ธุรกิจบัตรเครดิต: ผู้บริโภคปรับตัวใช้จ่ายตามภาวะเศรษฐกิจ

ในช่วงที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์สินเชื่อบัตรเครดิตได้ถูกนำกลับมาเป็นประเด็นสำคัญทางสังคมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผู้ประกอบการบัตรเครดิตทั้งธนาคารพาณิชย์ไทย สาขาธนาคารต่างประเทศและกลุ่ม Non-bank Bank ต่างโหมแคมเปญการตลาดกระตุ้นธุรกิจบัตรเครดิต ด้วยการชูแคมเปญการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสด เพื่อรับส่วนลดเพิ่มเติม การคืนเงินกลับเข้าบัญชีเมื่อมีการชำระด้วยบัตรเครดิตตามวงเงินที่กำหนด รวมถึงการผ่อนชำระสินค้าโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหากผ่อนชำระคืนในเวลาที่กำหนด ซึ่งแคมเปญการตลาดที่น่าจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้นนั้น ทำให้เกิดความกังวลถึงปัญหาหนี้สินของสินเชื่อบัตรเครดิตที่จะเกิดตามมา ในปัจจุบันผู้บริโภคเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ อาทิ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้ภาระรายจ่ายเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งในปีที่ผ่านมาผู้บริโภคเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การผ่อนชำระบัตรเครดิตจากขั้นต่ำร้อยละ 5 ของยอดสินเชื่อคงค้าง เป็นขั้นต่ำร้อยละ 10 ของยอดสินเชื่อคงค้าง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจากเดิมที่ร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 20 ต่อปี ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิต จะเห็นได้ว่ายอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป ทั้งระบบ ณ สิ้นปี 2550 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 31.5 เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 29.5 ในปี 2549 และดูเหมือนว่าปัญหาหนี้สินบัตรเครดิตได้กลับมาเป็นประเด็นสำคัญทางสังคมอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับผู้ประกอบการบัตรเครดิตเองก็ได้เผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจเช่นกัน ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการจะพยายามทำแคมเปญการตลาดกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างหนัก แต่ความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้นได้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคบางกลุ่มมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยใช้จ่ายอยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2550 ขยายตัวชะลอลง โดยปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตขยายตัวร้อยละ 13 ชะลอลงจากที่มีการเติบโตร้อยละ 17.3 ในปี 2549 ในขณะที่ปริมาณบัตรเครดิตในปี 2550 มีการเติบโตร้อยละ 10.1 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 9.5 ในปี 2549

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจถึงพฤติกรรมการใช้สินเชื่อบัตรเครดิต เพื่อทำการศึกษาถึง พฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของผู้บริโภค พฤติกรรมการชำระสินเชื่อบัตรเครดิต และกลยุทธ์การตลาดที่รุนแรงส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการชำระค่าสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิตหรือไม่อย่างไร โดยได้จัดทำแบบสอบถาม ภายใต้หัวข้อ ศึกษาพฤติกรรมการใช้สินเชื่อบัตรเครดิต ในระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม 2551 จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 546 ชุด โดยเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกเจาะจงเฉพาะผู้ที่ใช้บัตรเครดิตจับจ่ายสินค้าและบริการ โดยกระจายไปตามห้างสรรพสินค้าและตามสถานที่ทำงานทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจากกลุ่มผู้ถือบัตรเครดิตส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร

ประเด็นสำคัญจากการสำรวจพฤติกรรมการใช้สินเชื่อบัตรเครดิต ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า

