ธนาคารกลางทั่วโลกปรับลดอัตราดอกเบี้ย : ตอกย้ำความรุนแรงของวิกฤตการเงินโลก … ไทยควรเร่งรับมือ

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ร้ายแรงที่สุดในรอบเกือบ 80 ปี ธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลก นำโดย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ดำเนินมาตรการครั้งสำคัญ เพื่อฟื้นคืนความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ซึ่งส่งสัญญาณสะท้อนระดับความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (นับจากวิกฤตซับไพร์ม) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พัฒนาการของตลาดการเงินที่ถดถอยลงอย่างรุนแรงในช่วงเดือนกันยายน 2551 เป็นต้นมา มาตรการครั้งสำคัญนี้ได้ถูกประกาศขึ้นในช่วงการซื้อ-ขายตลาดยุโรปของวันที่ 8 ตุลาคม 2551 โดยธนาคารกลางชั้นนำ 7 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางแคนาดา ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ธนาคารกลางสวีเดน และธนาคารกลางจีน พร้อมใจกันประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อจำกัดการลุกลามของวิกฤตการณ์ทางการเงินทั่วโลก ซึ่งอาจจะกำลังย้อนรอยวิกฤตการณ์ที่นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1930

ต่อมาในช่วงเช้าของชั่วโมงการซื้อ-ขายตลาดเอเชียวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ธนาคารกลางเอเชียบางแห่งได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเช่นกัน โดยธนาคารกลางไต้หวันประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 สัปดาห์ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ก็ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2547 ขณะที่ ธนาคารกลางฮ่องกงประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนลง 0.50% หลังจากที่ได้ทำการปรับลดค่าสเปรดของอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานของฮ่องกงลงเกินคาดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ มาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร่วมกันของธนาคารกลางชั้นนำดังกล่าว นับเป็นความร่วมมือกันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของธนาคารกลางทั่วโลก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีมุมมองต่อประเด็นนี้ ดังนี้ :-

ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย…ความร่วมมือล่าสุดระหว่างธนาคารกลางทั่วโลก
หลังจากที่ธนาคารกลางทั่วโลกได้ดำเนินมาตรการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องที่เกิดจากความต้องการเงินดอลลาร์ฯ ในตลาดการเงินทั่วโลก ด้วยการส่งเสริมการทำข้อตกลงสว็อปสกุลเงินข้ามพรมแดนระหว่างธนาคารกลางแล้วในช่วงที่ผ่านมา พัฒนาการที่เกิดขึ้นกับวิกฤตในตลาดสินเชื่อยังคงไม่ปรับตัวดีขึ้นมากนัก แต่กลับส่งสัญญาณสะท้อนระดับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้ส่งผลย้อนกลับมาทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องทบทวนวงเงินข้อตกลงสว็อปสกุลเงินข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มาตรการด้านสภาพคล่องร่วมกันระหว่างธนาคารกลางทั่วโลกดังกล่าว ไม่สามารถฟื้นคืนความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ ตลาดการเงินยังคงไม่สามารถดำเนินการได้เหมือนกับ/ใกล้เคียงกับภาวะปกติ แต่กลับปรับตัวสะท้อนระดับที่เพิ่มสูงขึ้นของวิกฤตและขนาดของความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากวิกฤตการเงินในรอบนี้ อย่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ ท่ามกลางการหลีกหนีความเสี่ยงของนักลงทุน เครื่องชี้ในตลาดการเงินทั่วโลกกลับปรับตัวสะท้อนระดับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังจะเห็นได้จาก การร่วงของตลาดหุ้นทั่วโลกซึ่งเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินที่ทะยานขึ้นทุบสถิติสูงสุดในรอบหลายปีครั้งใหม่เป็นรายวัน ขณะที่ ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนก็มีความผันผวนอย่างหนัก

ในท้ายที่สุด เค้าลางของวิกฤตการเงินครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 80 ปี ได้ตีกรอบให้ธนาคารกลางทั่วโลกตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบบังคับ ให้จำต้องดำเนินมาตรการที่สามารถส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นให้กับตลาดการเงิน ด้วยการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร่วมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพราะหากหวังพึ่งเพียงมาตรการแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือมาตรการเฉพาะกิจในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเหมือนอย่างในช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา อาจทำให้วิกฤตในภาคการเงิน โดยเฉพาะสถานการณ์สินเชื่อที่หดตัวจากภาวะชะงักงันในตลาดการปล่อยกู้ ส่งผลกระทบต่อเนื่องที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในวงกว้างไปยังภาคเศรษฐกิจ ซึ่งรายละเอียดของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร่วมกันของธนาคารกลางหลายๆ แห่งล่าสุด มีดังนี้

