กระทรวงพาณิชย์ประกาศตรึงราคาหมูเนื้อแดงในบางพื้นที่ในราคากิโลกรัมละ 98 บาทเป็นเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2551 ทั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากการที่ราคาเนื้อหมูมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงกิโลกรัมละ 120 บาท ซึ่งมาตรการของรัฐบาลนับว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ก็ส่งผลกระทบต่อตลาดสุกรทั้งผู้เลี้ยงหมู และเขียงหมู โดยรายย่อยจะได้รับผลกระทบมากกว่ารายใหญ่ ประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป คือ ในเดือนพฤษภาคม 2551 หลังมาตรการตรึงราคาของรัฐบาลแล้วราคาของหมูน่าจะยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อไป เนื่องจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นแนวทางที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในระหว่างการตรึงราคาคือ การลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะกากถั่วเหลือง เนื่องจากเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตสุกร การปรับสูตรการคำนวณราคาหมูเนื้อแดงที่อิงกับราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มใหม่เพื่อความเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสุกรทุกฝ่าย ตลอดจนถึงผู้บริโภคด้วย รวมทั้งยังต้องเร่งผลักดันการส่งออกสุกรและผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสุกรภายในประเทศ เช่นเดียวกับที่ธุรกิจไก่เนื้อเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว
สถานการณ์สุกรปี 2551…ราคาสุกรมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การผลิตสุกรปี 2551 รวมทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 14.062 ล้านตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับปี 2550 นับว่าปริมาณการผลิตสุกรนั้นขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับในปี 2550 แม้ว่าราคาสุกรมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2550 เนื่องจากหลากหลายปัจจัย ดังนี้
1.จำนวนผู้เลี้ยงสุกรมีแนวโน้มลดลง ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2550 ผู้เลี้ยงสุกรประสบภาวะขาดทุน อันเป็นผลจากราคาสุกรตกต่ำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2548 ถึงช่วงไตรมาสสามของปี 2550 ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสัตว์ ทำให้ผู้เลี้ยงสุกรปรับลดการผลิตสุกรลง และบางรายที่ขาดเงินทุนหมุนเวียนก็เลิกกิจการไป กล่าวคือ ในช่วงที่เกิดภาวะน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาสูงผิดปกติ กดดันให้ผู้เลี้ยงสุกรต้องรับภาระสูงมาก ผู้เลี้ยงต้องประสบปัญหาขาดทุนมากกว่ากำไร โดยเฉพาะช่วงกลางปี 2550 ต้องขายเนื้อสุกร 3 กิโลกรัม ในราคาเพียง 100 บาทแต่การบริโภคกลับไม่เพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรขาดทุนอย่างหนักมานานเกือบ 4 เดือน ต้องแก้ปัญหากันเองด้วยการตัดตอนลูกสุกรไปฆ่าทิ้งหลายแสนตัว และผู้เลี้ยงบางส่วนทนต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ไหว ต้องเลิกเลี้ยงไปกว่าร้อยละ 20-30 ของผู้เลี้ยงทั้งหมด ส่งผลให้ปริมาณสุกรขุนที่ออกสู่ตลาดลดลง
2.เกิดภาวะโรคระบาด ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2550 ถึงกุมภาพันธ์ 2551 เกิดการระบาดของโรคท้องร่วง (Porcine Epidemic Diarrhea : PED) ในลูกสุกร ทำให้ลูกสุกรเสียหาย แม้ว่าไม่ส่งผลกระทบในสุกรใหญ่ แต่ก็เป็นการตัดปริมาณสุกรที่จะเข้าสู่ตลาดส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าในระยะกลางปี 2551 ปริมาณสุกรจะไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด กล่าวคือ คาดว่าปริมาณสุกรที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2551 จะมีปริมาณลดลง
