ทองคำโลกพุ่ง & ทองคำไทยแพง

ทองคำของไทยทำสถิติราคาสูงสุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน พุ่งขึ้นถึงระดับ 12,650 บาท/บาท เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2549 นับเป็นราคาทองคำแพงขึ้นกว่า 1 เท่าตัว ภายในระยะเวลา 4 ปี เมื่อเทียบกับราคาทองคำตอนต้นปี 2545 ที่ซื้อขายอยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 6,000 บาท/บาท ทิศทางความเคลื่อนไหวของราคาทองคำไทยเป็นไปตามราคาทองคำต่างประเทศที่แพงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ต้นปี จนทะลุระดับ 700 ดอลลาร์/ออนซ์เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นราคาทองคำต่างประเทศสูงสุดในรอบ 26 ปี โดยทองคำต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น 32% เมื่อเทียบกับราคาทองคำเฉลี่ย 530 ดอลลาร์/ออนซ์ในช่วงต้นปี สาเหตุที่ทองคำต่างประเทศมีราคาสูงขึ้นรวดเร็วในช่วงนี้ เพราะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นสูงกว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์มีค่าที่ตลาดต้องการซื้อหา ทั้งเพื่อเป็นหลักประกันเงินเฟ้อและเป็นสินทรัพย์ที่สากลยอมรับในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าอ่อนตัวลง ทำให้ทองคำเป็นทางเลือกในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้ ก็คือ แรงซื้อทองคำจำนวนมากจากบรรดากองทุนและนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจในสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศและวิกฤตราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ความต้องการถือทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน พอสรุปสาเหตุจูงใจได้ดังนี้
? ทองคำถือเป็นสินทรัพย์มีค่าเมื่อเกิดวิกฤตการเมืองระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาทวีความตึงเครียดยิ่งขึ้นในช่วงนี้ กรณีที่อิหร่านต้องการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ภายในประเทศ แต่สหรัฐฯ ขอให้อิหร่านระงับการดำเนินการดังกล่าว และขู่ที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน หากอิหร่านยังคงดื้อดึงเดินหน้าโครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของตนต่อไป ชนวนปัญหาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจมีแนวโน้มลุกลามบานปลายกลายเป็นการเผชิญหน้ากันในที่สุด
สถานการณ์ล่อแหลมดังกล่าว ทำให้หวั่นเกรงว่าเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองระหว่างประเทศจะปะทุขึ้นอีกกรณีหนึ่ง ส่งผลโดยตรงให้ทองคำเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น เพราะถือว่าทองคำเป็นทรัพย์สินมีค่าที่สุดในยามที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองระหว่างประเทศ ความต้องการซื้อทองคำในตลาดต่างประเทศที่พุ่งขึ้น หนุนให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว
? น้ำมันแพง เงินเฟ้อเพิ่ม ราคาทองพุ่ง ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ประกอบกับการที่รัฐบาลโบลิเวียประกาศคุมกิจการอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นของรัฐทั้งหมด ซ้ำเติมความปั่นป่วนในตลาดน้ำมันโลก ผลักดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานขึ้นแตะระดับ 74 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม คาดว่าน้ำมันดิบจะมีราคาโน้มสูงขึ้นอีก และจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป หากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง ทั้งนี้ อิหร่านเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 2 ในกลุ่มโอเปก รองจากซาอุดิอาระเบีย จึงหวั่นเกรงกันว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว อาจกระทบต่อการผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านออกสู่ตลาดโลกลดน้อยลง หนุนราคาน้ำมันดิบแพงขึ้น
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น ทำให้ทั่วโลกเกิดความวิตกกังวลว่าเงินเฟ้อจะขยับขึ้นตามไปด้วย ส่งเสริมบทบาทของทองคำให้โดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่าในช่วงที่ภาวะเงินเฟ้อมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น นับเป็นปัจจัยทางอ้อมที่หนุนให้ราคาทองคำในตลาดต่างประเทศสูงขึ้น
? ความอ่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยทั่วไป ราคาทองคำต่างประเทศมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวสวนทิศทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ การที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าอ่อนตัวลงอย่างหนักในระยะนี้ โดยทำสถิติต่ำสุดในรอบ 1 ปีเมื่อเทียบกับเงินยูโร ณ ระดับ 1.28 ดอลลาร์/ยูโร และมีค่าต่ำสุดในรอบ 8 เดือนเมื่อเทียบกับเงินเยน ณ ระดับ 110 เยน/ดอลลาร์ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ทองคำต่างประเทศยิ่งมีราคาแพงขึ้น ปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็คือ ปัญหาขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดไม่มั่นใจในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงหันไปถือเงินตราสกุลอื่นๆ เช่น เงินยูโร เงินฟรังค์สวิส รวมทั้งทองคำ เป็นการทดแทน
ขณะเดียวกันการที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ มีแผนที่จะเพิ่มปริมาณการถือทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นจำนวนมากขึ้น กระตุ้นให้ความต้องการซื้อทองคำในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น หนุนให้ราคาทองคำโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ย้อนรอยราคาทองคำ