วันที่ 8 ตุลาคม 2551 ธนาคารกลาง 5 แห่ง พร้อมใจกันปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง0.50% ประกอบด้วย
*ธนาคารกลางสหรัฐฯ (ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.00% ลงสู่ 1.50%)
*ธนาคารกลางยุโรป (ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 4.25% ลงสู่ 3.75%)
*ธนาคารกลางอังกฤษ (ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 5.00% ลงสู่ 4.50%)
*ธนาคารกลางแคนาดา (ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 3.00% ลงสู่ 2.50%)
*ธนาคารกลางสวีเดน (ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 4.75% ลงสู่ 4.25%)

วันที่ 8 ตุลาคม 2551 ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ปรับลดกรอบเป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.25-3.25% ลงสู่กรอบ 2.0-3.0%

วันที่ 8 ตุลาคม 2551 ธนาคารกลางจีน ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.27% สู่ระดับ 6.93% ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวของธนาคารกลางจีนถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
แม้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น จะไม่ได้ทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร่วมกับธนาคารกลางอื่นๆ ในครั้งนี้ แต่ก็ได้ออกแถลงการณ์ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อมาตรการร่วมกันในการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว

วันที่ 9 ตุลาคม 2551 ธนาคารกลางไต้หวันประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 0.25% สู่ระดับ 3.25% ซึ่งเป็นต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2550 และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้นับเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 สัปดาห์

วันที่ 9 ตุลาคม 2551 ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% เช่นกัน ลงสู่ระดับ 5.00% จากระดับสูงสุดรอบ 7 ปีครึ่งที่ 5.25% ที่กำหนดไว้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

วันที่ 9 ตุลาคม 2551 ธนาคารกลางฮ่องกง ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนลง 0.50% มาที่ระดับ 2.00% หลังจากที่ได้ทำการปรับลดค่าสเปรดของอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานของฮ่องกงลงเกินคาด 1.00% เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2551 มาอยู่ระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายระยะสั้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ อยู่ประมาณ 0.50%

ตลาดตอบรับ “เพียงเล็กน้อย” กับความร่วมมือล่าสุดของธนาคารกลางทั่วโลกความร่วมมือล่าสุดของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งรวมถึงเอเชียบางประเทศ ในช่วงวันที่ 8-9 ตุลาคม 2551 ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25-0.50% นี้ เกิดขึ้นภายหลังจากธนาคารกลางออสเตรเลีย ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 (ก่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร่วมกันของธนาคารกลางชั้นนำ 1 วัน) ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 1.00% ซึ่งถือเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 16 ปี สู่ระดับ 6.00% จากระดับ 7.00% ซึ่งการนำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางออสเตรเลียดังกล่าว ได้ทำให้เกิดข่าวลือ/ความหวังในตลาดการเงินว่า ธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งอาจประสานงานกันในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งข่าวลือดังกล่าวก็เป็นความจริงในท้ายที่สุด ดังนั้น ตลาดการเงินในช่วงวันที่ 8-9 ตุลาคมจึงปรับตัวตอบรับกับข่าวดีของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร่วมกันนี้เพียงบางส่วนเท่านั้น

ตลาดหุ้นแทบไม่ได้รับแรงหนุน/ปรับตัวขึ้นได้เพียงเล็กน้อย จากการที่ธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยร่วมกัน เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อภาวะวิกฤตในตลาดสินเชื่อ และแนวโน้มการชะลอตัว / ถดถอยลง ของทางเศรษฐกิจทั่วโลก รายละเอียดโดยสังเขปมีดังนี้

• ในวันที่ 8 ตุลาคม 2551 ดัชนี FTSE 100 ของตลาดหุ้นอังกฤษดิ่งลงสู่ระดับปิดต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี (ร่วงลง 5.2% สู่ระดับ 4,366.7) แม้จะมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการประกาศแผนกอบกู้ภาคธนาคารวงเงิน 5 หมื่นล้านปอนด์ ของรัฐบาลอังกฤษก็ตาม
ในวันที่ 8 ตุลาคม 2551 ดัชนีของตลาดหุ้นหลักในยุโรปดิ่งลงมาปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี โดยดัชนี DAX ของตลาดหุ้นเยอรมนี ร่วง 5.9% สู่ 5,013.62 ดัชนี CAC-40 ของตลาดหุ้นฝรั่งเศส ดิ่ง 6.3% สู่ 3,496.89 ขณะที่ ดัชนี FTSEurofirst 300 ของหุ้นกลุ่มบลูชิพทั่วยุโรป ดิ่ง 6.3% สู่ 940.78