สินเชื่อบัตรเครดิต…ผู้บริโภคกับสิทธิประโยชน์ในการใช้บัตรเครดิต

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจ พฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตในกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับรายได้ที่มากกว่า 15,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่สามารถสมัครใช้บริการสินเชื่อบัตรเครดิตได้ แต่กลุ่มผู้มีรายได้มากกว่า 15,000 บาทต่อเดือน มีอยู่ประมาณร้อยละ 8.5 ของผู้มีรายได้ทั้งประเทศ ทำให้การขยายฐานสินเชื่อบัตรเครดิตยังคงไม่สามารถขยายตัวได้มากนัก นอกจากนี้ยังมีผู้บริโภคในกลุ่มนี้ที่อาจจะไม่ได้ใช้บริการบัตรเครดิต ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ในการที่ผู้ประกอบการจะขยายฐานบัตรเครดิตไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่ยังไม่คิดจะมีบัตรเครดิต จากผลสำรวจ พบว่า ผู้ใช้บริการสินเชื่อบัตรเครดิตคิดเป็น สัดส่วนร้อยละ 77.5 ของกลุ่มตัวอย่าง สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีบัตรเครดิตคิดเป็นร้อยละ 22.5 ของกลุ่มตัวอย่าง ทั้งนี้ผู้ที่ไม่ใช้บริการสินเชื่อบัตรเครดิตนั้น โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิต คิดเป็นร้อยละ 59.1 สาเหตุรองลงมา คือ เคยมีปัญหากับการใช้บัตรเครดิตมาก่อน คิดเป็นร้อยละ 27.7 และเคยถูกปฏิเสธจาสถาบันการเงิน คิดเป็นร้อยละ 13.2

เมื่อสอบถามถึงจำนวนบัตรเครดิตที่กลุ่มตัวอย่างถือนั้น พบว่า มีการถือบัตรเครดิตตั้งแต่ 1-9 บัตร โดยเฉลี่ยจำนวนบัตรเครดิตที่ถือต่อคน อยู่ที่ประมาณ 2 บัตร สำหรับสาเหตุที่ผู้บริโภคทำบัตรเครดิตมากกว่า 1 บัตร โดยส่วนใหญ่มองว่าบัตรเครดิตแต่ละบัตรให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกัน คิดเป็นร้อยละ 32.2 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันที่รุนแรงในผลิตภัณฑ์สินเชื่อบัตรเครดิต ทำให้ผู้ประกอบการต่างพยายามปรับผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตของตน โดยมีการออกบัตรเครดิตในรูปแบบเจาะกลุ่มตลาดมากขึ้น การสร้างบัตรเครดิตเฉพาะประเภทหรือเฉพาะบางธุรกิจ ทำให้ลูกค้าสมัครบัตรเครดิตมากขึ้น เพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้บัตรประเภทนั้นเป็นพิเศษ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันที่รุนแรง แคมเปญการตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้ความจงรักภักดีของลูกค้าน้อยลงด้วย สำหรับสาเหตุรองลงมา คือ เผื่อไว้ยามฉุกเฉิน คิดเป็นร้อยละ 21.7 ในขณะที่มีการสมัครเพื่อการหมุนเงิน คิดเป็นร้อยละ 10.4 และสมัครเพื่อช่วยเหลือคนรู้จัก คิดเป็นร้อยละ 10.3

กลยุทธ์การตลาด…มีผลจูงใจต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต

การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิต ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตต่างทำการตลาดอย่างหนัก เพื่อกระตุ้นให้ผู้ถือบัตรเครดิตใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น อาทิเช่น โปรโมชั่นรับเงินคืนเข้าบัญชี หรือการคืนเงินให้ในรูปแบบของบัตรกำนัล และรับสิทธิประโยชน์ส่วนลดจากการซื้อสินค้า เมื่อชำระด้วยบัตรเครดิต นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังได้เน้นทำแคมเปญการตลาดร่วมกับร้านค้าพันธมิตร เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บัตรเครดิตในการผ่อนชำระสินค้า เช่น แคมเปญผ่อนชำระสินค้า 6 เดือน โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เป็นต้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจถึงกลยุทธ์การตลาดที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมามีส่วนในการชักจูงให้ชำระค่าสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นหรือไม่ พบว่า กลยุทธ์การตลาดที่รุนแรงในขณะนี้มีผลจูงใจให้ชำระค่าสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 63.3 ของกลุ่มตัวอย่าง สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก การได้รับส่วนลดเมื่อใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการ คิดเป็นร้อยละ 38.6 สาเหตุรองลงมา คือ การใช้ผ่อนชำระสินค้า คิดเป็นร้อยละ 36.7 ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่า การใช้ของรางวัลตอบแทนมีส่วนในการจูงใจให้ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 24.7

