้นทุนดอกเบี้ยราคาถูกมากกว่าและจนถึงขณะนี้ พฤติกรรมการแข่งขันด้านราคา ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเมื่อใด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สรุปประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้
• การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ในเดือนมกราคมและมีนาคม น่าจะมีสาเหตุที่แตกต่างกัน
สำหรับในเดือนมกราคม 2549 การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับลูกค้ารายย่อยและเงินให้กู้ยืม เกิดขึ้นเพียงรอบเดียว นำโดยธนาคารไทยพาณิชย์ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกรอบต่ำสุดของเงินฝากประจำทุกประเภทร้อยละ 0.50 และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีกร้อยละ 0.25 ในวันที่ 11 มกราคม ตามมาด้วยธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย (16 มกราคม) รวมทั้ง ธนาคารกรุงไทย (17 มกราคม) ลักษณะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ มีลักษณะที่ค่อนข้างตามกัน กล่าวคือ ส่วนใหญ่จะมีขนาดของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เท่ากับของธนาคารไทยพาณิชย์ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในประเด็นของสภาพคล่อง โดยวัดจากสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (Loan to Deposit Ratio: L/D) ณ สิ้นเดือนธันวาคมนั้น จะเห็นได้ว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากสูงกว่าร้อยละ 90 ซึ่งสะท้อนถึงภาวะสภาพคล่องที่ค่อนข้างตึงตัว และน่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ได้
สำหรับในเดือนมีนาคมนั้น ผู้นำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบแรกของเดือนนี้ คือ ธนาคารกสิกรไทย ในวันที่ 3 มีนาคม โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 และ 24 เดือน พร้อมๆ กับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.25 ตามมาด้วยการดำเนินการในลักษณะเดียวกันจากธนาคารกรุงเทพและกรุงไทยในวันที่ 7 และ 8 มีนาคม ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน และ 24 เดือนกรอบต่ำสุด มาอยู่ที่ร้อยละ 2.50, 2.75, 3.25 และ 4.0 ตามลำดับ ส่วน MLR มาอยู่ที่ร้อยละ 7.0 อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบที่สองเกิดขึ้นในวันที่ 9 มีนาคม โดยธนาคารไทยพาณิชย์ขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทร้อยละ 0.25-0.50 และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีกร้อยละ 0.25 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน และ 24 เดือนกรอบต่ำสุด มาอยู่ที่ร้อยละ 2.75, 3.00, 3.50 และ 4.0 ตามลำดับ ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 3-12 เดือนของธนาคารไทยพาณิชย์ อยู่สูงกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อื่นรอบแรก แต่ก็ยังไม่มีธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งอื่นเลือกปรับอัตราดอกเบี้ยให้ขึ้นมาเท่ากัน ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ของธนาคารไทยพาณิชย์ในรอบนี้นั้น อยู่ที่ร้อยละ 7.00 เท่ากับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งอื่นๆ
กระนั้นก็ดี จากนั้นไม่นาน หรือในวันที่ 15 มีนาคม ธนาคารกรุงเทพก็นำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบที่สาม โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทร้อยละ 0.25-0.50 ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน และ 24 เดือนกรอบต่ำสุด มาอยู่ที่ร้อยละ 3.00, 3.25, 3.75 และ 4.25 ตามลำดับ ขณะที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย MLR ร้อยละ 0.25 มาที่ร้อยละ 7.25 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินให้กู้ยืมของธนาคารกรุงเทพ มีระดับสูงที่สุดในระบบ (ณ วันที่ 15 มีนาคม) และได้นำมาสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกันจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งอื่นๆ ตามมา โดยที่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าสงครามราคาในรูปแบบข้างต้นนี้ จะสิ้นสุดลงเมื่อใด