วงการเลี้ยงสุกรประเมินว่าปัญหาแพร่ระบาดของโรคท้องร่วง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ฟาร์มเลี้ยงสุกรในพื้นที่ภาคตะวันออกและตะวันตกสูญเสียลูกสุกรวัย 1-2 สัปดาห์ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 7-8 แสนตัว สาเหตุการระบาดของโรคครั้งนี้เชื่อว่าไม่ได้เกิดจากการนำเข้าสายพันธุ์สุกรจากต่างประเทศ แต่เนื่องจากสุกรมีระบบภูมิคุ้มกันระดับฝูงต่ำมาก ประกอบกับเกิดอากาศเย็นต่อเนื่องจึงทำให้เกิดโรคระบาดดังกล่าวขึ้น
ประเด็นที่น่าห่วงก็คือขณะนี้สุกรทั่วไปเริ่มมีความต้านทานโรคต่ำ ความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสารพิษจากเชื้อราเพิ่มขึ้น จากการที่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์แพงมาก และผู้เลี้ยงสุกรหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพดีได้ยาก พรีมิกซ์มีราคาถูกและด้อยคุณภาพ บางฟาร์มลดหรือยกเลิกการใช้วัคซีน เนื่องจากประสบปัญหาสภาพคล่อง ทำให้ฟาร์มสุกรทั่วประเทศเสี่ยงต่อการเกิดภาวะวิกฤตรอบใหม่จากปัญหาโรคปากและเท้าเปื่อยภายในปี 2551 นี้
3.การส่งออกสุกรและผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความต้องการนำเข้าสุกรของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีนที่แม้ว่าในปัจจุบันจะเป็นผู้ผลิตสุกรอันดับหนึ่งของโลก แต่เกิดปัญหาโรค พีอาร์อาร์เอส(Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome : PRRS)ระบาด กอปรกับการที่จีนมีนโยบายเปลี่ยนจากการเลี้ยงหมูหลังบ้านมาเป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ทำให้ปริมาณสุกรลดลง จนกระทั่งไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ จึงต้องนำเข้าจากไทย ซึ่งเดิมนั้นตลาดส่งออกเนื้อสุกรสดแช่เย็นแช่แข็งของไทยเกือบทั้งหมดเป็นการส่งออกไปยังตลาดฮ่องกง นอกจากนี้คาดว่าการส่งออกสุกรแปรรูปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญให้การยอมรับคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสุกรแปรรูปของไทย รวมทั้งจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น(JTEPA)ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 โดยญี่ปุ่นให้โควตานำเข้าเนื้อสุกรแปรรูปจากไทยปีละ1,200 ตัน ภาษีร้อยละ16 (ภาษีนอกโควตาร้อยละ 20) แม้ว่าปริมาณโควตาที่ได้รับจะต่ำกว่าปริมาณการส่งออกในปัจจุบัน และภาษีในโควตาจะลดลงไม่มากนัก แต่ก็เป็นปัจจัยช่วยให้การส่งออกเพิ่มขึ้น
4.ราคาอาหารสัตว์มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบต่อเนื่องจากการที่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตปศุสัตว์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนอาหารสัตว์นั้นมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของต้นทุนการผลิตสุกร
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์แพงขึ้นคือ ปัญหาการถูกแย่งวัตถุดิบในตลาดโลก เนื่องจากวัตถุดิบจำนวนมากถูกแย่งไปผลิตเอธานอล เพื่อทำพลังงานทดแทน เช่น สหรัฐฯ มีแผนจะเพิ่มการใช้ ข้าวโพดเพื่อทำเอธานอลจาก 55 ล้านตันในปี 2550 เป็น 110 ล้านตันในปี 2559 ส่วนจีนก็มีแผนเพิ่มการใช้ข้าวโพดเพื่อทำเอธานอลจาก 3.5 ล้านตัน เป็น 9 ล้านตันในช่วงเวลาเดียวกัน
สำหรับปริมาณการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศนั้นบางประเภทยังไม่เพียงพอกับความต้องการจึงต้องพึ่งพาการนำเข้า กล่าวคือ การผลิตข้าวโพดมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเกษตรกรหันไปปลูกอ้อยและมันสำปะหลังซึ่งดูแลง่ายและให้ผลตอบแทนดีกว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยผลิตข้าวโพดเพียง 2.3 ล้านตันต่อปี การผลิตมันสำปะหลังแม้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เป้าหมายการปลูกก็เพื่อใช้เป็นพืชพลังงาน ทำให้ราคาหัวมันสดและมันเส้นปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดภาวะแล้งในสหภาพยุโรป ทำให้สหภาพยุโรปต้องนำเข้ามันจากไทยจำนวนมาก