โอกาสอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลไทย … เจาะตลาด SMEs ในยุคน้ำมันแพง

ในยุคที่ภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นและการแข่งขันอย่างรุนแรงภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์จากการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจึงมุ่งเน้นไปสู่เป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าของไทย ทั้งนี้ ในการปรับตัวของภาคธุรกิจไปสู่เป้าหมายดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยเครื่องจักรอุปกรณ์เข้ามาช่วยในกระบวนการ ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ การแปรรูป การบรรจุ และการจัดเก็บรักษาคุณภาพของสินค้าจนไปถึงมือผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการไทยยังมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการดังกล่าวไม่มากนัก เนื่องจากโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีมีต้นทุนค่อนข้างสูง เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ส่วนใหญ่ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ และบางกรณีก็อาจหาเครื่องจักรกลที่ตรงกับความต้องการใช้ในการผลิตสินค้าไทยบางประเภทที่มีลักษณะเฉพาะไม่ได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่ผู้ผลิตเครื่องจักรกลภายในประเทศ แม้ว่าจะมีอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ที่ผ่านมายังขาดการเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ผลิตและผู้ที่ต้องการใช้เครื่องจักรกลภายในประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์สถานการณ์อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลไทย และพิจารณาถึงแนวทางในการปรับตัวของผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยเพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจภายใต้สภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ตลาดเครื่องจักรกลภายในประเทศ : โอกาสของผู้ผลิตไทยอยู่ที่ตลาด SMEs

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าภาพรวมตลาดเครื่องจักรกลภายในประเทศ ปี 2551 มีโอกาสที่สถานการณ์จะดีขึ้นกว่าปีก่อน โดยคาดว่าการลงทุนในเครื่องจักรกลจะมีมูลค่าประมาณ 577,500 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัว ณ ราคาคงที่ ประมาณร้อยละ 5.0 เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่มีมูลค่าประมาณ 550,000 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัว ณ ราคาคงที่ หดตัวประมาณร้อยละ 1.0 โดยมีสัญญาณการฟื้นตัวที่สำคัญ คือ การนำเข้าเครื่องจักรกล 4 เดือนแรกของปี 2551 ที่มีมูลค่าประมาณ 122,961 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณร้อยละ 12.5 ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ อัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีโอกาสที่จะขยายการลงทุนมากขึ้น ค่าเงินบาทยังอยู่ในระดับที่แข็งค่ากว่าปีก่อน ช่วยเอื้อประโยชน์ให้ราคาเครื่องจักรกลที่นำเข้าจากต่างประเทศในรูปของเงินบาทไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ขณะที่ราคาเครื่องจักรกลในต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในหลายมาตรการ เช่น โครงการลงทุน Mega Projects มาตรการทางภาษี นโยบายปีแห่งการลงทุน เป็นต้น ตลอดจนโครงการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรกล เช่น โครงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของสถาบันการเงินภาครัฐและเอกชน เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมลงทุนติดตั้งหรือปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรกลมากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตในยามที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่ การที่ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าที่จะขยายการลงทุน รวมทั้งภาคธุรกิจที่มีฐานะทางการเงินไม่ดีนัก ก็อาจมีข้อจำกัดในการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรกลหรืออาจชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ไปก่อน ประกอบกับปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองที่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ในขณะนี้ ก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนในเครื่องจักรกลได้

ทั้งนี้ แม้ตลาดเครื่องจักรกลภายในประเทศจะมีขนาดใหญ่ โดยในระยะ 3 ปีที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดมากกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ต่อ GDP แต่ส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่เป็นของผู้นำเข้า ซึ่งผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยมีส่วนร่วมไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยยังมีโอกาสที่จะผลิตเครื่องจักรกลที่มุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศได้ โดยเฉพาะตลาด SMEs ซึ่งมีความต้องการเครื่องจักรกลที่มีราคาไม่สูง สามารถตอบสนองการผลิตสินค้าที่หลากหลายและมีลักษณะเฉพาะของไทยได้ ประกอบกับในขณะนี้อยู่ในภาวะที่ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เครื่องจักรกลราคาไม่สูงของผู้ผลิตไทยอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับ SMEs ในการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นได้ โดยจากการประเมินของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า ในปี 2549 มีจำนวน SMEs ขนาดย่อมมีอยู่ประมาณ 2.3 ล้านราย นอกจากนี้ หากคิดเฉพาะวิสาหกิจชุมชนจะมีจำนวนประมาณ 54,860 ราย ซึ่งประกอบไปด้วยหลายกลุ่มการผลิต ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้อาจมีความต้องการใช้เครื่องจักรกลในการเพิ่มประสิทธิภาพหรือเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า แต่ยังมีข้อจำกัดทางการเงิน ทำให้ที่ผ่านมาไม่สามารถลงทุนในเครื่องจักรกลราคาสูงจากต่างประเทศได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีของผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยที่จะเข้าไปเจาะตลาดในกลุ่มนี้