ในวันที่ 8 ตุลาคม 2551 ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ แกว่งตัวอย่างผันผวนก่อนปิดตลาดในแดนลบ 6 วันทำการติดต่อกัน โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดดิ่งลง 2.0% สู่ 9,258.10 ดัชนี S&P 500 ปิดดิ่งลง 1.1% สู่ 984.94 และดัชนี Nasdaq ปิดดิ่งลง 0.8% สู่ 1,740.33 ในขณะที่ ดัชนี VIX ที่สะท้อนความผันผวนของตลาดออปชันชิคาโกบอร์ด พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในระหว่างวัน

• อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่พุ่งขึ้นในวันที่ 9 ตุลาคม 2551 หลังจากดิ่งลงอย่างหนักในวันทำการก่อนหน้า (ดัชนี MSCI ของตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก ที่ไม่รวมญี่ปุ่น ร่วงลง 9% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันที่หนักที่สุดในรอบ 20 ปีเป็นอย่างน้อย) เพื่อขานรับความพร้อมเพรียงของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งรวมถึงเอเชียบางประเทศ ในการกู้วิกฤตการเงินในรอบนี้ แม้ความวิตกต่อภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อจะยังไม่จางหายไปก็ตาม โดยในวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้น หลังจากทรุดตัวลงถึง 9.4% (เป็นการร่วงลงรายวันที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2530) ในวันก่อนหน้า ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวขึ้นจากระดับปิดต่ำสุดในรอบ 2 ปีที่ทำไว้ในวันก่อนหน้า ในขณะที่ ดัชนีของตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ฟื้นตัวขึ้นในวันที่ 9 ตุลาคม 2551 หลังจากร่วงอย่างหนักแตะระดับต่ำสุดรอบหลายปีในวันก่อนหน้า (ตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วง 10.4% ในการซื้อขายช่วงแรกก่อนจะมีการระงับการซื้อขายอย่างไม่มีกำหนด ตลาดหุ้นสิงคโปร์ร่วง 6.6% สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง ตลาดหุ้นไทยดิ่งลงถึง 6.9% ซึ่งนับเป็นการร่วงลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2549)

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนยังคงสะท้อนการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน
• ก่อนการปรับลดดอกเบี้ยร่วมกัน
การปรับตัวของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนก่อนหน้าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วงระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2551 (นับรวมตั้งแต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางออสเตรเลีย) นั้น สะท้อนถึงการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนได้อย่างชัดเจน โดยสกุลเงินที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้ท่ามกลางภาวะวิกฤตการเงินในปัจจุบัน คือ เงินเยน ซึ่งเคยถูกใช้เป็นสกุลเงินในการทำ Carry Trade และ เงินดอลลาร์ฯ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากภาวะความขาดแคลนเงินดอลลาร์ฯ อย่างหนักทั่วโลก ทั้งนี้ เงินเยนปรับตัวขึ้นแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 6 เดือนครึ่งเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ และแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 ปีเมื่อเทียบกับเงินยูโร ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ทะยานขึ้นแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 13 เดือนเมื่อเทียบกับเงินยูโร

หลังการปรับลดดอกเบี้ยร่วมกัน แม้ว่าตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงตลาดเอเชียวันที่ 9 ตุลาคม 2551 จะขานรับกับข่าวการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกรวมทั้งเอเชียบางประเทศ ด้วยภาพของการฟื้นตัวขึ้นของค่าเงินยูโร (ซึ่งเคยถูกเทขายอย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้) ขณะที่ เงินเยน (ซึ่งเคยได้รับแรงหนุนอย่างแข็งแกร่งจากแนวโน้มการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน) ปรับตัวในทิศทางที่อ่อนค่าลงทั้งเมื่อเทียบกับเงินยูโรและเงินดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของอัตราแลกเปลี่ยนยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง สะท้อนได้จากการที่เงินเยนยังคงปรับตัวอยู่ใกล้กับระดับแข็งค่าสุดในรอบหลายเดือน/ปี เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก

