อ้างอิงรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปัจจุบันประชากรเกือบ 1 ใน 6 ของโลกกำลังเผชิญกับความเหงา ซึ่งเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของผู้คนราว 871,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยเกือบ 100 คนในทุกชั่วโมง
ที่สำคัญ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่พบมากในกลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น รวมถึงประเทศรายได้ต่ำ โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรเกือบ 1 ใน 5 คน ที่รายงานว่ารู้สึกเหงา
"ถ้ามีวิธีรักษาที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ถึงครึ่งหนึ่ง ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า รวมถึงทำให้สถานที่ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและชุมชนปลอดภัยขึ้น คุณคงอยากให้ทุกคนเข้าถึงมัน" Edward Garcia ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC) กล่าว
ซึ่ง "วิธีรักษา" ที่ Edward Garcia ว่านั้นง่ายมาก เพียงแต่มันไม่ใช่ยา แต่คือ Human Connection หรือความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน

โชคดีที่โลกเริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้จริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ สหราชอาณาจักรแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าด้วยความเหงาเป็นครั้งแรกในปี 2018 ญี่ปุ่นตามมาในปี 2021 และในปี 2024 รัฐสมาชิก 192 ประเทศของสมัชชาอนามัยโลกลงมติเป็นเอกฉันท์รับรองมติระดับโลกเรื่องการเชื่อมโยงทางสังคมเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่มีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติในเรื่องนี้
"ประเทศไทยไม่ได้กำลังเดินตามขบวนการนี้ แต่การเปิดตัวในวันนี้ ประเทศไทยกำลังเป็นผู้นำขบวนการนี้" Edward Garcia ย้ำ
จากปัญหาระดับโลก สู่วาระของไทย
ผลสำรวจ Human Connection Survey โดย Ipsos ในนาม Match Group ซึ่งสำรวจคนโสดไทย 1,000 คนทั่วประเทศ อายุ 18-45 ปี ชี้ว่า 85% ของกลุ่มตัวอย่างรู้สึกเหงาอย่างน้อยบางครั้ง โดยในจำนวนนั้น เกือบ 1 ใน 4 หรือ 24% รายงานว่าเหงาบ่อยครั้งหรือแทบตลอดเวลา ขณะที่ 31% ระบุว่าแม้จะมีคนรู้จักมากมาย แต่ความสัมพันธ์เหล่านั้นกลับขาด "ความหมาย" และ 74% บอกว่าแม้มีเพื่อนเกิน 4 คน แต่ความสัมพันธ์ก็ยังอยู่ในระดับผิวเผิน ไม่ได้สร้างความรู้สึกพึ่งพาทางอารมณ์ได้จริง
ในทางกลับกัน 87% ของคนไทยบอกว่ายังมองหาความสัมพันธ์หรือการเชื่อมต่อใหม่ๆ อยู่เสมอ และ 72% ต้องการความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย มากกว่าการมีเพื่อนจำนวนมากแต่ผิวเผิน

หากดูจากตัวเลขจะเห็นความย้อนแย้งอยู่ เพราะสังคมดูโอเค แต่ปัญหาความเหงามันซ่อนอยู่ใต้นั้น เนื่องจากความเหงาในที่นี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่มีผลกระทบที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน 53% ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเมื่อรู้สึกเหงา ซึ่งนักวิชาการตั้งคำถามว่านั่นคือการนำ Online Connection เข้ามาทดแทน In-Person Connection หรือเปล่า นอกจากนี้ 30% บอกว่าการโสดนานทำให้ขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม 29% รู้สึกว่าความเหงาส่งผลเสียต่อสุขภาพและการนอนหลับ และ 1 ใน 4 ยืนยันว่า Productivity ในการทำงานลดลง
"ผลสำรวจทำให้เราเห็นว่า เราเข้าใจความเหงาแค่ผิวเผิน การเข้าใจแค่ผิวเผินทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่สำคัญพอที่จะลงมือแก้" ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และโฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าว
นอกจากนี้ยังพบว่ามี 4 อุปสรรคหลักที่ทำให้คนรู้สึกเหงา ได้แก่
- ภาระงานที่เบียดบังเวลาจนไม่มีแรงเข้าสังคม
- ข้อจำกัดด้านพื้นที่และค่าใช้จ่าย
- การตีตราและความกังวลในการยอมรับว่าตัวเองเหงา
- ผลกระทบทางจิตใจสะสมจากความโดดเดี่ยว
"คนเราไม่ได้เกลียดงาน เราไม่ได้เกลียดตัวงาน เราเกลียดสิ่งที่งานขโมยบางอย่างไปในชีวิต นั่นคือเวลา เวลาที่คุณจะได้กินข้าวกับครอบครัว เวลาที่คุณจะไป connect กับใครสักคน ความสัมพันธ์ที่คุณมี งานขโมยไป คนเราก็เลย burn out ในยุคนี้มากมหาศาล" ดร.นพ.วรตม์ กล่าว