ในขณะที่กลยุทธ์การตลาดที่รุนแรงในขณะนี้ไม่มีผลจูงใจให้ชำระค่าสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 36.7 ของกลุ่มตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเท่าที่จำเป็น คิดเป็นร้อยละ 72.9 และรองลงมา คือ ไม่ต้องการเป็นหนี้มากกลัวชำระไม่ได้ คิดเป็นร้อยละ 21.3

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ปรับพฤติกรรม…ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตบนพื้นฐานของความระมัดระวัง
ถึงแม้ว่าที่ผ่านมากลยุทธ์การตลาดจะมีส่วนจูงใจให้ผู้บริโภคมีการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการมากขึ้นก็ตาม แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ผู้บริโภคยังคงเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มที่จะยังคงปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต คิดเป็นร้อยละ 56.7 ของกลุ่มตัวอย่าง ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มีการปรับพฤติกรรมในการซื้อสินค้า คิดเป็นร้อยละ 47.4 ของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบ รองลงมา ลดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต คิดเป็นร้อยละ 39.6 ในขณะที่หันมาพึ่งพาบัตรเครดิตมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 12.7 ของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบ ในขณะที่ผู้ที่คิดว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่มีผลกระทบต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต คิดเป็นร้อยละ 43.3 ของกลุ่มตัวอย่าง

สำหรับปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีการใช้จ่ายผ่านบัตร (ทุกใบที่มีรวมกัน) เฉลี่ยเดือนละประมาณ 9,079.33 บาท โดยระดับการใช้จ่ายผ่านบัตรที่กลุ่มตัวอย่างมีมากที่สุด คือที่ระดับเดือนละ 10,000 บาท (คิดเป็นร้อยละ 13.3) ในขณะที่หากคิดออกมาเป็นสัดส่วนแล้ว กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการใช้จ่ายในแต่ละเดือนคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 35 ของรายได้

การผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิต…ผู้บริโภคยังเลือกผ่อนชำระเต็มจำนวน

ทั้งนี้พฤติกรรมการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิตส่วนใหญ่ยังคงชำระสินเชื่อแบบเต็มจำนวน คิดเป็นร้อยละ 53.7 ของกลุ่มตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่มียอดใช้จ่ายต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ผู้ผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิต คิดเป็นร้อยละ 46.3 ของกลุ่มตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่มีการผ่อนชำระขั้นต่ำร้อยละ 10 ของยอดสินเชื่อคงค้าง คิดเป็นร้อยละ 40.6 ของผู้ผ่อนชำระสินเชื่อ รองลงมา คือ ผ่อนชำระมากกว่าร้อยละ 50 ของยอดสินเชื่อคงค้าง คิดเป็นร้อยละ 30.1 ของผู้ผ่อนชำระสินเชื่อ และผ่อนชำระมากกว่าร้อยละ 10 แต่ไม่เกินร้อยละ 50 ของยอดสินเชื่อคง คิดเป็นร้อยละ 23.5 ของผู้ผ่อนชำระสินเชื่อ ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามบางกลุ่มไม่สามารถชำระสินเชื่อบัตรเครดิตบางเดือนได้ยอมเสียดอกเบี้ย มีเพียงร้อยละ 5.8 ของผู้ผ่อนชำระสินเชื่อ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สอบถามถึงภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมามีผลกระทบต่อการชำระหรือผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิตหรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบต่อการชำระหรือผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิต คิดเป็นร้อยละ 61.5 ของกลุ่มตัวอย่าง ในขณะที่ผู้ที่คิดว่าตนเองได้รับผลกระทบต่อการชำระสินเชื่อบัตรเครดิต คิดเป็นร้อยละ 38.5 ของกลุ่มตัวอย่าง ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มีระดับรายได้ระหว่าง 15,000-20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 25.7 และ ผู้มีรายได้ระหว่าง 20,001-25,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 25.3 และผู้มีรายได้ระหว่าง 25,001-35,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 21.3 ของกลุ่มตัวอย่าง

