ทิศทางค่าเงินบาท : อ่อนค่า…ถ้าลงทุนฟื้น

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เรียกประชุมธนาคารพาณิชย์เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติในการขออนุญาตปล่อยสภาพคล่องเงินบาทให้กับผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non Resident : NR) ที่มีการค้าหรือการลงทุนในประเทศรองรับ เพื่อปิดธุรกรรมความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดต่างประเทศ (Offshore Market) ทั้งนี้ ธปท.ได้ชี้แจงเหตุผลเบื้องหลังของการผ่อนคลายการควบคุมเงินบาทในครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการลดความผันผวนของเงินบาทในตลาดต่างประเทศ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงทำการประเมินผลของมาตรการล่าสุดตลอดจนแนวโน้มของเงินบาทในระยะสั้นและระยะถัดไปดังนี้

การเคลื่อนไหวของเงินบาทใน 2 ตลาด
มาตรการดำรงเงินสำรองเงินทุนระยะสั้นของธปท.ที่ออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2549 ถือเป็นมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างชัดเจน
เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นต้นตอที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (Spot Market) ออกเป็น 2 ตลาดอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ ตลาดเงินบาทในประเทศ (Onshore Market) และตลาดเงินบาทต่างประเทศ (Offshore Market) โดยผลกระทบเบื้องต้นในช่วงแรกของการออกมาตรการนี้ก็คือ การที่ธนาคารต่างชาติบางแห่งได้หยุดทำการเสนอราคาซื้อ-ขายเงินบาทในตลาดต่างประเทศช่วงเวลาหนึ่ง เนื่องจากต้องการที่จะประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการก่อน ส่วนผลกระทบที่ตามมาในภายหลังก็คือ ความผันผวนของตลาดเงินบาทต่างประเทศ ทั้งนี้ ปัจจัยที่กำหนดการเคลื่อนไหวของเงินบาททั้ง 2 ตลาดมีความแตกต่างกัน โดยเงินบาทตลาดในประเทศจะเคลื่อนไหวไปตามการทำธุรกรรมของผู้ส่งออกและผู้นำเข้าเป็นหลัก ในขณะที่ เงินบาทตลาดต่างประเทศจะปรับตัวอย่างผันผวน และมีระดับที่แข็งค่ามากกว่าตลาดในประเทศ เนื่องจากตลาดเงินบาทต่างประเทศมีสภาพคล่องเงินบาทต่ำอันเนื่องมาจากผลของมาตรการกันสำรองเงินทุนระยะสั้นของธปท.ที่ทำให้นักลงทุนในต่างประเทศ หรือ Non Resident เลือกที่จะทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินในต่างประเทศเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการถูกกันสำรองไว้ร้อยละ 30 และความแตกต่างของค่าเงินบาททั้ง 2 ตลาดจะมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่สัญญาขายเงินบาทล่วงหน้าของ Non Resident ครบกำหนดอายุสัญญา

เมื่อพิจารณาความเคลื่อนไหวของเงินบาททั้ง 2 ตลาดตั้งแต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นมา พบว่า ความแตกต่างของค่าเงินบาทได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยกเว้นในเดือนพฤษภาคม 2550 ที่ค่าเงินบาทตลาดในประเทศปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพ และทรงตัวอยู่ในกรอบแคบๆ ขณะที่ เงินบาทตลาดต่างประเทศปรับตัวในทิศทางที่อ่อนค่าลง เนื่องจากกระแสความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ฯ จากการที่นักลงทุนในตลาดการเงินกลับมาเชื่อมั่นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงภายในปีนี้ ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยของเงินบาทตลาดต่างประเทศจะมีระดับที่แข็งค่ากว่าค่าเฉลี่ยของเงินบาทตลาดในประเทศอยู่ประมาณ 1.70-2.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ

การอนุญาตปล่อยสภาพคล่องเงินบาทให้กับผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ
ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ระดับเงินบาทตลาดต่างประเทศที่แข็งค่ามากกว่าตลาดในประเทศ
ได้นำไปสู่การคาดการณ์ในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ค่าเงินบาทใน 2 ตลาดจะปรับตัวเข้าหากัน และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเห็นค่าเงินบาทตลาดในประเทศมีระดับที่แข็งค่ามากกว่าระดับในปัจจุบันหากธปท.ประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้น และจากกระแสการคาดการณ์นี้เองเป็นชนวนของการเร่งเทขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออก และทำให้เงินบาทตลาดในประเทศยิ่งแข็งค่ามากขึ้นไปอีก แม้ว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะออกมากล่าวย้ำหลายครั้งว่า ไทยยังจำเป็นต้องมีการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนก็ตาม นอกจากนี้ ความผันผวนของเงินบาทตลาดต่างประเทศยังเป็นภาระของ Non Resident ผู้ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของระดับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งบางช่วงมีความแตกต่างกันถึง 3 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ ค่าธรรมเนียมในการป้องกันความเสี่ยง (FX Hedging) ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน โดยในบางช่วงค่าธรรมเนียมประกันความเสี่ยงระยะ 1 เดือนของตลาดเงินบาทต่างประเทศอยู่ที่ 15/30 สตางค์ต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งสูงกว่าค่าธรรมเนียมประกันความเสี่ยงของตลาดเงินบาทในประเทศซึ่งอยู่ที่ 4/4.5 สตางค์ต่อดอลลาร์ฯ