โดยเพิ่มขึ้นจาก 1.8 แสนตันในปี 2549 เป็น 1.4 ล้านตันในปี 2550 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2 ล้านตันในปี 2551 การผลิตถั่วเหลืองก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเกษตรกรจึงหันไปปลูกพืชนิดอื่นแทน โดยปัจจุบันการผลิตถั่วเหลืองมีปริมาณ 2 แสนตันต่อปีเท่านั้น ปลายข้าวราคาปรับตัวขึ้นมาก มีการส่งออกไปยังอินโดนีเซียและเซเนกัลจำนวนมาก เช่นเดียวกับรำข้าวที่มีทิศทางราคาคล้ายคลึงกัน ปลาป่นยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง และผู้ผลิตหันไปส่งออกมากขึ้น
มาตรการตรึงราคาเนื้อหมู…ผลกระทบที่ตามมา
จากปัญหาโรคระบาดในสุกรที่ทำให้ปริมาณการผลิตสุกรเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ผนวกกับราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบให้ราคาสุกรปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทรวงพาณิชย์จึงเข้ามาแทรกแซงตลาดโดยการประกาศลดราคาหมูเนื้อแดงเหลือกิโลกรัมละ 98 บาท ซึ่งคุณภาพดีและจะมีวางจำหน่ายเฉพาะ 5 ตลาดสด ได้แก่ตลาดใหม่เจริญกรุง ตลาดเก่าเยาวราช ตลาดศาลาน้ำเย็น ตลาดพรานนก และตลาดอินเตอร์มาร์ทปทุมธานี และห้างโมเดิร์นเทรด 4 ห้างใหญ่ ได้แก่ บิ๊กซี โลตัส คาร์ฟูร์ และแม็คโคร ซึ่งมีสาขารวมกันจำนวน 233 สาขา รวมทั้งยังมีจำหน่ายที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด กรมการค้าภายในจังหวัดทุกจังหวัด (ในลักษณะของหมูธงฟ้าราคาประหยัดหรือที่เรียกกันว่าหมูพาณิชย์) โดยราคาหมูเนื้อแดงดังกล่าวเป็นราคาชั่วคราว มีกำหนดระยะเวลาเวลา 2 เดือนเท่านั้น เริ่มจำหน่ายหมูในราคาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคมผ่านมา ซึ่งทางท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตได้แสดงความจำนงที่จะเข้าร่วมจำหน่ายหมูเนื้อแดงในราคา 98 บาทต่อกิโลกรัมด้วย การตัดสินใจลดราคาก็เป็นการช่วยเหลือประชาชนเฉพาะหน้า เนื่องจากปัจจุบันราคาหมูเนื้อแดงอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 120 บาท และอาจจะสูงขึ้นไปถึง 150 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงเดือนเมษายน 2551
มาตรการตรึงราคาเนื้อหมูนี้นับว่าเป็นเจตนาดีของรัฐบาล เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าสูตรการคำนวณราคาหมูเนื้อแดงในปัจจุบันมีส่วนทำให้หมูมีราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น โดยสูตรที่ใช้คำนวณราคาหมูเนื้อแดงที่จำหน่ายปลีกหรือราคาหมูหน้าเขียงคือ ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มคูณสอง บวกสอง ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์เห็นว่าเป็นการคำนวณราคาที่ไม่น่าจะเป็นธรรมกับผู้บริโภค และไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริง เนื่องจากราคาหมูเนื้อแดงจะที่ขึ้น 1 เท่าตัว ทุกครั้งที่มีการปรับราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม ทั้งๆที่ต้นทุนการชำแหละ ต้นทุนเขียงยังเหมือนเดิม กล่าวคือ ปัจจุบันหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มขยับตัวอยู่ที่ 58-60 บาท/กิโลกรัม หากใช้สูตรคำนวณดังกล่าวก็จะทำให้หมูเนื้อแดงอยู่ที่ 118-122 บาท/กิโลกรัม ทางกระทรวงพาณิชย์จึงได้มีการกำหนดราคาหมูเนื้อแดงไว้ที่กิโลกรัมละ 98 บาท ซึ่งเป็นราคาชั่วคราวในระยะ 2 เดือนที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้บริโภคจากการที่เนื้อหมูพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม เมื่อกระทรวงพาณิชย์ประกาศตรึงราคาหมูเนื้อแดงที่กิโลกรัมละ 98 บาทเฉพาะในพื้นที่ที่กำหนด ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา เนื่องจากมุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องของราคาที่ควรจะเป็น