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิต โดยส่วนใหญ่แก้ปัญหาโดยการขอยืมเงินจากญาติ พี่น้อง หรือเพื่อน เพื่อนำมาชำระสินเชื่อคงค้าง คิดเป็นร้อยละ 37 ของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบ รองลงมา คือ ติดต่อสถาบันการเงินขอผ่อนผัน คิดเป็นร้อยละ 32.8 ของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบ ในขณะที่กู้เงินนอกระบบเพื่อนำมาชำระหนี้ คิดเป็นร้อยละ 15.4 ของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบ และขอสินเชื่อตัวใหม่จากสถาบันการเงินเพื่อนำมาชำระหนี้เดิม คิดเป็นร้อยละ 14.8 ของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบ

จับตาแนวโน้มเศรษฐกิจ…ผลกระทบต่อการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิตในอนาคต

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สอบถามถึงความคิดเห็นของผู้ใช้บริการสินเชื่อบัตรเครดิตถึงมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่าเศรษฐกิจน่าจะชะลอตัวต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 39 ของกลุ่มตัวอย่าง รองลงมา คือ เศรษฐกิจน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน คิดเป็นร้อยละ 32.9 ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าเศรษฐกิจน่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น คิดเป็นร้อยละ 28.1 เมื่อได้สอบถามถึงมุมมองเศรษฐกิจและผลกระทบต่อการผ่อนชำระสินเชื่อหากแนวโน้มเศรษฐกิจยังคงเป็นอย่างในปัจจุบัน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าตนเองจะได้รับผลกระทบ คิดเป็นร้อยละ 53.8 ของกลุ่มตัวอย่าง ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าตนเองจะ ไม่ได้รับผลกระทบ คิดเป็นร้อยละ 46.2 ของกลุ่มตัวอย่าง

เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้บริโภคกำลังเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนสินค้าและบริการ ทำให้ราคาสินค้าในหลายประเภทมีการปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภทมีการปรับราคาขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของราคาเดิม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า หากราคาน้ำมันที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้นอีกได้ ซึ่งนับได้ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อในอนาคตได้

ปัจจัยสร้างความกังวลในการใช้สินเชื่อบัตรเครดิต…อาจทำให้เสียวินัยในการใช้จ่าย

ในปัจจุบันสินเชื่อบัตรเครดิตได้ถูกนำกลับมาเป็นประเด็นทางสังคมอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการบัตรเครดิตมีการโหมแคมเปญการตลาดกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีบัตรเครดิต หรือผู้ที่มีบัตรเครดิตอยู่ในมือใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการมากขึ้นนั้น ทำให้เกิดความกังวลถึงปัญหาหนี้สินของสินเชื่อบัตรเครดิตที่จะเกิดตามมา ทั้งนี้การขยายตัวของสินเชื่อมักจะเป็นไปตามวัฎจักรเศรษฐกิจ ในภาวะที่เศรษฐกิจดีมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อรายได้และการผ่อนชำระสินเชื่อ แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่าย เนื่องจากผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นต่อรายได้ในอนาคต นอกจากนี้ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจประสบกับภาวะสภาพคล่องได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจถึงปัจจัยที่สร้างความกังวลใจต่อผู้บริโภคในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต พบว่า การใช้บัตรเครดิตอาจทำให้เสียวินัยในการใช้จ่าย คิดเป็นร้อยละ 36.5 ของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ถือบัตรเครดิตยังคงใช้จ่ายบนพื้นฐานของความระมัดระวัง และอยู่บนพื้นฐานของการใช้บัตรเครดิตเพื่อชำระสินค้าแทนเงินสดมากกว่าการค้างชำระต่อสถาบันการเงิน ซึ่งนับได้ว่าความเสี่ยงของปัญหาคุณภาพสินเชื่อบัตรเครดิตจึงน่าที่จะอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ รองลงมา คือ อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่สูง (อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตในปัจจุบันอยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 20) คิดเป็นร้อยละ 24.3 ของกลุ่มตัวอย่าง นอกจากนี้ผู้บริโภคมีความกังวลในเรื่องของความเสี่ยงจากการทุจริต คิดเป็นร้อยละ 22.8 ของกลุ่มตัวอย่าง และมีความกังวลว่าเมื่อใช้แล้วไม่มีเงินชำระคืน คิดเป็นร้อยละ 16.4 ของกลุ่มตัวอย่าง

