ดีเอชแอล ผู้นำธุรกิจขนส่งด่วนและลอจิสติกส์ระดับโลก เปิดเผยถึงภาพรวมและแนวแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ว่ายังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 13 ปีติดต่อกัน นอกจากนี้ยังชี้ว่า ธุรกิจยานยนต์ของไทยในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านลอจิสติกส์และระบบซัพพลายเชนมากขึ้น เพราะช่วยลดต้นทุน ตลอดจนช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมระบบการผลิตได้อย่างแม่นยำ ตรงเวลา ส่งผลให้การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดทำได้เร็วขึ้น
ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจากดีเอชแอล ประเทศไทย นำโดย นายปัญญโรจน์ ภัทรารัตน์กุล ผู้จัดการฝ่ายบริหารลูกค้าหลักระหว่างประเทศ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส และ นายพีระ ทวีชาติ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายอุตสาหกรรมยานยนต์ ดีเอชแอล เอ๊กเซล ซัพพลายเชน ในระหว่างการแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวโน้มและความสำคัญของอุตสาหกรรม ลอจิสติกส์ที่มีต่อธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ในงานแสดงสินค้ายานยนต์ ชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง 2551 (Thailand Auto Parts & Accessories 2008 – TAPA 2008) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ โดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์
ภาพรวมการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์
นายปัญญโรจน์ ภัทรารัตน์กุล ผู้จัดการฝ่ายบริหารลูกค้าหลักระหว่างประเทศ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ทั่วโลกที่สูงขึ้นตามลำดับตลอดสามปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันถึงแนวโน้มการเติบโตที่ดีของภาคธุรกิจนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 44 ภายในปี 2553 และการผลิตโดยส่วนใหญ่จะมาจากตลาดหลักในเอเชีย คือ จีน อินเดีย และไทย ดังนั้น โอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ซึ่งรวมถึงจีนและอินเดีย จึงน่าจะมีลู่ทางที่สดใสควบคู่ไปกับการเติบโตของตลาดยานยนต์ ซึ่งสามประเทศดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจยานยนต์ของโลกในอนาคต อย่างไรก็ตาม หากมองการแข่งขันในภาพรวมแล้ว พบว่ายังคงรุนแรงในทุกๆ ด้าน ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยหลักๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น การหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความพยายามในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของตน โดยนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผู้บริโภคพอใจสูงสุด
สำหรับภาพรวมของธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำอันดับที่ 2 ของโลกในการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน รองจากสหรัฐฯ ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี และในเร็วๆ นี้ ประเทศไทยมีโอกาสผลิตรถยนต์อีโคคาร์เพิ่มมากขึ้น โดยการสนับสนุนของกรมส่งเสริมการลงทุน มีการอนุมัติให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สามารถผลิตรถยนต์อีโคคาร์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลและกรมส่งเสริมการส่งออกได้ตั้งเป้าการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ไว้ถึง 2 ล้านยูนิตภายในปี 2553 ทั้งนี้ธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่าร้อยละ 24 ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา โดยมีการส่งออกสินค้าหลักๆ เป็นชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ประดับยนต์ และชุดอิเล็กทรอนิกส์ในการจุดระเบิดเครื่องยนต์ ไปยังประเทศคู่ค้า 5 ประเทศหลักๆ ได้แก่ ออสเตรเลีย อินโดนีเชีย ญี่ปุ่น มาเลเชีย และฟิลิปปินส์ สำหรับการนำเข้าสินค้าจะมาจาก 5 ประเทศหลักๆ คือ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเชีย จีน และเยอรมนี โดยนำเข้าสินค้าประเภทชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงซึ่งจำเป็นต้องนำเข้าจากประเทศเยอรมนีเป็นส่วนใหญ่