หรืออาจกล่าวได้ว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าวนั้นทางกระทรวงพาณิชย์อาจจะยังไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ทำให้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องบางกลุ่มเดือดร้อน กล่าวคือ ผู้บริโภคบางส่วนไม่เข้าใจว่าการตรึงราคาหมูเนื้อแดงนั้นกำหนดเฉพาะบางพื้นที่ ดังนั้นการไปเลือกซื้อเนื้อหมูในตลาดสดที่ไม่ได้อยู่ในโครงการก็ซื้อไม่ได้ในราคากิโลกรัมละ 98 บาท บรรดาเขียงหมูบางแห่งก็ไม่สามารถจำหน่ายเนื้อหมูได้ในราคาที่กำหนด เนื่องจากโรงชำแหละส่งเนื้อหมูมาให้กิโลกรัมละ 90-100 บาท หากต้องการให้หมูหน้าเขียงราคา 98 บาทตามที่ประกาศโรงชำแหละทุกแห่งทั่วประเทศจะต้องส่งเนื้อหมูให้กิโลกรัมละไม่เกิน 80 บาทเท่านั้น รวมทั้งยังมีการร้องเรียนว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อเขียงหมูรายย่อย เนื่องจากการตรึงราคาเนื้อหมูทำให้ปริมาณการจำหน่ายเนื้อหมูของเขียงหมูที่ไม่ได้อยู่ในโครงการลดลงถึงร้อยละ 20-30 จากปริมาณการจำหน่ายปกติ โดยผู้บริโภคหันไปซื้อเนื้อหมูจากห้างโมเดิร์นเทรดที่เข้าร่วมโครงการ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงสถานที่ซื้อเนื้อหมูของผู้บริโภคก็มีแนวโน้มที่จะหันไปซื้อเนื้อหมูจากบรรดาโมเดิร์นเทรดอยู่แล้ว แต่บรรดาเขียงหมูรายย่อยมองว่ามาตรการตรึงราคาจำหน่ายเนื้อหมูนี้เป็นการกระตุ้นการขยายพฤติกรรมหันไปซื้อเนื้อหมูจากห้างโมเดิร์นเทรดมากขึ้นไปอีก
แนวโน้มราคาเนื้อหมูหลังมาตรการของรัฐบาล…มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ประเด็นที่น่าจับตามองในระยะต่อไปคือ แนวโน้มราคาเนื้อหมูในเดือนพฤษภาคม 2551 หลังจากหมดระยะที่รัฐบาลประกาศตรึงราคาจำหน่ายเนื้อหมู ซึ่งก็คาดหมายได้ว่าราคาสุกรยังมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง แต่จะมากหรือน้อยเพียงใดอยู่ปริมาณสุกรที่จะออกสู่ตลาดในช่วงนั้นด้วย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติคาดว่าจะตรึงราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มกิโลกรัมละ 58-60 บาทจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากการที่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ภายในเดือนพฤษภาคมคาดว่าอาจจะต้องปรับขึ้นราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเป็นกิโลกรัมละ 69 บาทหรือเท่ากับว่าราคาขายปลีกหมูเนื้อแดงเพิ่มขึ้นไปเป็นกิโลกรัมละ 140 บาท กอปรกับคาดว่ากระทรวงพาณิชย์อาจจะอนุมัติให้อาหารสัตว์ปรับราคาขึ้นร้อยละ 10-20 เนื่องจากราคาวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ทุกชนิดได้ปรับเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปี 2551 ปรับสูงถึงร้อยละ 70 กากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นร้อยละ 55 มันเส้นเพิ่มร้อยละ 87 รำข้าวเพิ่มร้อยละ 85 ปลายข้าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 102 ราคาปลาป่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 32 โดยหากกระทรวงพาณิชย์ไม่อนุมัติให้มีการปรับราคาคาดว่าจะมีผู้ผลิตอาหารสัตว์จำนวนหนึ่งต้องเลิกการผลิต โดยเริ่มจากผู้ผลิตอาหารโคนมเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ส่วนหนึ่ง อาจจะต้องปรับตัวหันไปส่งออก ซึ่งได้ราคาดีกว่าการจำหน่ายในประเทศ
แนวทางบรรเทาปัญหาให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งก็จะเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นทุนการผลิตปศุสัตว์ด้วยคือ การลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง เพราะกากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบสำคัญ ที่นำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ แต่ละปีมีการนำเข้า 2.1-2.