เมื่อพิจารณาสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากล่าสุดในเดือนมกราคม เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้นำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งสามรอบในเดือนมีนาคม มีสัดส่วนดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 90 และธนาคารหลายแห่งมีสัดส่วนดังกล่าวที่ลดลงจากเดือนธันวาคม (โดยสาเหตุที่สำคัญส่วนหนึ่งมาจากเงินฝากไหลเข้าจากดีล SHIN) จึงไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ จะมีสาเหตุหลักจากภาวะความตึงตัวของสภาพคล่องเหมือนเช่นกรณีการปรับอัตราดอกเบี้ยในเดือนมกราคม ขณะที่ ข้อเท็จจริงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแต่ละรอบภายในเดือนมีนาคม ที่มีระยะเวลาค่อนข้างใกล้กัน และวิธีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารผู้นำแต่ละแห่ง ซึ่งจะเน้นการชิงตัดหน้าเพื่อผลักดันให้ระดับอัตราดอกเบี้ยใหม่อยู่สูงกว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์คู่แข่งในครั้งก่อนหน้านั้น น่าจะสนับสนุนข้อสรุปว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม ธนาคารพาณิชย์คงจะให้น้ำหนักไปที่การแข่งขันด้านราคาเพื่อรักษาฐานลูกค้าเงินฝากและล็อกต้นทุนของเงินทุนที่ยังถือว่ามีราคาถูกไว้รองรับการทำธุรกิจในระยะปานกลางถึงยาว มากขึ้น โดยในเกมการปรับอัตราดอกเบี้ยนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้ากว่าอาจมีฐานะที่เสียเปรียบ เพราะนอกจากจะไม่สามารถกำหนดขนาดการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยประเภทต่างๆ ให้เหมาะสมกับความจำเป็นทางธุรกิจและโครงสร้างสินทรัพย์-หนี้สินของตนแล้ว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามธนาคารพาณิชย์แห่งอื่น อาจไม่ได้ช่วยรักษาฐานลูกค้าเงินฝากเสมอไป ถ้าดำเนินการไม่รวดเร็วพอ ซึ่งจะทำให้การดึงเงินฝากกลับมา อาจต้องอาศัยการสู้ราคาที่แพงขึ้นยิ่งขึ้นไปอีกในครั้งต่อๆ ไป
• การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คงจะเป็นปัจจัยบวกต่อฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์ไทย
เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำในขนาดที่ใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หรือแม้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำในขนาดที่มากกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณร้อยละ 0.25 ก็ยังคงไม่กระทบต่อความสามารถในการทำกำไร เพราะธนาคารพาณิชย์ไทยยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่แพงขึ้นจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 และ 24 เดือน (มีส่วนแบ่งในตลาดเงินฝากรวมประมาณร้อยละ 11 ของเงินฝากทั้งหมด) ภายในปี 2549 นี้ ดังนั้น จึงเหลือเพียงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 และ 6 เดือน (มีส่วนแบ่งในตลาดเงินฝากรวมร้อยละ 33 ของเงินฝากทั้งหมด) ซึ่งจะทยอยส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ แต่ต้นทุนส่วนเพิ่มดังกล่าว ก็สามารถชดเชยได้ด้วยรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทันทีจากการขยับอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 70 ของเงินให้สินเชื่อรวม ทั้งนี้ จากการคำนวณเบื้องต้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นปี 2549 นั้น น่าจะช่วยให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 4.07 พันล้านบาทต่อปี และเพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin: NIM) ประมาณร้อยละ 0.08 เนื่องจากสามารถผลักภาระจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภทตั้งแต่ 1 ปีที่มีขนาดประมาณ 9.4-11.8 พันล้านบาทไปในปีถัดไปได้
ผลกระทบเบื้องต้นจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ต้นปี 2549
(หน่วย: ล้านบาท เว้นระบุ) เงินฝาก เงินให้สินเชื่อ รายรับดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อ หักด้วยต้นทุนเงินฝาก
ออมทรัพย์ ประจำ ประเภทอัตราดอกเบี้ย
3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ขึ้นไป คงที่ ลอยตัว/เปลี่ยนแปลงได้ทันที
% สัดส่วนต่อเงินฝากรวม 43.47 27.84 4.79 16.81 31.70 68.30
% ขนาดการขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ต้นปี 49 1 0.00 1.00 1.00 1.00-1.25 n.a. 0.75
ฐานเงินฝาก-สินเชื่อตามงบรวม ณ สิ้นปี 49 2 2,433,887 1,558,919 268,127 941,337 1,382,610 2,978,423
ผลจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย – 15,589 2,681 9,413-11,767 n.a. 22,338
ผลกระทบสุทธิ โดยรวมเงินฝากทุกประเภท เพิ่มขึ้น 27,684-30,037 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,338 ล้านบาท -5,346 ถึง -7,699
ผลกระทบสุทธิ โดยรวมเงินฝากประจำ 3 และ 6 เดือน เพิ่มขึ้น 18,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,338 ล้านบาท 4,068
ที่มา: บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด โดยอ้างอิงจากข้อมูลตามงบการรวมรายธนาคาร ณ สิ้นปี 2548 และการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยจาก ธปท.
