ชื่อหนังสือ Sam Walton : Made in America
ผู้เขียน Sam Walton and John Huey
สำนักพิมพ์ Bantem Books
จำนวนหน้า 346
ราคา(บาท) 333
คนที่ร่ำรวยขึ้นมาชั่วอายุเดียวในอเมริกานั้นมีอยู่มากมาย เข้าสูตร อเมริกันดรีม และเมื่อประสบความร่ำรวยแล้ว ก็เป็นจารีตอีกเช่นกัน ที่จะต้องเขียนหนังสือหรือออกหนังสือที่มาของความสำเร็จ เพื่อบันทึกเอาไว้ โดยหวังว่าจะก่อให้เกิด ”อมตภาพ” ให้กับตนเองและครอบครัวในอนาคต
เรื่องอย่างนี้ เป็นวัฒนธรรมแบบอเมริกันอย่าหนึ่งไปเสียแล้ว ที่บรรดาเศรษฐีใหม่ทั้งหลายจะออกอัตชีวประวัติขึ้นมา โดยอาศัยนักเขียนร่วม หรือนักเขียนผี มาดำเนินการให้
หนังสือเล่มนี้ของแซม วอลตัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ วอล-มาร์ท ตำนานค้าปลีกที่ยิ่งยิ่งร่วมสมัยของอเมริกา ที่บอกเล่าถึงการสร้างอาณาจักรธุรกิจของเขาเองจากธุรกิจ ”บ้านนอก” ที่ตอนแรกล้มลุกคลุกคลาน แล้วมาประสบความสำเร็จชนิดเหนือความคาดหมาย ผ่านกลยุทธ์สงครามราคา โดยเครือข่ายดิสเคานต์สโตร์ที่ทรงพลัง
หนังสือนี้ ใช้วิธีการดำเนินเรื่องอย่างง่ายๆ ตามสูตร From Zero to Hero จากเรื่องราวในวัยเด็ก วัยรุ่น และเริ่มสร้างครอบครัว และก่อร่างธุรกิจจากเงินออมด้วยเงินเพียง 2 หมื่นดอลลาร์ ก่อนจะกลายมาเป็นธุรกิจแสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน
ประเด็นที่แซมเน้นมากเป็นพิเศษคือ คุณค่าแบบอเมริกาที่เขาถูกสร้างขึ้นมา นั่นคือ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ความเป็นผู้นำ การสร้างความแตกต่างในกลยุทธ์ และการเอาใจใส่สังคม แต่สิ่งที่เขาไม่ได้เน้น หากผู้อ่านหนังสือสังเกตได้ง่ายคือ การเลือกกลยุทธ์สร้างธุรกิจโดยอาศัยฐานลูกค้าในเมืองขนาดเล็กของอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขัน
กลยุทธ์เช่นนี้ หากถือหลักการตลาดโดยปกติแล้ว ถือว่าผิดพลาด เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อต่ำ แต่แซมกลับมีมุมมองตรงกันข้าม เพราะเขามองเห็นว่า บริษัทเขาไม่มีทางสู้ได้ในเขตเมืองใหญ่
การเลือกกลยุทธ์ดิสเคานต์สโตร์ในเมืองเล็ก เป็นรากฐานที่มาของความสำเร็จในต่อมา นั่นคือ สถานการณ์ที่ทำให้วอล-มาร์ทต้องสร้างโซ่อุปทานของตนเองขึ้นมา ในขณะที่บริษัทค้าปลีกรายอื่นไม่ได้ลงมือกระทำ และมองข้าม
จุดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือโชคช่วย แต่กลายเป็นวัตกรรมที่สร้างโอกาสจากวิกฤตอย่างแท้จริง
วอล-มาร์ท เป็นต้นแบบของธุรกิจที่เป็นรูปเป็นร่างและมีขีดความสามารถในการแข่งขันจากโซ่อุปทานของตนเอง แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้คิดค้นการบริหารธุรกิจนี้ขึ้นมาด้วยตนเอง แต่การนำไปใช้ประสบความสำเร็จมากกว่าใคร
ความสำเร็จในการสร้างโซ่อุปทาน เป็นกุญแจสำคัญที่ส่งให้วอล-มาร์ท ไม่เพียงแต่กลายเป็นเครือข่ายค้าปลีกใหญ่สุดของอเมริกาเท่านั้น แต่ยังทำให้กลายเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดของอเมริกาด้วย