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่านำเข้าแต่ละปี 20,000-30,000 ล้านบาท โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลวัตถุดิบอาหารสัตว์และกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร, ไก่ และกุ้ง เห็นด้วยกับแนวทางการปรับลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 4% ลงเหลือ 0% เป็นระยะเวลา 1 ปี สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2551 เพื่อแก้ปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพง และช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ให้เกษตรกร ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะนำเสนอแนวทางดังกล่าวให้แก่คณะกรรมการนโยบายอาหาร เพื่อพิจารณาต่อไป ผลจากการปรับลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 0% จะทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์มีต้นทุนถูกลงเฉลี่ย 2-5 บาท/ถุง สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติคาดว่าผลการปรับลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง ต้นทุนการเลี้ยงหมูจะถูกลงเหลือ 38 บาท/ตัว โดยแต่ละปีจะมีการผลิตหมูทั้งสิ้น 14 ล้านตัว การลดภาษีจะช่วยลดต้นทุนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู 532 ล้านบาท นอกจากนี้ยังจะทำให้ราคาเนื้อหมูถูกลงด้วย
นอกจากการพิจารณาปรับลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองแล้วการ ปรับสูตรการคำนวณราคาหมูเนื้อแดง ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ทางกระทรวงพาณิชย์พิจารณาควบคู่กันไป สูตรการคำนวณเดิมถือว่าไม่ได้คำนวณจากภาวะกลไกตลาดและความเป็นจริง จึงต้องมีการจัดทำสูตรใหม่เพื่อให้สอดคล้องกันตั้งแต่ปลายทางการผลิตและเลี้ยงจนถึงปลายทางคือผู้จำหน่ายในราคาหน้าเขียง โดยการปรับสูตรการคำนวนราคาหมูหน้าเขียงใหม่ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ โดยปัจจุบันมีการเสนอสูตรคำนวณใหม่ 2 สูตร คือ
-ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มคูณด้วย 1.8 บวก 2 สูตรเบื้องต้นนี้จะสามารถลดราคาหมูลงได้อย่างน้อย 12-17 บาท/กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม สูตรนี้มีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากส่วนต่างของราคาต่ำมาก
-ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มคูณ 2 แต่จะบวก/ลบได้ 2-4 บาทตามราคาหมูมีชีวิต โดยมีเกณฑ์ขั้นสูงขั้นต่ำของราคาหมูมีชีวิต คือหากราคาต่ำกว่า 35 บาทต่อกก.ก็ให้บวกเพิ่ม แต่หากราคาเกินกว่า 55 บาทต่อ กก.ก็ให้ลบออก
ทางรอดของธุรกิจเลี้ยงหมู
โอกาสที่จะอยู่รอดของผู้เลี้ยงหมูรายย่อยได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนตามภาวะอุปสงค์-อุปทาน แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรนั้นควรจะพิจารณาจากความสำเร็จของอุตสาหกรรมไก่เนื้อ โดยประเด็นหลักคือ การขยายตลาดส่งออกสุกรและผลิตภัณฑ์ เนื่องจากตลาดส่งออกจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาของสุกรในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งการที่ไทยจะก้าวขึ้นไปเป็นประเทศส่งออกสุกรและผลิตภัณฑ์นั้นยังมีประเด็นที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนเพื่อกำจัดจุดอ่อนของอุตสาหกรรม ดังนี้
-การลงทุนสร้างโรงเชือดมาตรฐานสากล ระบบที่ ได้มาตรฐานส่งออกของโรงเชือดทำให้เก็บรักษาหมูไว้ได้นานขึ้น ในภาวะที่หมูล้นตลาดก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยออกมาทั้งหมด และผลักหมูเหล่านั้นเข้าสู่ตลาดส่งออกหรือโรงงานแปรรูป ผู้เลี้ยงก็ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาหมูตกต่ำ ลักษณะของโรงเชือดมาตรฐานจะต้องประกอบไปด้วยโรงฆ่ามาตรฐาน โรงชำแหละ และห้องเย็นที่พร้อมจะเก็บรักษาหมูให้คงความสดใหม่อยู่เสมอ ปัญหาก็คือ โรงเชือดที่ได้มาตรฐานจะลงทุนค่อนข้างสูงประมาณ 300-400 ล้านบาทต่อหนึ่งแห่ง โดยต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่การสร้างห้องเย็นให้ได้มาตรฐาน ปัจจุบันไทยยังมีโรงเชือดมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับของตลาดส่งออกน้อยมาก โดยเป็นของโรงฆ่าและชำแหละสุกรของเอกชน 5 แห่งเท่านั้น เมื่อเทียบกับสัดส่วนโรงเชือดที่ไม่ได้มาตรฐานมีมากถึง 1,400-1,500 แห่ง ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญ ก็จะช่วยขยายตลาดส่งออกสุกรได้เหมือนกับไก่เนื้อ ทั้งนี้หากสามารถสร้างมาตรฐานส่งออกหมูได้ และเริ่มมีการตอบรับของตลาด โอกาสที่จะขยายการส่งออกก็มีสูง เนื่องจากตลาดโลกยังมีความต้องการทั้งเนื้อหมูและหมูแปรรูป หมูปรุงสุกและผลิตภัณฑ์จากหมู