หมายเหตุ:
1/ อ้างอิงการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง โดยสำหรับเงินฝากประจำประเภทอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป จะใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 12 และ 24 เดือน
2/ ใช้ฐานเงินฝาก และสินเชื่อดี (ไม่รวมเอ็นพีแอล) ตามงบการเงินรวม ณ สิ้นปี 2548 คูณด้วยสัดส่วนตามที่ระบุข้างต้น
• อย่างไรก็ตาม เมื่อผนวกผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2548 และโอกาสที่สินเชื่อปี 2549 อาจขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ การรักษาความสามารถในการทำกำไร คงจะทำได้จำกัด
จริงอยู่ว่าการพิจารณาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในแต่ละรอบ น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทย แต่เมื่อประเมินปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ผลกระทบผูกพันจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2548 อีกทั้ง การเติบโตของสินเชื่อที่อาจชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ จะได้ว่าความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ไทยของปี 2549 คงจะไม่ได้ดีขึ้นจากของปี 2548 มากนัก
จากประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยคาดการณ์การขยายสินเชื่อดี (หักเอ็นพีแอล) ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ในปี 2549 ใหม่ ที่ร้อยละ 6.0 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 6.95 ในปี 2548 ตามการชะลอตัวของการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ เงินฝากในปี 2549 คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.5-2.0 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.83 ในปี 2548 เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทย และเงินฝากไหลออกไปยังกองทุนรวมและธนาคารต่างชาติที่น่าจะมีแนวโน้มลดลง พร้อมทั้งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ 4 แห่ง สำหรับเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน และ 24 เดือน (กรอบต่ำสุด) เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.5-1.0 จากปัจจุบัน (16 มีนาคม) มาที่ร้อยละ 3.50, 3.75, 4.25 และ 4.75 ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2549 และไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR อาจได้รับการปรับขึ้นจากปัจจุบันอีกร้อยละ 0.5-0.75 มาที่ร้อยละ 7.75 ณ สิ้นปี 2549 เนื่องจากเชื่อว่าจะเป็นระดับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สภาพคล่อง และการปล่อยสินเชื่อในปัจจุบัน
อีกทั้ง กำหนดให้เอ็นพีแอลมีระดับเดียวกันกับสิ้นปี 2548 เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย สะท้อนถึงการทำธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์อย่างแท้จริง นั้น จะได้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของปี 2549 ที่ประมาณร้อยละ 3.11 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 3.09 เช่นเดียวกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3.29 จากปี 2548 มาที่ประมาณ 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลงจากที่เคยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8 ในปีก่อนหน้า
ประมาณการส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในปี 2549
ปี 2548 ปี 2549 E
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (%NIM) 3.09% 3.11%
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (พันล้านบาท)
(อัตราการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน) 203.6
(20.8%) 210.3
(3.29%)
E ประมาณการโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด โดยใช้ข้อมูลจากงบการเงินรวม
หมายเหตุ: ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (% NIM) = รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ / สินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ยระหว่างปี เช่น เงินสด เงินลงทุนในตลาดเงินระยะสั้น เงินให้สินเชื่อ และเงินลงทุน
ข้อจำกัดในการขยายตัวของความสามารถในการทำกำไรดังกล่าว นอกจากจะมีสาเหตุจากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวลงแล้ว ยังมีเหตุผลจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ โดยเฉพาะจากธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2548 ที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์จะต้องทยอยรับรู้ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้นตลอดทั้งปี 2549 ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2549 ธนาคารพาณิชย์ไทย คาดว่าจะต้องรับรู้ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 3 เดือนของธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงไตรมาส 4/48 อีกร้อยละ 0.50-0.75 (ยังไม่นับรวมการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนในช่วงกลางเดือนกันยายน 2548 ร้อยละ 0.50 ซึ่งคาดว่าจะยังคงมีผลกระทบหลงเหลือมาที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงไตรมาส 1/49) และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือนตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/48 จนถึงสิ้นปี 2548 อีกประมาณร้อยละ 1.0-1.65 ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2549 นั้น ยังจะมีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 12 เดือนอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2548 อีกประมาณร้อยละ 1.0-1.85 นอกจากนี้ วิธีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากโดยมุ่งเน้นไปที่เงินฝากประจำ ส่งผลให้สัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์ของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นปี 2548 ลดลงจากสิ้นปีก่อนหน้าประมาณร้อยละ 2 ขณะที่ สัดส่วนเงินฝากประจำเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกัน ซึ่งยิ่งจะซ้ำเติมให้ภาระต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายสำหรับเงินฝากประจำมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก
ยิ่งไปกว่านั้น รายรับดอกเบี้ยจากตลาดเงินระยะสั้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยหนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในปี 2548 ที่ผ่านมา คาดว่าจะมีทิศทางการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายกำลังเคลื่อนเข้าหาจุดสูงสุด และต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายสำหรับเงินฝากทยอยปรับตัวสูงขึ้นไล่หลังมาเรื่อยๆ
ภาพข้อจำกัดในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นต่างๆ ข้างต้นในปี 2549 สะท้อนว่าสถานการณ์ดังกล่าว ยังมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำอีกในปีถัดๆ ไป ตราบใดที่ธนาคารพาณิชย์ไทยยังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์การปล่อยสินเชื่อยังขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ
• หากสงครามราคารุนแรงขึ้น จนนำมาสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนเกิน (Overshoot) ระดับที่เหมาะสม ก็อาจทำให้สินเชื่อและเศรษฐกิจชะลอตัว
เนื่องจากสงครามราคา ถูกกำหนดจากความต้องการรักษาศักยภาพในการแข่งขัน มากกว่าสภาพคล่อง ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์จึงมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าระดับขั้นต่ำที่ประมาณการข้างต้น แต่ก็ยิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์มากขึ้นอีก โดยในกรณีที่การแย่งชิงเงินฝากรุนแรงมากจนนำมาสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ประมาณร้อยละ 0.25 และ 0.50 นั้น จะได้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะลดลงจากร้อยละ 3.11 มาที่ร้อยละ 3.07 และ 2.99 ตามลำดับ ซึ่งล้วนแต่ต่ำกว่าของปี 2548 ที่ร้อยละ 3.09 และสนับสนุนแนวคิดที่ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีต่อผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย ในภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน
นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ แต่ถ้าสงครามราคากระตุ้นให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ พร้อมๆ กับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างต่อเนื่อง จนภาระต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นเหนือความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ ดังเช่นในช่วงวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในระหว่างปี 2531-2534 และ 2537-2538 แล้ว ก็อาจจบลงด้วยภาวะการชะลอตัวของสินเชื่อและเศรษฐกิจ ตลอดจนปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จนเกินระดับที่เหมาะสม (Overshooting)
ดังนั้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะไม่เป็นอันตรายต่อความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ และความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ของภาคธุรกิจ หากระดับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนั้น เหมาะสมกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาระหว่างธนาคารพาณิชย์ เพื่อล็อกต้นทุนเงินฝาก และรักษาฐานลูกค้านั้น อาจทำให้เกิดการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เกินพอดี จนท้ายที่สุดแล้ว กลับไม่เป็นผลดีต่อทั้งธนาคารพาณิชย์เอง ลูกค้าเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
บทสรุป