บทสรุปและข้อคิดเห็น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้จัดทำแบบสำรวจ ถึงพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิต เพื่อศึกษาถึงภาวะตลาดสินเชื่อบัตรเครดิตในปัจจุบัน ที่อยู่ท่ามกลางปัจจัยที่น่ากังวล อาทิ ภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่สูงเป็นประวัติการณ์ และทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อภาวะการจ้างงานได้ ในอนาคต และระดับรายได้ในอนาคต ในขณะที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย กลุ่มสาขาธนาคารต่างประเทศและกลุ่ม Non-Bank ต่างเดินหน้าทำแคมเปญการตลาด เพื่อขยายฐานสินเชื่อบัตรเครดิตอย่างหนัก แต่ธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิตกับขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัว แต่ในขณะเดียวกันหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้กับขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น

ประเด็นสำคัญจากแบบสอบถามสามารถสรุปได้ว่า ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการจะมีการทำแคมเปญการตลาดกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โดยเสนอกลยุทธ์จูงใจให้ใช้บัตรเครดิตก็ตาม แต่ผู้ใช้บัตรเครดิตส่วนใหญ่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยใช้จ่ายอยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวังมากขึ้น และจะเลือกใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการ โดยคำนึงถึงสิทธิประโยชน์จากบัตร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีบัตรเครดิตหลายบัตร

สำหรับการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิต โดยส่วนใหญ่มีการชำระสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตเต็มจำนวน อย่างไรก็ตามเมื่อศึกษาถึง มุมมองเศรษฐกิจและผลกระทบต่อการผ่อนชำระสินเชื่อหากแนวโน้มเศรษฐกิจยังคงเป็นอย่างในปัจจุบัน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามประเมินตนเองว่าจะได้รับผลกระทบ คิดเป็นร้อยละ 53.8 ของกลุ่มตัวอย่าง ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าตนเองจะ ไม่ได้รับผลกระทบ คิดเป็นร้อยละ 46.2 ของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ที่กำลังเผชิญกับแรงกดดัน โดยเฉพาะจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูง จากการที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้น ยังเป็นแรงกดดันต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งแน่นอนว่าการปรับขึ้นราคาสินค้าย่อมส่งผลต่อภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลสะท้อนกลับมายังความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิตในอนาคต

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า การดำเนินธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิตในปีนี้ ผู้ประกอบการเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการมากขึ้น ในภาวะที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเองต้องปรับตัวตามภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงของสินเชื่อ ถึงแม้จะต้องการขยายฐานสินเชื่อบัตรเครดิตก็ตาม เพื่อรักษาคุณภาพของสินเชื่อในระบบของตน

สำหรับแนวโน้มธุรกิจบัตรเครดิต ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า จากการที่การขยายตัวของสินเชื่อบัตรเครดิตที่ยังคงถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้การการขยายฐานสินเชื่อบัตรเครดิตใหม่น่าจะขยายตัวได้ไม่มากนัก ทำให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตหันมาทำการตลาดกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์การตลาดยังคงเน้นไปในรูปแบบเดิมๆ เช่น การเพิ่มสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิต ในการใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า แต่การแข่งขันที่สูงขึ้นส่งผลต่อความจงรักภักดีน้อยลงด้วย และการแข่งขันที่สูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า ในอนาคตข้างหน้าการทำธุรกิจบัตรเครดิตอาจมีการเปลี่ยนแปลงในด้านการแบ่งกลุ่มประเภทของบัตร หรืออาจมีการนำกลยุทธ์ด้านราคาออกมาใช้ นอกจากค่าธรรมเนียมรายปีที่มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย คือ กลยุทธ์การคิดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต เช่น บัตรที่ให้สิทธิประโยชน์น้อย อาจมีการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าบัตรเครดิตที่ให้สิทธิประโยชน์สูง เป็นต้น