? ยุคทองแพง แม้ว่าราคาทองคำในตลาดต่างประเทศสูงขึ้นทะลุระดับ 700 ดอลลาร์/ออนซ์ในขณะนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถลบสถิติราคาทองคำโลกที่เคยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ณ ระดับราคา 850 ดอลลาร์/ออนซ์เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2523 ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤตการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่อ 26 ปีก่อน กรณีที่อิหร่านจับชาวตะวันตกเป็นตัวประกัน และทางการสหรัฐฯ บุกชิงตัวประกันชาวตะวันตกได้สำเร็จ ทำให้ตลาดหวั่นเกรงว่าจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างประเทศทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าว แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงรวดเร็ว ทองคำในตลาดต่างประเทศก็มีราคาลดลงทันที อยู่ในระดับ 737 ดอลลาร์/ออนซ์ในวันที่ 22 มกราคม 2523 และอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ในช่วงปลายปีนั้น
ทางด้านราคาทองคำของไทย เคลื่อนไหวตามทิศทางราคาทองคำต่างประเทศเป็นหลัก แต่เนื่องจากค่าเงินบาทของไทยในช่วงนั้นผูกติดอยู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตราค่อนข้างคงที่ประมาณ 23 บาท/ดอลลาร์ ทำให้ราคาทองคำของไทยเมื่อคิดคำนวณเป็นเงินบาทผันผวนไม่มากนัก โดยมีราคาซื้อ-ขายอยู่ในระดับเฉลี่ยราว 5,400 บาท/บาทในปี 2523 ขณะที่ราคาเฉลี่ยของทองคำต่างประเทศอยู่ในระดับ 613 ดอลลาร์/ออนซ์ ในปีเดียวกัน

? ยุคทองตกต่ำ การเคลื่อนไหวของราคาทองคำต่างประเทศในช่วง 26 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ทองคำในตลาดโลกทำสถิติราคาสูงสุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ณ ระดับ 850 ดอลลาร์/ออนซ์ ราคาทองคำตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 350-420 ดอลลาร์/ออนซ์ระหว่างปี 2525-2527 และอ่อนตัวลงอีกในปี 2528 โดยมีราคาเฉลี่ยประมาณ 310-320 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากราคาทองคำเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ตกต่ำลงอย่างมากในปีนั้น อยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 10 ดอลลาร์/บาร์เรล เพราะสมาชิกกลุ่ม OPEC ต่างผลิตน้ำมันดิบเกินโควตาที่ได้รับจัดสรรจากกลุ่ม ขณะเดียวกันประเทศนอกกลุ่ม OPEC ก็เร่งสำรวจและขุดเจาะน้ำมันดิบในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงมากนับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา นำไปสู่ภาวะปริมาณน้ำมันดิบล้นตลาดในปี 2528
สำหรับราคาทองคำของไทยในช่วงระหว่างปี 2524-2528 อ่อนตัวลงจากระดับราคาเฉลี่ยประมาณ 4,850 บาท/บาทในปี 2524 ลงมาอยู่ในระดับราคาเฉลี่ยประมาณ 4,250 บาท/บาทในปี 2528