นับตั้งแต่ต้นปี 2549 ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ไทยได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินให้กู้ยืมแล้ว หลายรอบ โดยลำพังเดือนมีนาคมเดือนเดียวนั้น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 3 รอบ ถึงแม้ว่า จากข้อมูลล่าสุดในเดือนมกราคม 2549 สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย และธนาคารพาณิชย์ที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น จะไม่ได้มีสัญญาณการตึงตัวที่ชัดเจนก็ตาม ดังนั้น จึงทำให้เชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว น่าจะสะท้อนการแข่งขันด้านราคาระหว่างธนาคารพาณิชย์เพื่อจุดประสงค์ในการรักษาฐานลูกค้า รวมทั้งล็อกต้นทุนดอกเบี้ยราคาถูกมากกว่า และจนถึงขณะนี้ พฤติกรรมการแข่งขันด้านราคา ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเมื่อใด
หากประเมินเฉพาะผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (โดยเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ซึ่งมีส่วนแบ่งในตลาดสูง) ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2549 ที่ผ่านมา พบว่าจะช่วยให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 4.07 พันล้านบาทต่อปี และมีผลในการช่วยเพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ประมาณร้อยละ 0.08 เนื่องจากสามารถผลักภาระจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภทตั้งแต่ 1 ปีที่ยังไม่ครบรอบบัญชีภายในปี 2549 นี้ ซึ่งมีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายคิดเป็นเงินประมาณ 9.4-11.8 พันล้านบาทไปในปีถัดไปได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อผนวกผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 3 เดือนถึง 1 ปีของธนาคารพาณิชย์ไทยประมาณร้อยละ 0.5-1.85 ในปี 2548 ซึ่งจะทยอยส่งผลกระทบต่อต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายตลอดทั้งปี 2549 อีกทั้ง การคาดการณ์ที่เชื่อว่าการเติบโตของสินเชื่อดีในปี 2549 จะชะลอตัวลงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบส่วนหนึ่งจากปัญหาการเมืองในประเทศ ที่ทำให้การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐต้องล่าช้าออกไปนั้น จะพบว่าความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2549 คงจะไม่ได้ดีขึ้นจากปี 2548 มากนัก โดยในกรณีที่กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ 4 แห่ง สำหรับเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน และ 24 เดือน (กรอบต่ำสุด) เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.5-1.0 จากปัจจุบัน (16 มีนาคม) มาที่ร้อยละ 3.50, 3.75, 4.25 และ 4.75 ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2549 และไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์
ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR อาจได้รับการปรับขึ้นจากปัจจุบันอีกร้อยละ 0.5-0.75 มาที่ร้อยละ 7.75 ณ สิ้นปี 2549 เนื่องจากเชื่อว่าจะเป็นระดับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สภาพคล่อง และการปล่อยสินเชื่อในปัจจุบันนั้น จะได้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของปี 2549 ที่ประมาณร้อยละ 3.11 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 3.09 เช่นเดียวกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3.29 จากปี 2548 มาที่ประมาณ 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลงจากที่เคยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8 ในปีก่อนหน้า นั่นหมายความว่า ตราบใดที่ธนาคารพาณิชย์ไทยยังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์การปล่อยสินเชื่อยังขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ สถานการณ์ที่การเติบโตของความสามารถในการทำกำไรค่อนข้างจำกัดดังกล่าว ยังมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำอีกในปีถัดๆ ไป
ประมาณการข้างต้น ยังไม่นับรวมโอกาสที่สงครามราคาอาจผลักดันให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในลักษณะที่รุนแรงขึ้นอีก โดยในกรณีที่การแย่งชิงเงินฝากรุนแรงมากจนนำมาสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ประมาณร้อยละ 0.25 และ 0.50 นั้น จะได้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะลดลงจากร้อยละ 3.11 มาที่ร้อยละ 3.07 และ 2.99 ตามลำดับ ซึ่งล้วนแต่ต่ำกว่าของปี 2548 ที่ร้อยละ 3.09 นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ แต่ถ้าสงครามราคากระตุ้นให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ พร้อมๆ กับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างต่อเนื่อง จนภาระต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นเหนือความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ ดังเช่นในช่วงวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในระหว่างปี 2531-2534 และ 2537-2538 แล้ว ก็อาจจบลงด้วยภาวะการชะลอตัวของสินเชื่อและเศรษฐกิจ ตลอดจนปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จนเกินระดับที่เหมาะสม (Overshooting) อันจะย้อนกลับมาทำให้ฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์แย่ลงได้


