ทิศทางตลาดหุ้นไทย…ยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย

โดยปกติแล้ว ตลาดหุ้นไทยได้รับอิทธิพลมาจากหลายปัจจัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการปรับตัวของตลาดหุ้นในภูมิภาคด้วย แต่ในระยะหลังแนวโน้มเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยหากพิจารณาการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยกับตลาดหุ้นที่สำคัญ เช่น ดัชนี DJIA ของสหรัฐฯ ดัชนี NIKKEI ของญี่ปุ่นดัชนี HSKI ของฮ่องกง ดัชนีเซียงไฮ้ของจีน และดัชนี TWII ของไต้หวัน นับตั้งแต่ต้นปี 2550 ที่ผ่านมา จะพบว่าดัชนี SET เริ่มแกว่งตัวไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับภูมิภาคชัดเจนขึ้นในช่วงปลายเดือน มี.ค. 51 และตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. 51 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ การปรับตัวของตลาดหุ้นไทยอาจได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้

 ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นไทยกับภูมิภาคเริ่มลดลงในระยะหลัง โดยความสัมพันธ์ทางสถิติ (Correlations) ของการเคลื่อนไหวระหว่างดัชนีหุ้นไทยกับตลาดหุ้นภูมิภาคหลายตลาดตั้งแต่ช่วงต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีค่าเป็นลบ ซึ่งหมายถึง การเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากในช่วง 3 ปีก่อนและครึ่งแรกของปีนี้ ที่การเคลื่อนไหวจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันค่อนข้างมาก ทั้งนี้ คาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น ทั้งจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะคดีทางการเมืองต่างๆ และการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังรวมถึงการชะลอตัวลงของภาวะเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพ.ค.ที่เร่งตัวขึ้นเกินคาดสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี ที่ร้อยละ 7.6 จากร้อยละ 6.2 ในเดือนเม.ย. โดยล่าสุดพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ร้อยละ 9.2 ในเดือนก.ค. ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ว่าจะยังสะท้อนความอ่อนแอจากปัญหาซับไพร์มอยู่ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับยุโรปและญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้ อาจทำให้มีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยไปลงทุนในทรัพย์สินสกุลเงินดอลลาร์ฯ มากขึ้น และทำให้ตลาดหุ้นไทยเริ่มไม่ไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาคมากเหมือนแต่ก่อน

ข้อมูลในอดีตชี้ว่าปัจจัยการเมืองมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทย แต่จำกัดเพียงระยะสั้นๆ หลังจากนั้น การปรับตัวของตลาดเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2535 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ตลาดหุ้นตอบรับทางลบ โดยดัชนีร่วงลงทันที 65.05 จุด หรือร้อยละ 8.88 จาก 732.89 จุด ในวันที่ 17 พ.ค. เหลือเพียง 667.84 จุด ในวันที่ 19 พ.ค. ก่อนจะดีดกลับ 61.30 จุดในอีก 2 วันถัดมา หลังจากนั้น ตลาดหุ้นก็ตกอยู่ในภาวะซบเซาโดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงจากไตรมาสแรกประมาณร้อยละ 50 ในไตรมาส 2 ก่อนที่ สถานการณ์จะคลี่คลายลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างชัดเจนในเดือนก.ย. ของปีนั้น ในทำนองเดียวกัน ในปี 2549 เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. ทันทีที่ตลาดเปิดทำการในวันที่ 21 ก.ย. ดัชนีทรุดตัวลงทันที 9.99 จุด หรือร้อยละ 1.42 มาอยู่ที่ 692.57 จุด จากระดับปิดที่ 702.56 จุด ณ วันที่ 19 ก.ย. จากนั้น ดัชนีร่วงลงอีกกว่า 20 จุดในวันที่ 20 ก.ย. มาอยู่ที่ 681.84 จุด ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเข้าสู่เดือนต.ค. ซึ่งจะเห็นได้ว่าดัชนีลดลงน้อยกว่า และจบสิ้นกระบวนการปรับตัวเร็วกว่ากรณีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ดังนั้น ปัจจัยการเมืองจะมีผลกับดัชนีหุ้นไทยมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของเหตุการณ์ ขณะที่หลังจากจุดสูงสุดของปัญหาการเมืองผ่านพ้นไป นักลงทุนก็จะกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น เช่น ทิศทางเศรษฐกิจที่น่าจะได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นการลงทุนที่ดีขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดถัดๆ ไป เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าดัชนีเฉลี่ยในช่วงปีที่เกิดปัญหาทางการเมืองกลับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดปัญหา ขณะที่เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยล่าสุดวันที่ 26 ต.ค. ตลาดหุ้นตอบรับทางลบทันที โดยดัชนี SET ปรับลดลงร้อยละ 1.37 แต่ก็กลับฟื้นตัวขึ้นได้ในวันต่อมา เพราะข่าวถูกรับรู้ไปแล้ว และยังไม่ปรากฎว่ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจนถึงขณะนี้

