เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนไหวอยู่ในช่วง 1.34-1.35 ดอลลาร์/ยูโร และทรงตัวอยู่ที่อัตรา 121 เยน/ดอลลาร์ ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อค่าเงินดอลลาร์ยังคงเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ตลาดเงินยังจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ รวมถึงการติดตามผลการประชุมสุดยอดประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ชาติ (G8) ที่ประเทศเยอรมนี ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นได้รับความสนใจจากนักเก็งกำไรเช่นเดิม ตราบใดที่อัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยของสกุลเงินสำคัญอื่นๆ ท่ามกลางสถานการณ์ในตลาดเงินต่างประเทศที่ราบรื่น เป็นบรรยากาศเอื้อหนุนให้การทำธุรกรรม carry trade เฟื่องฟู สำหรับเงินปอนด์อังกฤษ อ่อนตัวลงในช่วงปลายสัปดาห์อย่างน่าเสียดาย ทำให้ไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1.99 ดอลลาร์/ปอนด์ เนื่องจากตลาดเงินผิดหวังที่ธนาคารกลางอังกฤษมีมติให้รักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 5.50% เหมือนเดิม
เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าอ่อนตัวลงในตอนต้นสัปดาห์ สร้างความผิดหวังให้แก่ผู้ถือสกุลเงินดอลลาร์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ เงินดอลลาร์มีค่าแข็งขึ้นถึง 1.34 ดอลลาร์/ยูโร และ 122 เยน หลังจากที่รายงานสถานการณ์การจ้างงานเดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ ดีกว่าที่คาดการณ์กันไว้ รวมถึงวิกฤตราคาหุ้นของจีนที่ผันผวนไม่ได้ส่งผลกระทบวงกว้างไปยังตลาดหุ้นสำคัญอื่นๆ จึงช่วยให้ค่าเงินดอลลาร์อยู่ในเกณฑ์เข้มแข็งในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน แต่เมื่อตลาดเงินเปิดทำการในสัปดาห์นี้ ค่าเงินดอลลาร์กลับโน้มต่ำลง เมื่อเทียบกับเงินยูโรและเงินเยน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเทขายเงินดอลลาร์เพื่อเอากำไร ประกอบกับนักลงทุนต้องการดูผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษเกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ย เพื่อเป็นแนวทางการตัดสินใจลงทุนในตลาดเงิน
เงินดอลลาร์ได้รับแรงกดดันมากขึ้นในเวลาต่อมา เมื่อผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ นาย Ben Bernanke ได้คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วง 2-3 ข้างหน้าอาจไม่ฟู่ฟ่ามากนัก เป็นการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งยังได้ให้ข้อสังเกตในประเด็นภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้นักลงทุนตีความว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ คงไม่ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ ถือว่าเป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งค่าเงินดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม เงินดอลลาร์กระเตื้องดีขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ เป็นผลจากรายงานภาคบริการสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคมแจ่มใส รวมถึงยอดการสั่งซื้อสินค้าถาวรเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 0.3% นับเป็นข่าวดีแก่เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ นอกจากนี้ รายงานข่าวที่ว่าตลาดหุ้นจีนเริ่มดีดตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ได้ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบในกรณีเกิดวิกฤตตลาดหุ้นจีนตกต่ำ ซึ่งรายงานข่าวชิ้นนี้กลับเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลง เพราะนักเก็งกำไรมองว่าสถานการณ์อึมครึมในตลาดหุ้นและตลาดเงินของโลกน่าจะคลี่คลายลงแล้ว จึงหันกลับมาทำธุรกรรม carry trade
เป็นที่น่าสังเกตว่า การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป ได้มีมติปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็น 4.0% จากอัตรา 3.75% ตามความคาดหมาย ไม่ได้ช่วยผลักดันให้ค่าเงินยูโรสูงขึ้น เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ รวมถึงเงินดอลลาร์ด้วย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะตลาดเงินยังรอดูทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ให้มั่นใจว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะถือว่าเป็นปัจจัยที่กำหนดความได้เปรียบของการถือสกุลเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินยูโรในระยะต่อไป
ในช่วงปลายสัปดาห์ เงินดอลลาร์มีค่าขยับสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากอัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น จูงใจให้นักลงทุนหันมาถือเงินดอลลาร์ในตอนท้ายสัปดาห์ ส่วนเงินเยนกลับมีค่าอ่อนไหว เพราะข่าวการทดลองยิงขีปนาวุธระยะสั้นของเกาหลีเหนือ ทำให้เกิดความตึงเครียดในบริเวณทะเลญี่ปุ่น
อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับเงินตราสำคัญสกุลต่างๆ ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2550 เทียบกับวันที่ 7 มิถุนายน 2550 (ตัวเลขในวงเล็บ) มีดังนี้
เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าเท่ากับ 1.3491 ดอลลาร์/ยูโร (1.3425 ดอลลาร์/ยูโร) 121.71 เยน (121.0 เยน) และ 1.9915 ดอลลาร์/ปอนด์ (1.9777 ดอลลาร์/ปอนด์)
ราคาทองคำในตลาดลอนดอน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2550 เท่ากับ 670.10 ดอลลาร์/ออนซ์ เทียบกับราคา 670.30 ดอลลาร์/ออนซ์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2550