? ยุคทองผันผวน ราคาทองคำต่างประเทศเคลื่อนไหวขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในกรอบราคาเฉลี่ย 260-450 ดอลลาร์/ออนซ์ในช่วง 16 ปีถัดมา (ปี 2529 – 2545) ท่ามกลางเหตุการณ์ต่างประเทศที่หลากหลาย อาทิ สงครามอิรัก-คูเวตช่วงต้นปี 2534 ที่ทำให้ราคาน้ำมันและราคาทองคำโลกแพงขึ้น แต่ต่อมาวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียกลางปี 2540 กลับทำให้ความต้องการนำเข้าน้ำมันดิบและความต้องการซื้อทองคำชะลอลง ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกค่อนข้างผันผวนในช่วงนี้
ราคาทองคำของไทย เคลื่อนไหวขึ้น-ลงอยู่ในช่วง 4,400-5,800 บาท/บาทระหว่างปี 2529-2544 ก่อนที่จะขยับขึ้นอยู่ในระดับเฉลี่ย 6,350 บาท/บาทในปี 2545

? ยุคทองพุ่ง ราคาทองคำต่างประเทศกระเตื้องขึ้นรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง จากระดับราคาเฉลี่ย 305 ดอลลาร์/ออนซ์ในช่วงกลางปี 2545 เป็น 450 ดอลลาร์/ออนซ์ในปี 2548 และพุ่งขึ้นเกินกว่า 500 ดอลลาร์/ออนซ์นับตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา ราคาทองคำต่างประเทศพุ่งขึ้นรวดเร็วทะลุระดับ 600 ดอลลาร์/ออนซ์ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2549 และทำสถิติสูงสุดในรอบ 26 ปี ณ ระดับ 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ราคาทองคำต่างประเทศเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้มีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันดิบจะแพงขึ้นอีกท่ามกลางวิกฤตการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ทองคำเป็นหลักทรัพย์ที่น่าลงทุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุด

ตลาดทองไทย

หลังจากที่ทางการไทยปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวนับตั้งแต่กลางปี 2540 เป็นต้นมา การคิดคำนวณราคาทองคำของไทยแปรผันตามอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทด้วย กล่าวคือ เมื่อใดที่เงินบาทมีค่าอ่อนตัวลง จะมีส่วนทำให้ทองคำที่ซื้อ-ขายในตลาดทองไทยมีราคาแพงขึ้น ในทางตรงข้าม หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น ก็จะมีส่วนทำให้การคิดคำนวณราคาทองคำในตลาดทองไทยไม่สูงขึ้นมากนัก ดังนั้น ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำของไทย ได้แก่ ราคาทองคำต่างประเทศ และค่าเงินบาท
การปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ทำให้เงินบาทมีค่าอ่อนตัวเรื่อยๆ จนถึงระดับ 45.40 บาทในเดือนธันวาคมปีนั้น ส่งผลให้ราคาทองคำของไทยแพงขึ้นอยู่ในระดับเฉลี่ย 5,900 บาท/บาทในช่วงปลายปี 2540 เทียบกับราคาทองคำเฉลี่ย 4,300 บาท/บาทในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วงที่เงินบาทยังคงผูกติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตราประมาณ 25 บาท/ดอลลาร์ ราคาทองคำของไทยขยับขึ้นแตะระดับ 7,000 บาท/บาทช่วงต้นปี 2541 เมื่อเงินบาทมีค่าลดลงถึงระดับ 54 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ
ราคาทองคำของไทยกลับมีเสถียรภาพดีขึ้นตามค่าเงินบาทในเวลาถัดมา โดยซื้อ-ขายอยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 5,500 บาท/บาทนับตั้งแต่กลางปี 2541 จนถึงปลายปี 2544 หลังจากนั้นทองคำของไทยเริ่มมีราคาแพงขึ้นเป็นลำดับ โดยมีราคาสูงกว่า 6,000 บาท/บาทในช่วงต้นปี 2545 ทะลุระดับ 7,000 บาท/บาทอีกครั้งหนึ่งในช่วงต้นปี 2546 ไต่ระดับขึ้นเป็น 8,250 บาท/บาทเมื่อปลายปี 2547 และเพิ่มขึ้นเป็น 9,200 บาท/บาทในช่วงปลายปี 2548
ราคาทองคำของไทยในช่วงต้นปี 2549 มีราคาเฉลี่ยสูงกว่า 10,000 บาท/บาทเป็นครั้งแรก และทำสถิติราคาสูงสุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ณ ระดับราคา 12,650 บาท/บาทเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นไปตามทิศทางราคาทองคำต่างประเทศที่พุ่งขึ้นถึง 708 ดอลลาร์สหรัฐฯในวันเดียวกัน คาดการณ์ว่าราคาทองคำโลกมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป ดังนั้น ทองคำของไทยจะยังคงมีราคาแพงตามราคาทองต่างประเทศ นอกจากนี้ หากเงินบาทของไทยมีค่าอ่อนตัวลงเมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะซ้ำเติมให้ราคาทองคำของไทยสูงขึ้นอีก