การส่งออกขยายตัวสูง แต่ส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายของบริษัทต่างชาติ

สำหรับภาพรวมตลาดส่งออกเครื่องจักรกลในปี 2551 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยใน 4 เดือนแรกของปี 2551 มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 40,951 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณร้อยละ 19.0 ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ส่งออกเครื่องจักรกลรายใหญ่หลายรายจะเป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยตรงหรือร่วมทุน ส่วนผู้ประกอบการไทยมักจะเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจะผลิตส่วนประกอบเพื่อส่งต่อไปยังบริษัทขนาดใหญ่ที่จะทำการประกอบและผลิตเครื่องจักรกลสำหรับส่งออกหรือจำหน่ายภายในประเทศ ทำให้ข้อมูลอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกเครื่องจักรกลอาจไม่ได้สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยยังมีโอกาสในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่มีโครงสร้างการผลิตคล้ายกับไทย รวมทั้งในอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการไทยได้ออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมักจะมีการนำระบบการผลิตหรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์เข้าไปถ่ายทอดด้วย ซึ่งหมายถึงโอกาสในการขยายตลาดเครื่องจักรกลที่ใช้ในการผลิตตามมาด้วย ทั้งนี้ เทคโนโลยีของอุตสาหกรรมที่ไทยมีโอกาสขยายตลาดไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อุตสาหกรรมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น

โอกาสและแนวทางในการปรับตัวของผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทย

ที่ผ่านมาผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยยังมีส่วนร่วมกับตลาดเครื่องจักรกลไม่มากนัก เนื่องจากเครื่องจักรกลที่ผลิตได้ภายในประเทศมีเทคโนโลยีต่ำ ไม่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ภายในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศก็จะเป็นของบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนโดยตรงหรือเข้ามาร่วมทุนกับไทย ในด้านหนึ่งก็ถือว่าเป็นการดีที่ช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จะส่งผลเสียต่อผู้ประกอบการไทยขนาดเล็กที่จะทำได้เพียงการผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนให้กับผู้ผลิตรายใหญ่ ไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจและการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรกลอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยยังมีโอกาสและช่องทางในการสอดแทรกเข้าสู่ตลาดเครื่องจักรกลได้ โดยเฉพาะตลาด SMEs เพียงแต่ต้องมีการปรับตัวและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ โดยควรปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นในการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มากขึ้น ตลอดจนต้องมีการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ผลิตชิ้นส่วน สถาบันการศึกษาที่ผลิตแรงงานมีฝีมือ ผู้ผลิตสินค้าที่เป็นผู้ใช้เครื่องจักรกล รวมทั้งภาครัฐซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดตั้งแหล่งข้อมูลกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและช่วยให้เกิดการจับคู่เจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าตลาดที่มีศักยภาพที่ผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยน่าจะแสวงหาโอกาสในการผลิตเครื่องจักรกลเพื่อตอบสนองความต้องการ ได้แก่ กลุ่มสินค้าอาหาร กลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป กลุ่มสินค้าพลังงานทดแทน กลุ่มสินค้าชุมชนหรือ OTOP โดยตัวอย่างเครื่องจักรกลที่จะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยในการพัฒนาและเจาะตลาดในกลุ่มสินค้าข้างต้น อาทิเช่น