ระบบซัพพลายเชน – หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์
ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และผู้ผลิตรถยนต์ ยังคงเป็นเรื่องของต้นทุนการผลิต ผู้ผลิตในปัจจุบันมองหาผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือแหล่งวัตถุดิบที่มีราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากภาวะการแข่งขันที่สูงของตลาดรถยนต์โลก ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์แต่ละค่ายต้องพยายามลดต้นทุนการผลิตของตน และมองหาจุดขายใหม่ๆ ให้กับสินค้าของตนเอง รวมไปถึงการบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญไม่น้อยไปกว่ากระบวนการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้บริโภค ตลอดจนปัจจัยในด้านทรัพยากรและเชื้อเพลิง
อุตสาหกรรมรถยนต์มีระบบซัพพลายเชนที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน เนื่องจากมีผู้ที่เกี่ยวข้องมากมายในการกระบวนการต่างๆ เริ่มตั้งแต่การหาแหล่งวัตถุดิบ เข้าสู่ขั้นตอนการผลิต จนถึงมือผู้บริโภคในลำดับสุดท้าย ซึ่งเราสามารถแบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ด้วยกันคือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ บริษัทผู้ผลิต (OEM) และสุดท้ายในส่วนของอะไหล่และบริการหลังการขาย
ภาพรวมในส่วนของซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมนี้ มีแนวโน้มที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และผู้ผลิตรถยนต์จะมองหาแหล่งวัตถุดิบหรือแหล่งผลิตที่มีต้นทุนต่ำลง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจให้มากขึ้น มีการจัดการเพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางด้านเงินทุน (cash flow) ด้วยการนำซัพพลายเชนเข้ามาช่วยในระบบการผลิต เช่น ส่งการผลิตงานบางชิ้นส่วนให้ผู้ผลิตอื่นแทน เพื่อลดต้นทุนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างและดูแลพนักงาน หรือแม้กระทั่งกระบวนการสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อการผลิตก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เช่น ในอดีตผู้ผลิตอาจจะสั่งซื้อวัตถุดิบมาเป็นล็อตใหญ่นับพันชิ้น แต่นำมาใช้ในการผลิตจริงเพียงแค่ห้าร้อยชิ้นเท่านั้น ซึ่งจุดนี้ก่อให้เกิดต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในการจัดเก็บสต็อกชิ้นส่วน
ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจสามารถนำระบบซัพพลายเชนมาใช้ช่วยในการคำนวณปริมาณการสั่งวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตได้อย่างชัดเจน ตรงตามเวลา และตรงกับปริมาณความต้องการในการผลิตได้มากขึ้น นอกจากนี้ ระบบซัพพลายเชนยังช่วยในเรื่องการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่จะออกสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย เนื่องจากโลกของการทำธุรกิจในปัจจุบัน ผู้ดำเนินธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ซื้อหรือผู้ขายอีกต่อไป จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเสมือนกึ่งที่ปรึกษาให้กับลูกค้า เพื่อหาวิธีดำเนินการที่จะสามารถช่วยลดต้นทุนให้แก่ลูกค้า รวมถึงขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทของตนไปพร้อมๆ กัน