การเข้าสู่ตลาดค้าปลีกด้วยกลยุทธ์สร้างดิสเคานต์สโตร์ในเมืองเล็กทั่วอเมริกาที่แซม วอลตันเลือก ทำให้ไม่มีบริษัทลอจิสติกส์รายใดสนใจจะเข้ามาเสนอบริการ เพราะมีขอบข่ายกว้างขวาง และไม่คุ้ม ทำให้วอล-มาร์ท ตัดสินใจสร้างโซ่อุปทานขึ้นด้วยตัวเองโดยผ่านสายโครงสร้างและระบบปฏิบัติการเพื่อลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการยืดหยุ่นเข้ากับความต้องการของผู้บริโภคอย่างฉับไว ผ่าน 4 แนวคิด คือ กระจายสินค้าให้ทั่วถึง ใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลออนไลน์ตลอดเวลา ใช้รูปแบบจัดเก็บสินค้าเป็นกล่องขนาดใหญ่ และเน้นกลยุทธ์ขายถูกทุกวันไม่ใช่ลดกระหน่ำบางวันเท่านั้น
การเชื่อมโยงแนวคิดทั้ง 4 เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิผล เป็นกุญแจสำคัญที่วอล-มาร์ทฝ่ามรสุมเศรษฐกิจมาได้อย่างทระนง จนกระทั่งมีคนเลียนแบบ และเมื่อถูกแข่งขัน แซมจัดตั้งห้างไฮเปอร์มาร์ท ที่มีบริการทุกชนิดเป็นการตอบโต้ ซึ่งยิ่งเพิ่มความสามารถให้วอล-มาร์ทมากขึ้น ชนิดไร้เทียมทาน
ไม่เพียงเท่านั้น แซมยังมีแนวคิดในเรื่องพนักงานที่แตกต่างออกไป โดยเขาพยายามสร้างวัฒนธรรมใหม่ ไม่อยากให้มีการตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นปัญหาของนายจ้างทั่วไป แต่เลือกเอาการใช้พนักงานเป็นหุ้นส่วน โดยเสนอเงื่อนไขจ้างงานในรูปแบ่งปันกำไรจากการขาย และให้หุ้นอีสป (ESOP) กับพนักงานตามสัดส่วน ซึ่งช่วยทำให้สัมพันธภาพระหว่างพนักงานกับบริษัทราบรื่นอย่างดีมาโดยตลอด
ยิ่งกว่านั้น ในเรื่องการเลี้ยงดูบุตร แซมก็เชื่อมั่นในวัฒนธรรมอเมริกันที่ไม่ต้องการให้ลูกหลานของเขาทำตัวเป็นแมวอ้วน ข้อมูลเหล่านี้ ถือว่าน่าสนใจอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ชีวิตบุคคล และในเชิงสร้างอาณาจักรธุรกิจยุคใหม่
…………………
รายละเอียดในหนังสือ
Chapter 1. Learning to Value a Dollar กล่าวถึงชีวิตวัยเยาว์ของลูกพ่อค้าย่อยที่ถูกพ่อแม่สอนให้รู้คุณค่าของเงิน ด้วยการทำงานหนัก ประหยัด และซื่อสัตย์กับลูกค้า ที่สำคัญ การมีเงินไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
Chapter 2. Starting on a Dime จากชีวิตนักศึกษาที่เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยเหมือนชนชั้นกลางอเมริกันทั่วไป แซม วอลตันได้เข้าทำงานในร้านค้าปลีกขนาดเล็กในเมืองโอเดสสา รัฐมิสซูรี เป็นการเริ่มต้นประสบการณ์ก่อนจะขยับไปสู่สาขาของห้างจี ซี เพนนี ทั้งที่เดิมตั้งใจจะเป็นพนักงานประกันชีวิต พบเนื้อคู่ และแต่งงานสร้างครอบครัว ก่อนถูกเกณฑ์ทหาร แล้วกลับมาตั้งธุรกิจของตัวเองจากเงินสะสมที่มีอยู่ โดยร่วมกับหุ้นส่วนลงเงินเริ่มต้นคนละ 2 หมื่นดอลลาร์ ซื้อร้านค้าปลีกเก่ามาทำใหม่ชื่อ เบน แฟรงคลิน แล้วก็ขาดทุนหนัก
Chapter 3. bouncing Back การเริ่มต้นชีวิตธุรกิจใหม่ในนาม วอล-มาร์ท หลังจากเซ้งกิจการให้คนอื่นไป ด้วยเงินเริ่มต้น 5 หมื่นดอลลาร์ ในเมืองที่มีพลเมืองแค่ 3 พันคน ชื่อร้าน Five and Dime ซึ่งเป็นร้านบริการตัวเองแบบซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ขายในราคาดิสเคานต์ กลายเป็นดิสเคานต์สโตร์ที่ประสบความสำเร็จรวดเร็ว