– เครื่องจักรกลที่ใช้ในอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งเป็นเครื่องจักรกลที่ใช้ในการแปรรูปผลผลิตเกษตรสำหรับจัดจำหน่ายหรือเพื่อนำไปเก็บรักษาสำหรับเป็นวัตถุดิบในการผลิตต่อไป เช่น เครื่องทำแห้งเยือกแข็งสุญญากาศ เครื่องตัดอ้อย เครื่องอบลำไย เครื่องแปรรูปและถนอมอาหาร เป็นต้น
– เครื่องจักรกลที่ใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดี เนื่องจากในขณะนี้ปริมาณความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากการปรับตัวของระดับราคาน้ำมัน อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้ชุมชนที่มีศักยภาพในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพสามารถมีเครื่องจักรใช้ในราคาถูกได้ โดยที่ไม่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ
– เครื่องพิมพ์สำหรับบรรจุภัณฑ์ โดยควรเน้นไปที่เครื่องจักรกลที่จะสามารถถอดและประกอบได้หลายรูปแบบตามความต้องการของผู้ใช้งาน
– เครื่องมือกลพื้นฐาน ซึ่งมักจะถูกนำไปใช้ในการกลึง กัด ตัด ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิต เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือกลพื้นฐานเหล่านี้ผู้ผลิตไทยมีศักยภาพในการผลิต เพียงแต่ต้องปรับปรุงให้มีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูงขึ้น

จะเห็นได้ว่าเครื่องจักรกลข้างต้นบางประเภทไม่สามารถนำเข้ามาจากต่างประเทศได้ เนื่องจากเป็นเครื่องจักรเฉพาะกลุ่มและมีคุณลักษณะการใช้งานเฉพาะเจาะจงอย่างมาก ซึ่งผู้ผลิตไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในลักษณะงานที่จะต้องนำไปใช้ด้วย นอกจากนี้ ผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยยังมีโอกาสที่จะขยายฐานลูกค้าไปสู่ตลาดในประเทศเพื่อนบ้านได้ ทั้งจำหน่าย ติดตั้ง ดูแล และฝึกอบรมการใช้งานเครื่องจักรกลให้แก่ลูกค้า

สรุปและข้อคิดเห็น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าในปี 2551 ภาพรวมตลาดเครื่องจักรกลภายในประเทศมีโอกาสที่จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง โดยคาดว่าการลงทุนในเครื่องจักรกลจะมีมูลค่าประมาณ 577,500 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัว ณ ราคาคงที่ ประมาณร้อยละ 5.0 เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่มีมูลค่าประมาณ 550,000 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัว ณ ราคาคงที่ หดตัวประมาณร้อยละ 1.0 โดยมีปัจจัยบวกจาก อัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับสูง ค่าเงินบาทยังอยู่ในระดับที่แข็งค่ากว่าปีก่อน การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในหลายมาตรการ ตลอดจนโครงการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรกล ซึ่งคาดว่าจะช่วยจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมลงทุนติดตั้งหรือปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรกลเพื่อลดต้นทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่ ปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจอาจมีข้อจำกัดที่จะขยายการลงทุนหรืออาจชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ ประกอบกับปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองที่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ ทั้งนี้ ตลาดเครื่องจักรกลภายในประเทศส่วนใหญ่จะเป็นของผู้นำเข้า โดยผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยมีส่วนร่วมไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยยังมีโอกาสในการเจาะตลาด โดยควรหันไปให้ความสำคัญกับตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตลาด SMEs ที่มีความต้องการเครื่องจักรกลราคาไม่สูง สามารถตอบสนองการผลิตสินค้าที่หลากหลายและมีลักษณะเฉพาะของไทยได้ เช่น กลุ่มสินค้าอาหาร กลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป กลุ่มสินค้าพลังงานทดแทน กลุ่มสินค้าชุมชนหรือ OTOP เป็นต้น ประกอบกับในขณะนี้ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น เครื่องจักรกลราคาไม่สูงของผู้ผลิตไทยอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นได้ โดยผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นในการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ตลอดจนต้องมีการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะต้องมีการจัดตั้งแหล่งข้อมูลกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและช่วยให้เกิดการจับคู่เจรจาทางธุรกิจระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ โดยตัวอย่างเครื่องจักรกลที่คาดว่าจะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ผลิตไทยในอนาคต เช่น เครื่องจักรกลที่ใช้ในอุตสาหกรรมเกษตร เครื่องจักรกลที่ใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ เครื่องพิมพ์สำหรับบรรจุภัณฑ์ เครื่องมือกลพื้นฐาน เป็นต้น