-การควบคุมและจัดการโรคระบาดของหมู ประเด็นการควบคุมและการจัดการกับโรคระบาดนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการส่งออกมาโดยตลอด ปัจจุบันทางองค์กรควบคุมโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศประกาศให้เฉพาะทางภาคใต้ของไทยเป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย ในขณะที่แหล่งผลิตหมูที่สำคัญของไทยอยู่ในภาคกลาง อย่างไรก็ตามการปรับมาตรฐานการเลี้ยงและสร้างภาพลักษณ์ของธุรกิจสุกรให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลตั้งแต่การเลี้ยงไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูปนั้นก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันในการส่งออก โดยผลักดันให้มีการรับรองเป็นเขตปลอดโรคระบาดในพื้นที่เลี้ยงหมูสำคัญของประเทศ
บทสรุป
มาตรการตรึงราคาจำหน่ายหมูเนื้อแดงที่กิโลกรัมละ 98 บาทของกระทรวงพาณิชย์ แม้ว่าจะเป็นเจตนาดีที่จะช่วยชะลอการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาเนื้อหมู ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค รวมทั้งยังเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว 2 เดือน และในระหว่างนี้รัฐบาลก็ยังมีเร่งดำเนินการในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการพิจารณาลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง และการปรับสูตรการคำนวณหมูเนื้อแดงที่จะให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคและผู้ที่อยู่ในสายการผลิตหมูทุกขั้นตอน แต่การดำเนินมาตรการดังกล่าวนั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา โดยเฉพาะจากผู้ที่ได้รับผลกระทบคือ ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยและบรรดาเขียงหมูรายย่อยที่ไม่ได้อยู่ในตลาดสดที่เข้าร่วมโครงการ รวมไปถึงผู้บริโภคบางกลุ่มที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามาตรการตรึงราคาเนื้อหมูนั้นดำเนินการในบางพื้นที่เท่านั้น
อย่างไรก็ตามทั้งรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการหมูทุกขั้นตอนควรจะถือว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงระยะ 2-3 ปีนี้เป็นบทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยนั้นได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากมีอำนาจในการต่อรองน้อย ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นสามารถปรับตัวรับกับสถานการณ์ได้ดีกว่า เนื่องจากมีอำนาจในการต่อรองที่ดีกว่า และมีการประหยัดเนื่องจากขนาดของธุรกิจ รวมทั้งยังมีการดำเนินการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระบบการควบคุมการผลิตที่ถูกสุขอนามัย ทำให้โอกาสในการเกิดความเสียหายจากการเกิดโรคระบาดลดลง ดังนั้นหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนในทุกระดับในวงการเลี้ยงหมูคงต้องหันมาร่วมมือกันเพื่อพัฒนาธุรกิจการเลี้ยงสุกรเพื่อความอยู่รอดร่วมกันทั้งรายย่อยและรายใหญ่ในระยะยาว โดยต้องมีการยกระดับมาตรฐานธุรกิจสุกรตลอดสายการผลิตให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งจะเป็นการเปิดตลาดส่งออกสุกรและผลิตภัณฑ์ของประเทศไทย โดยตลาดส่งออกนี้จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจการผลิตสุกร และยังเป็นแนวทางสำคัญที่จะลดความผันผวนของราคาสุกรในประเทศ ดังเช่นที่ธุรกิจการเลี้ยงไก่เนื้อประสบความสำเร็จมาแล้ว