ดีเอชแอล ตอบโจทย์ธุรกิจยานยนต์อย่างสมบูรณ์แบบด้วยจิ๊กซอว์สามตัว
ในฐานะที่เป็นบริษัทเพียงรายเดียวในประเทศไทยที่สามารถให้บริการด้านขนส่งด่วนระหว่างประเทศและลอจิสติกส์แบบครบวงจร ดีเอชแอลมีบริการที่เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์สามตัวประกอบเข้าด้วยกันเพื่อให้บริการแก่ทุกภาคธุรกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ จิ๊กซอว์ทั้งสามตัวประกอบด้วย ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ซึ่งให้บริการด้านขนส่งด่วนทางอากาศ ดีเอชแอล โกลบอล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง และ ดีเอชแอล เอ็กเซล ซัพพลายเชน ซึ่งให้บริการทีแข็งแกร่งด้านลอจิสติกส์และซัพพลายเชน ซึ่งบริการของดีเอชแอลจากทั้งสามหน่วยธุรกิจนี้สามารถช่วยอุดช่องว่างทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการบริการอย่างครบวงจรจากทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพกว่า 5,300 คน ผ่านเครือข่ายและจุดบริการมากกว่า 70 แห่ง ที่ให้บริการครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วไทย และเชื่อมโยงไปยังกว่า 220 ประเทศและอาณาเขตต่างๆ ทั่วโลก โดยมียอดการขนส่งรวมมากกว่า 3.6 ล้านชิปเม้นท์ในปีที่ผ่านมา
ในการแสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายปัญญโรจน์ ยังได้ยกตัวอย่างบริการที่รองรับความต้องการของผู้ประกอบการทั้ง 3 กลุ่มหลักในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ และกลุ่มผู้ให้บริการหลังการขาย ในส่วนของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ที่เครื่องจักรเกิดความเสียหายหรือชำรุด และต้องการอะไหล่หรืออุปกรณ์เครื่องจักรบางตัวเร่งด่วน เพื่อใช้ทดแทนหรือซ่อมแซมเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า สามารถใช้บริการขนส่งด่วนของ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส เพื่อนำเข้าอะไหล่หรืออุปกรณ์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ตรงตามความต้องการ และช่วยลดมูลค่าค่าเสียหายจำนวนมหาศาลที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดชะงักของกระบวนการผลิต สำหรับผู้ผลิตยานยนต์ มักมีการสั่งสินค้ากับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตรถยนต์ บางครั้งก็ไม่สามารถรอหลายๆ วันได้ ก็สามารถใช้บริการขนส่งด่วนของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส เพื่อนำเข้าชิ้นส่วนที่ต้องการให้ส่งมาถึงโรงงานภายในเวลาที่ต้องการ ในด้านของผู้ให้บริการหลังการขายนั้น บางครั้งมีความจำเป็นต้องใช้อะไหล่ยานยนต์เร่งด่วนเพื่อซ่อมรถให้กับลูกค้า โดยเฉพาะผู้ให้บริการหลังการขายสำหรับรถยนต์ในกลุ่มนิชมาร์เก็ตบางราย จะไม่สต็อคชิ้นส่วนอะไหล่เก็บไว้ แต่จะสั่งชิ้นส่วนที่ต้องจากผู้ผลิตในต่างประเทศ และใช้บริการขนส่งด่วนของดีเอชแอล เพื่อนำเข้าชิ้นส่วนนั้นๆ เมื่อจำเป็นต้องใช้แทน
“ในภาวะการแข่งขันที่รุนแรงของภาคธุรกิจนี้ในปัจจุบัน ผู้ผลิตทุกรายพยายามที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดให้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง รวมถึงการลดต้นทุนการผลิต การหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ จนถึงการหาแหล่งตลาดหรือคู่ค้าใหม่ๆ ในตลาดโลก ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมและหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า ซึ่งในส่วนนี้ ดีเอชแอล สามารถสนองตอบความต้องการในจุดนี้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการชิ้นส่วนอะไหล่ เพื่อผลิตสินค้าสู่ตลาดให้ตรงตามเวลาที่วางแผนไว้ ดีเอชแอลสามารถช่วยดูแลส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะมีบริการลูกค้าในลักษณะดอร์ทูดอร์ (Door to Door) คือ การบริการไปรับของจากหน้าโรงงานและส่งให้จนถึงที่หมายปลายทาง ที่ต้องการ โดยคิดการให้บริการแบบหนึ่งอัตราสกุลเงินหนึ่งรายการ ทำให้สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ชัดเจน ง่ายดาย และไม่สับสน รวมไปถึงการให้บริการแบบระบุเวลา ไม่ว่าจะด่วนมากน้อยแค่ไหน ดีเอชแอลมีบริการที่หลากหลายไว้รองรับทุกความต้องการในด้านขนส่งด่วน”