ข้อสังเกต :
? เงินบาทแข็งค่า ชะลอราคาทองไทย ราคาทองคำในตลาดต่างประเทศที่แพงขึ้นในขณะนี้ ทำให้ทองคำในตลาดทองของไทยมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากทองคำเป็นสินค้าที่ไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาทองคำของไทยจึงเคลื่อนไหวตามทองคำต่างประเทศ นอกจากนี้ ปัจจัยที่กำหนดทิศทางราคาทองคำของไทยอีกปัจจัยหนึ่ง ก็คือ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท การที่เงินบาทมีค่าแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงนี้ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8.4% อยู่ในระดับเฉลี่ย 37.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับอัตราเฉลี่ย 41.04 บาท/ดอลลาร์ตอนต้นปี มีส่วนช่วยให้ราคาทองคำของไทยขยับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากเงินบาทมีค่าอ่อนตัวลง ก็มีแนวโน้มว่าราคาทองคำที่ซื้อ-ขายในตลาดทองคำของไทยจะแพงกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้
? ทองแพง แรงซื้อเก็งกำไรเพิ่ม ทองคำในตลาดทองของไทยที่มีราคาสูงขึ้นเป็นลำดับในช่วงนี้ โดยมีราคาสูงกว่าระดับ 11,000 บาท/บาทนับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2549 และทะลุระดับ 12,000 บาท/บาทในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ปรากฏว่ามีนักลงทุนบางกลุ่มไปหาซื้อทองคำแท่งตามร้านค้าทองแถบเยาวราชเพื่อเก็งกำไร เพราะคาดว่าราคาทองไทยมีแนวโน้มแพงขึ้นเรื่อยๆ จึงมีโอกาสที่จะนำทองคำแท่งออกขายเพื่อเอากำไรเมื่อเห็นว่าทองคำมีราคาถึงจุดสูงสุดแล้ว ในทางตรงข้าม ประชาชนทั่วไปต่างชะลอการซื้อเครื่องประดับทองรูปพรรณในช่วงนี้ เพื่อรอดูทิศทางราคาทองคำของไทยให้ชัดเจนก่อน
ประเด็นที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง ก็คือ ในช่วงที่ราคาทองคำไทยแพงขึ้นรวดเร็วเช่นนี้ มิได้ทำให้ประชาชนนำเครื่องประดับทองคำรูปพรรณมาขายคืนแก่ร้านค้าทองมากจนผิดปกติ เพราะเห็นว่าทองคำเป็นทรัพย์สมบัติที่เพิ่มค่าขึ้นเป็นลำดับ ประกอบกับเกรงว่าหานำเครื่องประดับทองรูปพรรณที่เก็บออมไว้ออกมาขายคืนแก่ร้านค้าทอง ก็อาจจะไม่มีโอกาสที่จะหาซื้อเครื่องประดับทองรูปพรรณในอนาคต เพราะราคาทองคำของไทยยังคงแพงขึ้นต่อเนื่อง ตามทิศทางของราคาทองคำต่างประเทศที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ท่ามกลางกระแสความตึงเครียดในเวทีการเมืองโลกและวิกฤตราคาน้ำมัน อีกทั้งราคาทองคำต่างประเทศเคยทำสถิติสูงสุดกว่า 800 ดอลลาร์/ออนซ์มาแล้ว ทำให้นักลงทุนบางส่วนเห็นว่าราคาทองคำโลกยังมีโอกาสแพงขึ้นอีก อันเป็นผลจากเหตุการณ์วุ่นวายทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งอนาคตค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนไหว ดังนั้น ราคาทองคำไทยจึงน่าจะมีทิศทางสูงขึ้นตามราคาทองคำต่างประเทศในระยะต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ คลี่คลายลง ลดการเผชิญหน้าและการตอบโต้ซึ่งกันและกัน ก็คาดว่าจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลง ผ่อนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ตลาดทองคำต่างประเทศกลับสู่ภาวะปกติ และการซื้อ-ขายทองคำในตลาดทองคำของไทยจะมีเสถียรภาพมากขึ้น