Human Connection ไม่ใช่แค่เรื่องการหาคู่
แม้หลายคนจะรู้จัก Match Group ในฐานะบริษัทเจ้าของแอปพลิเคชันหาคู่อย่าง Tinder และ Hinge แต่ Katie Peters รองประธานอาวุโสฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ของ Match Group บอกว่า วันนี้บริษัทอยากให้ผู้คนมององค์กรในอีกมุมหนึ่ง
"หลายคนรู้จักเราในฐานะบริษัทที่อยู่เบื้องหลังแอปหาคู่ แต่แก่นแท้ของ Match Group คือบริษัทที่สร้าง Human Connection"
Katie อธิบายว่า การหาคู่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพันธกิจเท่านั้น เพราะสิ่งที่บริษัทต้องการสร้างจริงๆ คือความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นความรัก มิตรภาพ ความเป็นชุมชน หรือความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
เธอยังย้ำว่า ความเหงาไม่ใช่ความล้มเหลวของแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องของการเป็นคนเก็บตัว หรือการพยายามไม่มากพอ แต่เป็นความท้าทายทางสังคมที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข เพราะเมื่อความเหงาถูกปล่อยทิ้งไว้ มันไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพกายและสุขภาพใจของแต่ละคน แต่ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ความเข้มแข็งของชุมชน และความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจในระยะยาว

จุดเริ่มต้นของ Human Connection Campaign Thailand
จากโจทย์ดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการเปิดตัว Human Connection Campaign Thailand ความร่วมมือระหว่าง Match Group, Tinder, AIS, กรมสุขภาพจิต, Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC), Thailand Institute for Mental Health Sustainability (TIMS) และ Sati เพื่อผลักดันให้การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนกลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญของสังคมไทย
แคมเปญนี้ขับเคลื่อนผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การใช้ข้อมูลและงานวิจัยเป็นฐานในการดำเนินงาน โดยเริ่มจากผลสำรวจ Human Connection Survey ของ Ipsos การผลักดัน Human Connection Pledge เชิญชวนองค์กรร่วมสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาวะทางสังคมของพนักงาน และการสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมมอง "ความเหงา" ในฐานะประเด็นสาธารณะ มากกว่าจะเป็นปัญหาส่วนบุคคล
เป้าหมายคือการขยายเครือข่ายไปสู่องค์กรมากกว่า 100 แห่ง และเข้าถึงพนักงานกว่า 20,000 คน ภายในปี 2570