การนำเข้าและส่งออกสินค้า เรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้
นอกเหนือจากการบริการขนส่งด่วนและลอจิสติกส์ที่ครบวงจรแล้ว บริการของดีเอชแอล ประเทศไทย สำหรับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ยังรวมถึงบริการการนำเข้าและส่งออกสินค้า พร้อมการดำเนินงานด้านพิธีการศุลกากร หรือที่เรียกว่า Freight Management อีกด้วย
“การผลิตรถยนต์ในบ้านเรา เริ่มต้นจากการที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์นำเข้าวัตถุดิบจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตผ่านการขนส่งทางเรือและทางอากาศ ซึ่งผู้ผลิตทุกรายจะพยายามหลีกเลี่ยงการขนส่งทางอากาศเนื่องจากค่าบริการที่สูงกว่าวิธีอื่นๆ หลังจากผ่านกระบวนนำเข้ามาแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการขนส่งจากท่าเรือถึงโรงงาน ซึ่งมีพื้นที่จำกัด จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการพื้นที่ใช้สอยให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทำให้บางครั้งผู้ผลิตจะทำการจัดเก็บวัตถุดิบบางส่วนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในเวลานั้นๆ ไว้ที่คลังสินค้าก่อน แล้วค่อยจัดส่งวัตถุดิบเหล่านี้สู่โรงงาน
ผลิตในภายหลังเมื่อต้องการใช้ ระบบการจัดเก็บวิธีนี้ เรียกว่า Cross Dock Operation ทั้งนี้ ดีเอชแอล โกลเบิ้ล
ฟอร์เวิร์ดดิ้ง สามารถเข้ามาช่วยดำเนินงานพิธีการศุลกากรทั้งสำหรับสินค้าขาออกและขาเข้า การขอคืนภาษี การทำประกาศนียบัตรสำหรับในหลายๆ เขตการค้า เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน เขตการค้านาฟต้า ซึ่งจะใช้เอกสารกำกับแหล่งผลิตสินค้าแตกต่างกันไป”
บริการด้านลอจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์
สำหรับดีเอชแอล เอ๊กเซล ซัพพลายเชน เป็นอีกหนึ่งหน่วยธุรกิจของดีเอชแอล ที่ให้บริการครอบคลุมกระบวนการบริหารซัพพลายเชนทั้งหมด นายพีระ ทวีชาติ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายอุตสาหกรรมยานยนต์ ดีเอชแอล เอ๊กเซล ซัพพลายเชน ได้กล่าวถึงการให้บริการลอจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์โดยเฉพาะ โดยกล่าวว่า “รถยนต์หนึ่งคัน ประกอบด้วยอะไหล่หลายพันชิ้นจากผู้ผลิตหลายย่อยหลายร้อยราย ซึ่งการที่จะนำชิ้นส่วนเป็นพันๆ ชิ้น จากผู้ผลิตหลายร้อยรายมาประกอบเป็นรถยนต์หนึ่งคัน เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก ซึ่งการบริหารซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์จะแตกต่างจากธุรกิจโดยทั่วไป ตรงที่เป็นการบริหารซัพพลายเชนสำหรับโรงงานการผลิตโดยเฉพาะ จึงมีกระบวนการผลิตสินค้าที่ต่อเนื่อง มีสายพานการผลิตทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยเฉลี่ยโรงงานสามารถผลิตรถยนต์ได้หนึ่งคัน ภายในเวลาประมาณ 2 นาทีเท่านั้น ซึ่งนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่จะนำชิ้นส่วนหลายพันชิ้น เข้าสู่กระบวนการผลิตภายในเวลาไม่เกิน 2 นาที จึงแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ เช่นอุตสาหกรรมค้าปลีกที่จะเน้นดูแลบริหารคลังสินค้าและกระจายสินค้าสู่ร้านค้า”
ทั้งนี้การให้บริการบริหารลอจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ของดีเอชแอล แบ่งเป็น 4 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่