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น ยังเผชิญกับปัจจัยท้าทายอื่นๆ โดยนอกเหนือจากเรื่องการเมือง (ซึ่งนักลงทุนคงจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด โดยหากสามารถหาข้อสรุปได้เร็วและไม่ได้นำมาสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็น่าจะทำให้ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัด) แล้ว ก็ยังมีปัจจัยลบจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่อาจชะลอลงตามการชะลอตัวของการส่งออก อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศ ที่อาจได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ขณะเดียวกัน การที่สถานการณ์ซับไพร์มยังมีแนวโน้มถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้สถาบันการเงินทั้งในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ยังมีภาระการปรับลดมูลค่าทรัพย์สินทางบัญชี (write-down) เพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลให้สถาบันการเงินเหล่านั้นทยอยระบายการลงทุนในตลาดอื่นๆ ซึ่งรวมถึงไทย เพื่อนำเงินกลับไปชดเชยความเสียหายจากการปรับลดมูลค่าทรัพย์สินทางบัญชีดังกล่าว นอกจากนี้ แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนแต่ข้อมูลเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็ชี้ถึงทิศทางเศรษฐกิจที่น่าจะดีกว่าประเทศหลักอื่นๆ ในโลก ดังนั้นจึงน่าจะทำให้นักลงทุนอาจทยอยโยกย้ายเงินลงทุนกลับสู่สินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ฯ ได้

แต่หากปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวคลี่คลายลง ตลาดหุ้นไทยก็ยังน่าจะได้รับแรงหนุนจากความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงตามแรงกดดันเงินเฟ้อทั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐ และการตั้งงบฯ ขาดดุลในปีงบประมาณ 2552 มากขึ้น นอกจากนี้ หุ้นไทยยังมีราคาถูก (P/E ต่ำ) เมื่อเทียบกับภูมิภาค และอัตราเงินปันผลยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเมื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวแล้ว น่าจะหนุนให้ตลาดหุ้นไทยเป็นที่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุน และน่าจะมีแรงซื้อเข้ามาในตลาดได้ในระยะถัดไป

โดยสรุป การปรับตัวของดัชนีหุ้นไทยมาจากหลายปัจจัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการปรับตัวของตลาดหุ้นในภูมิภาคด้วย แต่ในระยะหลังตั้งแต่ช่วงเดือนก.ค. ที่ผ่านมา การปรับตัวของดัชนีหุ้นไทยไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเหมือนกับในช่วง 3 ปีก่อน ทั้งนี้ คาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น ทั้งจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะคดีทางการเมืองต่างๆ และการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้จะประสบปัญหาซับไพร์มแต่ก็ยังอยู่ในฐานะที่ดีกว่าประเทศหลักอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ ด้วยเหตุนี้ อาจทำให้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยไปสู่ตลาดสหรัฐฯ และทำให้ตลาดหุ้นไทยเริ่มไม่ไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาคมากเหมือนแต่ก่อน ทั้งนี้ ในขณะเดียวกันข้อมูลในอดีตชี้ว่าปัจจัยการเมืองมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทย แต่จำกัดเพียงระยะสั้นๆ หลังจากนั้น การปรับตัวของตลาดเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ขณะที่ปัจจัยการเมืองจะมีผลกับดัชนีหุ้นไทยมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของเหตุการณ์ โดยหลังจากจุดสูงสุดของความวิตกด้านการเมืองผ่านพ้นไป นักลงทุนก็จะกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น อาจยังเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายปัจจัย โดยนอกเหนือจากเรื่องการเมืองแล้ว ก็ยังมีเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอลง และการที่นักลงทุนต่างชาติอาจยังเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ และตลาดโภคภัณฑ์ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ น่าจะยังอยู่ในฐานะที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก และสถาบันการเงินสหรัฐฯ อาจต้องการเงินทุนเพื่อไปชดเชยการปรับลดมูลค่าทรัพย์สินทางบัญชีเพิ่มเติมตามความเสียหายจากปัญหาซับไพร์ม ซึ่งจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างๆ ดังกล่าว โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกอาจส่งผลให้ยังคงมีแรงขายหุ้นไทยจากนักลงทุนต่างชาติอีกระยะหนึ่ง ท้ายที่สุดแล้ว บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยจึงได้ปรับลดเป้าหมายดัชนี ณ สิ้นปี 2551 ลงจาก 900 จุด เป็น 740 จุด

แต่ทั้งนี้หากปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวคลี่คลายลง ตลาดหุ้นไทยก็ยังน่าจะได้รับแรงหนุนจากความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงตามแรงกดดันเงินเฟ้อ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐ รวมทั้งการตั้งงบประมาณขาดดุลในปีงบประมาณ 2552 มากขึ้น นอกจากนี้ หุ้นไทยยังมีราคาถูก (P/E ต่ำ) เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค และอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเมื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวแล้ว น่าจะหนุนให้ตลาดหุ้นไทยเป็นที่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุน และน่าจะมีแรงซื้อเข้ามาในตลาดได้ในระยะถัดไป