เงินบาทอ่อนค่าลงในระหว่างชั่วโมงการซื้อ-ขายของตลาดการเงินในประเทศวันที่ 20 สิงหาคม 2551 หลังจากเงินบาทได้ร่วงลงอย่างหนักทะลุระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา และล่าสุด (20 ส.ค.) เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือนที่ระดับประมาณ 34.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทถูกกดดันจากแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ อย่างหนักและต่อเนื่องของธนาคารต่างชาติในประเทศไทยและจากฝั่งผู้นำเข้าเนื่องจากเป็นช่วงใกล้สิ้นเดือน นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังเป็นไปตามทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ขณะที่ ความเชื่อมั่นต่อค่าเงินดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นการอ่อนค่าของเงินบาทว่า เงินบาทที่อ่อนค่ายังคงเกาะกลุ่มกับทิศทางสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งเป็นผลมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ เป็นหลัก ขณะที่ การเคลื่อนย้ายเงินทุนหลังจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาตินั้น ไม่ได้ไหลออกอย่างรวดเร็ว ซึ่ง ธปท.จะเข้าดูแลเสถียรภาพของตลาดตามความจำเป็น
• หากพิจารณาการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในปีนี้ จะเห็นว่า ในช่วงแรก เงินบาทปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น โดยในช่วงเดือนมีนาคม 2551 เงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ เคยแข็งค่าขึ้นถึง 8.1% จากระดับปิดสิ้นปี 2550 ซึ่งในขณะนั้น อัตราการแข็งค่าของเงินบาทค่อนข้างใกล้เคียงกับอัตราการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ไต้หวัน อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น เงินบาทเริ่มปรับตัวในทิศทางที่อ่อนค่าลงในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2551 เป็นต้นมา ซึ่งเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องดังกล่าว ได้ส่งผลให้อัตราการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับระดับสิ้นปี 2550 พลิกกลับมาเป็นอัตราการอ่อนค่าลงแล้วในช่วงเดือนสิงหาคม 2551 โดยล่าสุดค่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 34.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 9 เดือน เทียบกับระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับปิดตลาดสิ้นปี 2550 ซึ่งก็หมายความว่า เงินบาทอ่อนค่าลงแล้วประมาณ 1.4% ในปีนี้
มุมมองศูนย์วิจัยกสิกรไทย
• สำหรับแนวโน้มเงินบาทในระยะถัดไปนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่องโดยอาจมีแนวรับถัดไปที่ระดับ 34.20-34.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ เนื่องจากกระแสความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ฯ เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักและสกุลเงินอื่นๆในเอเชีย ในขณะที่ ความไม่ชัดเจนทางการเมืองยังอาจเป็นปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นและทำให้นักลงทุนประเมินการลงทุนในตลาดการเงินไทยด้วยความระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอีกหลายปัจจัยที่อาจสะท้อนภาพแนวโน้มของเงินบาทในระยะถัดไป
• ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ปัจจัยที่อาจส่งผลกดดันเงินบาทประกอบด้วย
1) แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินสกุลหลักเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ หลังจากที่นักลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกได้รับรู้ข่าวทางด้านร้ายของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไปมากแล้ว ในขณะที่ เศรษฐกิจของประเทศที่เป็นแกนหลักของโลกอื่นๆ เริ่มสะท้อนสัญญาณการชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้น อาจจะต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงขาลงต่อเศรษฐกิจ
2) แนวโน้มเศรษฐกิจเอเซียที่ถูกมองว่าอาจจะชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปีนี้ ตามหลังเศรษฐกิจหลักของโลกที่ได้ชะลอตัวลงไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนทั่วโลกทำการประเมินการลงทุนใหม่ โดยอาจหันไปลงทุนในประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยอาจเป็นในตลาดการเงินสหรัฐฯ ซึ่งราคาสินทรัพย์ได้ปรับตัวลงไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้
3) ปัญหาสภาพคล่องของสถาบันการเงินจากวิกฤตสินเชื่อ ที่ยังอาจกดดันให้มีการไหลออกของเงินทุนจากภูมิภาคเอเซียกลับไปยังสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาเหล่านั้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และ
4) ประเด็นทางการเมืองที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งจะกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อไป สำหรับปัจจัยที่อาจหนุนค่าเงินบาท ประกอบด้วย (1) แนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดตามปัจจัยด้านฤดูกาลในไตรมาสที่ 3 และ 4 โดยเฉพาะจากการเกินดุลบริการฯ และ (2) แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยที่อาจมีปัจจัยหนุนจากหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มเงินเฟ้อในประเทศที่น่าจะอ่อนตัวลง การที่สภาฯน่าจะสามารถผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2552 ได้ในเร็วๆ นี้ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากทางรัฐบาล แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีก็ตาม
ปัจจัยหนุนค่าเงินบาท
• แนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ตามปัจจัยด้านฤดูกาลในไตรมาสที่ 3 และ 4 โดยเฉพาะจากการเกินดุลบริการฯ
• ปัจจัยหนุนด้านเศรษฐกิจต่างๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มเงินเฟ้อในประเทศที่น่าจะอ่อนตัวลง การที่สภาฯน่าจะสามารถผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2552 ได้ในเร็วๆ นี้ รวมทั้งความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากทางรัฐบาล
ปัจจัยกดดันค่าเงินบาท
• แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินสกุลหลักอื่นๆ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ หลังจากที่ตลาดเงินเริ่มให้ความสนใจต่อข่าวด้านลบของเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มยูโร
• แนวโน้มเศรษฐกิจเอเซียที่ถูกมองว่าอาจจะชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปีนี้ ตามหลังเศรษฐกิจหลักของโลกที่ได้ชะลอตัวลงไปก่อนหน้านี้แล้ว
• ปัญหาสภาพคล่องของสถาบันการเงินจากวิกฤตสินเชื่อ ที่ยังอาจกดดันให้มีการไหลออกของเงินทุนจากภูมิภาคเอเซียกลับไปยังสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาเหล่านั้น
• ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในไทยเอง
โดยสรุปแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาคนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของความเชื่อมั่นต่อค่าเงินดอลลาร์ฯ ของนักลงทุนซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2551 และมีความชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2551 เป็นต้นมา สำหรับนัยต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองว่า เงินบาทที่อ่อนค่าอาจสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบด้านลบต่อภาคส่งออกของไทยที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยหลายประเทศ อาทิ อาเซียน ยูโรโซน ญีปุ่น และสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในภาวะชะลอตัว ในขณะที่ ผลของแรงกดดันต่อระดับราคาในประเทศอาจไม่สูงมากนัก เนื่องจากการอ่อนค่าลงของเงินบาท เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกันกับแนวโน้มการปรับฐานครั้งใหญ่ของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ทางการไทยคงจะต้องจับตาการเคลื่อนไหวของเงินบาทต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะการเคลื่อนไหวของเงินบาทดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดเงิน-ตลาดทุน นอกเหนือไปจากผลกระทบที่มีต่อผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้า