AIS: จาก Infrastructure สู่ผู้สร้าง Literacy แห่งความสัมพันธ์
ในบรรดา Founding Member ทั้งหมด บทบาทของ AIS โดดเด่นด้วยมิติที่ต่างออกไป เพราะในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศที่ดูแลพนักงานกว่า 30,000 ชีวิต หรือกว่า 90,000 ชีวิตหากนับรวมสมาชิกในครอบครัว AIS เลือกที่จะไม่หยุดอยู่แค่การทำให้คนเชื่อมต่อกันได้ แต่เดินหน้าสู่เรื่องที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ "การเชื่อมต่ออย่างมีความหมาย"
กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS กล่าวว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยเชื่อมต่อกันผ่านเทคโนโลยีได้มากกว่าที่เคย แต่การเชื่อมต่อที่มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะรู้สึกใกล้ชิด เข้าใจกัน หรือมีความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น
ดังนั้น การพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัลจึงไม่ควรมองเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี แต่ต้องให้ความสำคัญกับ "โครงสร้างพื้นฐานทางใจ" ควบคู่กันไป เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ความเข้าใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน
สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ AIS ขยายความถึงปรัชญาของการเชื่อมต่อว่า "Connected กับ Connecting ไม่เหมือนกัน เราเป็น Infrastructure ของประเทศ แต่การที่คนเชื่อมต่อกันนั้น ควรมี Value, Respect, Empathy และ Sincerity ในการเชื่อมต่อ" ดังนั้น การเชื่อมต่อที่ดีไม่ควรจบลงเพียงการทำให้ผู้คนติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก แต่ควรเป็นการเชื่อมต่อที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย และทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

บทเรียนสำคัญที่ AIS ได้จากการทำงานด้านนี้คือ ความสัมพันธ์บนออนไลน์อย่างเดียวไม่เพียงพอ และยิ่งนานวัน หากคนหมกมุ่นอยู่กับโลกออนไลน์มากเกินไปโดยไม่สมดุลกับการพบปะในชีวิตจริง ก็อาจพบว่าตัวเองไม่มีทักษะทางสังคมพอที่จะคุยกับคนหน้างาน หรือขาดวิจารณญาณเมื่อมีสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ
นั่นเป็นที่มาของ หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ซึ่ง AIS ร่วมพัฒนากับกรมสุขภาพจิต และผ่านการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนนำไปขับเคลื่อนเข้าโรงเรียนและชุมชนทั่วประเทศ ปัจจุบันมีผู้ผ่านการเรียนหลักสูตรนี้แล้วกว่า 1 ล้านคน โดยหลักสูตรทั้งหมดเปิดให้เรียนฟรีบน AIS LearnDi สำหรับคนไทยทุกคน ทุกเครือข่าย ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้า AIS
ล่าสุด AIS ได้ต่อยอดสู่ หลักสูตร AI Literacy เพื่อเตรียมความพร้อมคนไทยรับมือกับการเข้ามาของ AI และประกาศชัดว่าก้าวถัดไปคือ Relationship Literacy หรือการสร้างความฉลาดทางความสัมพันธ์ให้กับสังคมไทย
"เราเริ่มจาก Digital Literacy, AI Literacy และก้าวต่อไปจะเป็น Relationship Literacy นี่คือสิ่งที่เรา Promise และ Keep Our Commitment" สายชล กล่าว

เปลี่ยนพื้นที่ดิจิทัลให้เชื่อมโยงสู่โลกจริง
นอกจากการสร้างองค์ความรู้ AIS ยังเตรียมต่อยอดแนวคิดดังกล่าวผ่าน AIS SIAM ซึ่งจะพัฒนาให้เป็น People Connected Hub พื้นที่สำหรับให้ผู้คนได้พบปะ แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และทำกิจกรรมร่วมกันในโลกจริง
พร้อมกันนี้ AIS ยังประกาศสนับสนุนการผลักดัน Human Connection Pledge ผ่านเครือข่ายลูกค้าองค์กร พันธมิตร และภาคธุรกิจทั่วประเทศ เพื่อชวนองค์กรต่าง ๆ ร่วมสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ส่งเสริมความสัมพันธ์และสุขภาวะทางสังคมของพนักงาน
ในวันที่เทคโนโลยีทำให้การเชื่อมต่อเกิดขึ้นได้เพียงปลายนิ้ว ความท้าทายของสังคมอาจไม่ใช่การทำให้ผู้คน "ติดต่อกัน" ได้มากขึ้น หากคือการทำให้ผู้คน "รู้สึกเชื่อมโยง" กันมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพไม่ได้เป็นเพียงรากฐานของสุขภาวะที่ดีของแต่ละคน แต่ยังเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวด้วย