1. บริการ Inbound Logistics คือ การนำเข้าชิ้นส่วนวัตถุดิบจากผู้ผลิตต้นทางทั้งจากในและต่างประเทศ เข้าสู่กระบวนการผลิตในโรงงานการผลิต หรือจัดเก็บเข้าไว้ในคลังสินค้า และทำการจัดส่งสู่โรงงานการผลิตในภายหลังเมื่อต้องการ รวมไปถึงการบริการประกอบชิ้นส่วนย่อย เพื่อนำเอาส่วนที่ประกอบเสร็จแล้วเข้าสู่สายพานการผลิตรถยนต์ หรือที่เรียกว่า sub-assembly ซึ่งทางผู้ผลิตในปัจจุบันจะมอบหมายงานในส่วนนี้ ให้กับผู้ให้บริการลอจิสติกส์ดูแลแทน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและพื้นที่ใช้สอยภายในโรงงาน
2. บริการ Manufacturing Logistics คือ การบริหารงานภายในโรงงาานผลิตรถยนต์ เป็นการให้บริการประกอบ ชิ้นส่วนย่อยภายในบริเวณโรงงานเลยนั่นเอง เช่น การประกอบยางรถยนต์ซึ่งในแต่ละโรงงานจะมีความต้องการ รุ่นยางที่หลากหลาย โดยยางในแต่ละรุ่นก็จะใช้ชิ้นส่วนอะไหล่และมีรายละเอียดการประกอบที่แตกต่างกันไป ซึ่งการบริการนี้จะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถลดทอนขั้นตอนการผลิตบางส่วนออกไป เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ และทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างทันท่วงที ส่วนการบริการจัดเรียงลำดับชิ้นส่วนอะไหล่ที่ต้องใช้ในการประกอบรถยนต์ให้ถูกต้องตามลำดับขั้นตอนการผลิต (Sequencing) ก็เป็นส่วนหนึ่งในงานบริหารจัดการในกลุ่มนี้
3. บริการ Distribution Logistics คือการบริการจัดส่งรถยนต์ที่ผลิตเสร็จแล้ว ไปยังพื้นที่ส่วนกลาง สำหรับรถใหม่รอส่งออก ที่เรียกว่า Shipping Yard เพื่อนำรถยนต์สำเร็จรูปเข้าสู่กระบวนการจัดส่งไปยังตัวแทนจำหน่ายในแต่ละพื้นที่ตลาด
4. บริการ Service Logistics เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการหลังการขาย ทางผู้ให้บริการลอจิสติกส์จะช่วยดูแลบริหารคลังจัดเก็บอะไหล่ชิ้นส่วนยานยนต์ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงบริการจัดส่งอะไหล่แบบเร่งด่วนไปยังศูนย์บริการต่างๆ ได้ทันท่วงทีและตรงตามความต้องการ ทั้งนี้ผู้ผลิตรถยนต์จะสต็อคชิ้นส่วนอะไหล่ของรถยนต์แต่ละรุ่น ไว้ประมาณ 10 ปีโดยเฉลี่ย Global Supply Chain Management หรือการบริหารจัดการด้านลอจิสติกส์แบบทั่วโลกสำหรับภาคอุตสาหกรรม ยานยนต์ในปัจจุบัน มีภาวะท้าทายที่เกิดจากการความต้องการของผู้ผลิตรถยนต์ในการมองหาแหล่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากประเทศที่มีต้นทุนในการผลิตต่ำจากหลากหลายที่ทั่วโลก ทำให้จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการลอจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถบริหารการสั่งซื้อชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ จากหลายแหล่งผลิตทั่วทุกมุมโลก พร้อมจัดส่งชิ้นส่วนเหล่านี้สู่โรงงานการผลิตหรือศูนย์กระจายอะไหล่ในแต่ละประเทศหรือภูมิภาค ที่ตั้งกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ทั่วโลกได้ตรงตามเวลาและความต้องการ พร้อมทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงอีกด้วย
แนวโน้มความต้องการด้านลอจิสติกส์ในอนาคต
เนื่องด้วยภาวะการแข่งขันของตลาดรถยนต์ที่มีความรุนแรงในปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์มีความต้องการที่มากขึ้นและหลากหลายขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นในกระบวนการผลิต และสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับการบริหารจัดการด้านลอจิสติกส์ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ แนวโน้มของงานด้านลอจิสติกส์สำหรับภาคอุตสาหกรรมนี้จะมีการเปลียนแปลงรูปแบบจากในปัจจุบัน ที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ และผู้ผลิตรถยนต์ จะเน้นใช้บริการลอจิสติกส์ในรูปแบบของ Third party Logistics Provider (3PL) ซึ่งก็คือการสั่งจ่ายงานเป็นครั้งๆ แก่ผู้ให้บริการทางด้านนั้นๆ แต่ในอนาคต รูปแแบบการใช้บริการนี้จะค่อยๆ มีพัฒนาไปในรูปแบบของการดูแลรับผิดชอบงานแบบทั้งส่วนงาน เช่น การดูแลบริหารจัดการระบบการขนส่ง เป็นต้น หรือที่เรียกว่า Lead Logistics Provider (LLP) และสุดท้ายจะเป็นรูปแบบการบริหารจัดการงานด้านลอจิสติกส์ทั้งหมดแบบครบวงจร จากผู้ให้บริการเพียงรายเดียว หรือที่เรียกว่า Supply Chain Partner (SCP หรือ 4PL)
ดีเอชแอล เอ๊กเซล ซัพพลายเชน มีโซลูชั่นการให้บริการด้านลอจิสติกส์ที่หลากหลาย และได้รับการออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างของผู้ประกอบการในแต่ละธุรกิจ และสำหรับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ดีเอชแอลก็มีโซลูชั่นที่ออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ พร้อมด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในธุรกิจอย่างลึกซึ้ง พร้อมให้บริการบริหารจัดการด้านลอจิสติกส์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบริการ Inbound Logistics การบริการ Manufacturing Logistics และรวมไปถึงการบริการ Service Logistics ซึ่งเป็นการบริหารจัดการลอจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการบริการหลังการขายของผู้ผลิตรถยนต์ เป็นต้น
สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ติดต่อ 02 345 5000 และเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของดีเอชแอล โกลเบิล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง และดีเอชแอล เอ๊กเซล ซัพพลายเชน ติดต่อหมายเลข 02 791 8000 หรือเยี่ยมชมข้อมูลต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์ www.dhl.co.th
ข้อมูลเพิ่มเติมดีเอชแอล
ดีเอชแอล ผู้นำระดับโลก ทางด้านอุตสาหกรรมการขนส่งด่วนและลอจิสติกส์ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญพิเศษในการมอบนวัตกรรมและโซลูชั่นซึ่งได้รับการออกแบบโดยเฉพาะเพื่อสนองตอบความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าจากผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ดีเอชแอลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการขนส่งด่วน การขนส่งทางอากาศ ทางเรือ และทางบก ตลอดจนโซลูชั่นด้านลอจิสติสก์ต่างๆ และบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในระดับท้องถิ่น และเครือข่ายในการให้บริการที่มีอยู่ทั่วโลก ปัจจุบัน ดีเอชแอลมีเครือข่ายเชื่อมโยงครอบคลุมมากกว่า 220 ประเทศและอาณาเขตต่างๆ ทั่วโลก ด้วยบุคลากรกว่า 300,000 คนทั่วโลก ที่พร้อมมอบบริการที่รวดเร็ว วางใจได้ และเกินความคาดหวังของลูกค้า ดีเอชแอล เป็นหนึ่งในตราสินค้าของดอยช์ โพสท์ เวิลด์ เน็ต ซึ่งสามารถทำรายได้ 63 พันล้านเหรียญยูโร ในปี ค.ศ. 2007
ดีเอชแอล ประเทศไทย ให้บริการขนส่งและลอจิสติกส์อย่างครบวงจรด้วยศักยภาพของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ดีเอชแอล โกลบอล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง และดีเอชแอล เอ๊กเซล ซัพพลายเชน ที่ช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวกอย่างเต็มที่จากการติดต่อผู้ให้บริการเพียงรายเดียว (one-stop-shop) ซึ่งรองรับการขนส่งทุกรูปแบบ ตั้งแต่เอกสารไปจนถึงตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีพนักงานกว่า 5,300 คนให้บริการอย่างมืออาชีพ ผ่านเครือข่ายและจุดบริการมากกว่า 70 แห่ง ที่ให้บริการครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศไทย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ www.dhl.co.th