ดังนั้นเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดเงินบาทต่างประเทศ และเพื่อเป็นการลดภาระในการป้องกันความเสี่ยงสำหรับ Non Resident ที่เคยทำไว้ในตลาดต่างประเทศ พร้อมๆ กับเพื่อลดความผันผวนของตลาดเงินบาทในประเทศลงส่วนหนึ่งผ่านปัจจัยทางด้านจิตวิทยา ธปท.จึงอนุญาตให้ Non Resident ที่มีการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงในตลาดต่างประเทศซึ่งเกิดขึ้นโดยมีธุรกรรมการค้าและการลงทุนในประเทศที่พิสูจน์ได้ว่ามีมาก่อนวันที่ 19 ธันวาคม 2549 รองรับ สามารถกู้ยืมเงินบาทกับสถาบันการเงินในประเทศเป็นกรณีพิเศษเฉพาะในช่วงวันที่ 16 กรกฎาคม-17 สิงหาคม 2550 เพื่อปิดธุรกรรมความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยได้รับยกเว้นการดำรงเงินสำรองร้อยละ 30 และได้รับการผ่อนผันมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท อย่างไรก็ตาม ธปท.จะพิจารณาและอนุญาตเป็นกรณีไป และมีเงื่อนไขในการอนุญาต โดยจะต้องทำเป็น Sell/Buy FX/THB Swap ไม่อนุญาตให้ทำแยกขา และจะทำได้ไม่เกินมูลค่า Underlying ณ วันที่ทำธุรกรรมดังกล่าว โดยไม่ให้ทำเป็น Forward Start และให้ทยอยทำเมื่อสัญญาการป้องกันความเสี่ยง (FX Hedging) ในตลาดเงินบาทต่างประเทศครบกำหนด

กลไกการปล่อยสภาพคล่องเงินบาทของสถาบันการเงินในประเทศ
การที่ธปท.อนุญาตให้สถาบันการเงินในประเทศปล่อยสภาพคล่องเงินบาทให้กับ Non Resident ถือเป็นช่องทางการเพิ่มสภาพคล่องเงินบาทให้กับตลาดเงินบาทต่างประเทศ ซึ่งกลไกของการย้ายการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงจากตลาดเงินบาทต่างประเทศ มาที่ตลาดเงินบาทในประเทศน่าจะทำให้ส่วนต่างค่าเงินบาทใน 2 ตลาดลดลง ซึ่งธปท.กล่าวว่า ความแตกต่างของเงินบาทระหว่าง 2 ตลาดควรจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1.50-2.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ Non Resident ที่ต้องการปิดสัญญาป้องกันความเสี่ยงสามารถย้ายมาทำสัญญาประกันความเสี่ยงต่อในตลาดในประเทศได้ โดยการนำเงินดอลลาร์ฯ มาขายในตลาดในประเทศเพื่อแลกเป็นเงินบาทไปปิดสัญญาการป้องกันความเสี่ยงในตลาดต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน Non Resident ก็ต้องทำสัญญาขายเงินบาทล่วงหน้า (Sell/Buy FX/THB Swap) หรือเป็นการทำ Swap โดยมีนัยเหมือนกับเป็นการมาต่ออายุสัญญา (Rollover) การป้องกันความเสี่ยงกับตลาดในประเทศแทน ดังนั้น การผ่อนคลายการปล่อยสภาพคล่องเงินบาทของธปท.ในครั้งนี้ น่าจะเป็นการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดเงินบาทมากกว่าที่จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท

มาตรการล่าสุดของธปท.ไม่ใช่ต้นเหตุของการแข็งค่าของเงินบาท
การอนุญาตให้ Non Resident ย้ายการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงมาทำกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เงินบาทเดินหน้าขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปีอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้แข็งค่าทะลุ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2550 และหลุดแนวต้านสำคัญหลายระดับลงไปได้ เนื่องจากเป็นการทำ Swap ที่มีการซื้อและขายเงินบาทล่วงหน้าพร้อมกัน นอกจากนี้ การกำหนดเงื่อนไขของการเปลี่ยนมาทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงในตลาดในประเทศของธปท.ที่ว่า Non Resident ซึ่งได้รับการอนุญาตจากธปท.จะต้องทยอยทำเมื่อครบกำหนดสัญญาเท่านั้น จะเป็นการง่ายต่อธปท.ในการเฝ้าติดตามและดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนในช่วงที่สัญญาหมดอายุ เนื่องจากหากทุกสัญญาเร่งปิดในช่วงเวลาเดียวกันก็จะทำให้ความต้องการเงินบาทพุ่งสูงขึ้นหรืออีกนัยหนึ่งก็คือจะทำให้เกิดผลกระทบต่อต้นทุนอัตราดอกเบี้ยในการทำ Swap และจะส่งผลให้เงินบาทแข็งค่ามากขึ้นไปอีก

แต่เบื้องหลังของการแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทน่าจะมาจากการที่ผู้เล่นหลักในตลาดเงินบาทในประเทศ ซึ่งก็คือ “ผู้ส่งออก” เร่งเทขายเงินดอลลาร์ฯ อย่างหนัก เนื่องจากความกังวลว่า เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมากกว่านี้ในอนาคต ซึ่งแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออกดังกล่าว มีสิ่งที่หนุนหลังอยู่ก็คือ การขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องของการส่งออก โดยไทยบันทึกการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นมูลค่าสูงถึง 3,982 และ 5,038 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2550 ตามลำดับ และความตื่นตระหนกของผู้ส่งออกนี้เอง ทำให้ธปท.ได้ออกหนังสือด่วนถึงธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเพื่อกำชับให้สถาบันการเงินดังกล่าวดูแลการทำธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของผู้ส่งออกให้เข้มงวดขึ้นเพื่อปิดช่องทางเก็งกำไรเงินบาท ทั้งนี้ การเร่งเทขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออกจะยิ่งเป็นผลด้านลบต่อผู้ส่งออกมากขึ้น เนื่องจากเป็นผู้ที่แบกรับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ในขณะที่ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทคือนักลงทุนต่างชาติผู้ที่ได้กำไรถึง 2 ต่อ ทั้งจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น และการแข็งค่าของเงินบาท

นอกจากนี้ การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินทุนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเนื่องจากความน่าดึงดูดของหุ้นไทยโดยเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ยังเป็นปัจจัยบวกซ้ำเติมที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เงินบาทยังคงได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปิดตลาดที่ระดับ 846.28 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 166.44 จุด หรือร้อยละ 24.48 นับจากสิ้นปี 2549 โดยมีนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิประมาณ 123,000 ล้านบาท

ในขณะที่ เงินบาทเดินหน้าทุบสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี อย่างต่อเนื่องโดยมีแรงหนุนจาก 2 ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น เงินดอลลาร์ฯ เองก็อ่อนค่าลงทุบสถิติต่ำสุดในรอบหลายปีเทียบกับเงินสกุลหลักหลายสกุล ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ฯ ได้ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เทียบกับเงินยูโร ต่ำสุดในรอบ 26 ปีเทียบกับเงินปอนด์ ต่ำสุดในรอบ 30 ปีเทียบกับเงินดอลลาร์แคนาดา ต่ำสุดในรอบ 22 ปีเทียบกับเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ และต่ำสุดในรอบ 18 ปีเทียบกับเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยเงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงเทขาย เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่าความไม่มีเสถียรภาพในตลาดจำนองสำหรับผู้กู้ยืมที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (Subprime Mortgage Market) อาจลุกลามเป็นวงกว้างและนำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในที่สุด

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ก็เป็นปัจจัยลบที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ร่วมกดดันเงินดอลลาร์ฯ ให้อ่อนค่าลง เนื่องจากปัญหาในตลาดการปล่อยกู้จำนองกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนการคาดการณ์อีกครั้งเกี่ยวกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยนักลงทุนเชื่อมั่นว่า อาจเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate ลงภายในปีนี้ หลังจากในช่วงก่อนหน้านี้นักลงทุนแทบจะละทิ้งการคาดการณ์นี้ไป เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญหลายตัวออกมาแข็งแกร่งกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่อาจจะทรงตัว หรือมีการปรับลงภายในปีนี้ ได้สวนทางกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของประเทศอื่นๆ ที่ธนาคารกลางกำลังอยู่ในวัฏจักรการคุมเข้มนโยบายการเงิน