การลดดอกเบี้ย … ยังคงไม่น่าที่จะเพียงพอ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การดำเนินการล่าสุดของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกและเอเชียในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างพร้อมเพรียงกันนั้น นับได้ว่าเป็นมาตรการก้าวสำคัญของผู้กำหนดนโยบายการเงินทั่วโลกเพื่อรับมือกับวิกฤตการทางการเงินรอบนี้ ซึ่งถูกคาดว่าจะมีความรุนแรงมากที่สุดในรอบเกือบ 80 ปี นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงระดับความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของธนาคารกลางทั่วโลกต่อความเสี่ยงของโอกาสการชะลอตัว/ถดถอย/ตกต่ำของเศรษฐกิจทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ด้วยมูลค่าของความสูญเสียรวมที่อาจเกิดขึ้นนั้นมีขนาดที่ใหญ่มาก ซึ่งตัวเลขประมาณการล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ประกอบกับผลกระทบของวิกฤตการเงินในรอบนี้มีการแผ่ขยายออกไปยังประเทศอื่นๆ ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฉนวนของวิกฤต ผ่านกลไกการปรับตัวของตลาดการเงิน ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยร่วมกันของธนาคารกลางทั่วโลกในรอบนี้ อาจยังไม่นำไปสู่จุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของวิกฤตการเงินในรอบนี้ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวยังคงไม่เพียงพอและไม่ใช่มาตรการที่เบ็ดเสร็จ ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินของโลก และเมื่อพิจารณาไปถึงสถานการณ์ที่ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจอาจต้องเผชิญต่อเนื่องในระยะถัดไป อาทิ ปัญหาความอ่อนแอของสถาบันการเงิน (ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป รวมไปถึงรัสเซีย และเอเชียบางประเทศ โดยเฉพาะเกาหลีใต้) ซึ่งอาจยังคงทำให้กลไกการทำงานของตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดสินเชื่อ ยังคงไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแรงโดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรปบางประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาฟองสบู่แตกในตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่ากำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้สินเชื่อของประชาชนยังคงมีระดับที่อ่อนแอ อาจทำให้ประสิทธิผลของมาตรการต่างๆ ของทางการหลายๆ ประเทศไม่สะท้อนออกมาอย่างเต็มที่มากนัก ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ามาตรการเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงมาตรการของภาครัฐที่มีเป้าหมายในการเข้าช่วยเหลือโดยตรงแก่สถาบันการเงินที่ประสบปัญหา น่าที่จะถูกทยอยประกาศออกมาในระยะถัดไป ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินและความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินและลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย (ซึ่งเป็นต้นตอของวิกฤตซับไพร์มและขยายขนาดออกไปเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงิน) ที่ถูกประกาศออกมา รวมทั้งที่จะทยอยถูกผลักดันออกมาในระยะถัดไปนั้น แม้ว่าด้านหนึ่งจะกลายเป็นภาระทางการคลังที่ทางการแต่ละประเทศต้องแบกรับ แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นก็น่าจะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจ เนื่องจากมาตรการเหล่านั้นถือเป็นมาตรการที่สำคัญซึ่งอาจช่วยเสริมสร้าง/ฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา หรืออย่างน้อยก็ช่วยทำให้วิกฤตไม่ทวีความรุนแรงออกไปในระดับที่เร็วจนทางการไม่สามารถควบคุมได้

สำหรับผลกระทบต่อไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจการเงินโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญท่ามกลางการลุกลามของปัญหาในขนาดที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 80 ปี นั้น ทำให้นโยบายเศรษฐกิจซึ่งรวมไปถึงนโยบายอัตราดอกเบี้ยของทางการไทย ควรที่จะต้องมีความยืดหยุ่นและผ่อนคลายเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ ทางการไทยควรที่จะต้องเร่งหยิบยกประเด็นในเรื่องนโยบายการเงินและการคลังที่สอดรับกับปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกขึ้นมาพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะได้เตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก อาจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวที่ยาวนานกว่าที่เคยประเมินไว้ ทั้งนี้เพราะหากเศรษฐกิจไทยไม่มีมาตรการหรือการดำเนินการที่เหมาะสมในการรองรับภาวะวิกฤตดังกล่าวแล้ว ปัญหาที่เริ่มแรกเกิดขึ้นภายนอกประเทศ ก็อาจจะทวีความรุนแรงและความซับซ้อนมากขึ้น จนส่งผลให้เศรษฐกิจและภาคการเงินของไทยอาจตกอยู่ในความอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้ทางการไทยประสบกับความยากลำบากหรือต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกมากในการที่จะเยียวยาแก้ไขปัญหาดังกล่าว 