แนวโน้มค่าเงินบาท
ในระยะสั้น เงินบาทยังน่าจะมีแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้นได้อีก
เนื่องจากภาพของปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีที่น่าจะยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับฐานในตลาดหุ้นไทยหลังจากที่ได้ทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยได้ตอบรับข่าวดีกับภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้นแม้ว่าปัญหาความไม่แน่นอนจะยังไม่หมดไปอย่างสิ้นเชิงก็ตาม โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแล้วถึงเกือบร้อยละ 20 นับจากต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ยังคงมีปัจจัยลบรออยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในประเทศชั้นนำอื่นๆ หรือว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังในระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผูกติดกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาหลายสิบปี และทำให้สหรัฐฯ เองต้องกดดันจีนให้เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเงินหยวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพของเงินบาทยังเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ธปท.ต้องเฝ้าระวัง และติดตามดูแลการเคลื่อนไหวของเงินบาทอย่างใกล้ชิด ซึ่งทางธปท.เองก็แสดงให้เห็นถึงจุดยืนนี้ด้วยการเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท และบรรเทาผลกระทบที่จะมีต่อความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่งออกของไทย พร้อมกับการออกมาตรการปิดช่องทางของการเก็งกำไรเงินบาท เพื่อลดแรงกดดันในช่วงขาขึ้นของเงินบาทที่ไม่ได้สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการแทรกแซงของธปท.จึงไม่ใช่เพื่อกำหนดเป้าหมายหรือระดับที่เหมาะสมของเงินบาท หรือเป็นการบ่งชี้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าไปถึงเท่าใด แต่สิ่งที่ธปท.ต้องการคือ ดูแลไม่ให้เกิดความผันผวนขึ้นในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้ภาคธุรกิจมีเวลาในการปรับตัวมากกว่า

เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงหากการนำเข้าฟื้นตัว

ในระยะถัดไป หากภาพทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น มีการกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอน ตลอดจนแนวโน้มของมาตรการทางด้านการคลังของรัฐบาลใหม่ที่จะเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง น่าจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนฟื้นกลับคืนมาหลังจากที่ได้ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนและการคลี่คลายลงของปัญหาทางการเมือง และเมื่อประกอบกับเงินบาทที่ได้แข็งค่าขึ้นมากแล้ว ก็น่าจะทำให้นักลงทุนเริ่มทำการลงทุนและขยายการผลิตอีกครั้ง เพื่อรองรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไปที่จะฟื้นตัวขึ้น และเมื่อการลงทุนกลับคืนมาเป็นตัวจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ก็จะเป็นตัวดึงให้การนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร ตลอดจนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกลับมาขยายตัวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องให้ฐานะการเกินดุลการค้าลดน้อยลง ซึ่งก็จะทำให้เงินบาทมีระดับที่อ่อนค่าลงจากระดับในปัจจุบันได้

บทสรุป
แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พยายามเข้ามาดูแลการเคลื่อนไหวของเงินบาททั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสภาพคล่องเงินบาทให้กับผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non Resident) ที่มีการค้าหรือการลงทุนในประเทศรองรับ ไปเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา เพื่อลดภาระในการป้องกันความเสี่ยงสำหรับ Non Resident ที่เคยทำไว้ในตลาดต่างประเทศ และเพื่อลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเงินบาทในตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังคงแข็งค่าทะลุแนวต้านสำคัญที่ 34 และ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปีครั้งใหม่ที่ 33.17 บาทต่อดอลลาร์ฯ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 ได้ ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อได้ในระยะสั้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากความตื่นตระหนกและเร่งเทขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออก ซึ่งมีความกังวลว่า เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีกในอนาคตและจะทำให้ตนเองได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทมากกว่านี้ นอกจากนี้ เงินบาทยังมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างชาติ และการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ฯ อีกด้วย ซึ่งแนวโน้มในระยะสั้นของเงินบาทยังคงมีปัจจัยสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ มีปัจจัยลบจากปัญหาตลาดจำนองสำหรับผู้กู้ยืมที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ และจากแนวโน้มการหดแคบลงของความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม หากมองไปยังภาพที่ไกลขึ้นกว่านั้น เมื่อเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวขึ้น พร้อมๆ กับการกลับมาของความเชื่อมั่นของภาคเอกชน การขยายตัวของการลงทุนและการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าตามวัฏจักรเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัว อาจช่วยทำให้แรงขายเงินดอลลาร์ฯ ที่เกิดจากการเกินดุลการค้าชะลอลง ซึ่งก็จะช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทลง

ในระยะสั้น เงินบาทอาจมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ อีกครั้ง แม้ว่าจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากการขยายตัวของการลงทุนและการนำเข้าหลังการเลือกตั้ง ดังนั้น ผู้ส่งออกผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะนี้ได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า ขณะนี้มาถึงจุดเปลี่ยนที่ผู้ส่งออกจะต้องใช้บทเรียนจากการแข็งค่าของเงินบาทในครั้งนี้มาศึกษา และทำการประเมินความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมๆ กับเร่งปรับตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินตามรอยเดิมเมื่อความผันผวนของเงินบาทกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกครั้งในอนาคต