Advertorial

คุยกับ 2 กูรู Startup “เนีย อียาร์” และ “สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์” Startup ต้องทำ Product อย่างไร ให้ลูกค้าหันมาสนใจในยุค “ข้อมูลข่าวสาร” ทะลักล้น

ในยุคที่ “ข้อมูลข่าวสาร” ทะลักล้น กลายเป็นงานยากของStartup ที่จะออกแบบ สินค้าและบริการ ให้ลูกค้าหันมาสนใจ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของสินค้าและบริการ ไม่ได้หมายความว่าต้องใหม่ที่สุดหรือ มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่ต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าเกิดความความสะดวกในการใช้งาน ใช้ง่าย ใช้ถี่และก…

open_dtacnew

ในยุคที่ “ข้อมูลข่าวสาร” ทะลักล้น กลายเป็นงานยากของStartup ที่จะออกแบบ สินค้าและบริการ ให้ลูกค้าหันมาสนใจ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของสินค้าและบริการ ไม่ได้หมายความว่าต้องใหม่ที่สุดหรือ มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่ต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าเกิดความความสะดวกในการใช้งาน ใช้ง่าย ใช้ถี่และก่อทำให้เกิดความประทับใจมากขึ้นด้วย

แต่เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะทำกันง่ายๆ จากการพูดคุยกับ 2 กูรู Startup ได้แก่ “เนีย อียาร์” (Nir Eyal) ผู้เขียนหนังสือ Hook ติดTop 5 หมวด Product Design ใน Amazon ที่ Startup ต้องเคยอ่าน โดยเนียจบการศึกษาและสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ประเทศสหรัฐอเมริกา

1_dtac

อีกบทบาทหนึ่งคือการเป็นที่ปรึกษา Tech Startup ที่คุ้นหูกันดีอย่างทั้ง Facebook โดยตัวเขาจะเป็นที่ปรึกษาให้กับStartup ที่มี Product สามารถต่อยอด และทำให้ลูกค้าสามารถใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ ส่วนอีกรายคือ “สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์” กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ซึ่งเป็นที่รู้จักในกลุ่ม Startup คนไทยอยู่แล้ว

2_dtac

ทั้งคู่อธิบายว่า การจะทำ Product Design ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถเข้าไปแก้ปัญหาหรือ Pain Point จริงๆ ของลูกค้าได้Startup หลายรายต้องการทำ Product ที่เจ๋งๆ คลูๆ จนลืมไปว่า Product ที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ Product ที่ชนะเลิศก็ได้ Product ที่เจ๋งที่สุดไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่ที่สำคัญต้องสามารถเข้าไปแก้ปัญหาให้ User ได้ต่างหาก เพราะหากสามารถทำ Product หรือบริการที่ลูกค้าอยากใช้ทุกวัน จะทำให้ลูกค้าที่อยู่กับ Product นั้นๆไปตลอด จะเปลี่ยนใจไปใช้สินค้าหรือบริการของรายอืนได้ยากมากยิ่งขึ้น

Facebook ที่พวกเราใช้กันทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง คือตัวอย่างที่ดีในการอธิบาย Hook Model ที่คิดขึ้นโดย “เนีย อียาร์” โดยตัว Hook Model มีการทำงานแบบวัฏจักรประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  • Trigger คือตัวกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน เช่น คนส่วนใหญ่เมื่อรู้สึกเบื่อมักจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดเล่น
  • Action คือการกดเข้าไปใน Facebook
  • Variable Reward มี New Feeds โผล่ขึ้นมา โดยจะต้องทำให้ง่าย เช่นกดเข้าแอป Facebook ทันทีไม่ต้องล็อคอิน อีกทั้งต้องมี เซอร์ไพรส์ ไถฟีดไปเรื่อย ผู้ใช้จะไม่รู้เลยว่าจะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง
  • Investment หมายถึง User ต้องทำอะไรบ้างอย่างกับแอพพลิเคชั่น เช่นปุ่มไลค์ คอมเมนต์ แชร์ ที่จะก่อให้เกิดเรื่องราวต่อไปเรื่อยๆ
8_dtac

Facebook อาจเป็น Startup รายใหญ่ที่ดูไกลตัวไปบ้าง “สมโภชน์” จึงยกตัวอย่าง Startup ของไทย นั้นคือ Skootar บริการเรียกแมสเซ็นเจอร์ออนไลน์ สำหรับรับเช็คหรือวางบิล หลายคนอาจดูเป็นงานที่ง่าย ก็แค่งานรับจ้างอีกทั้งยังมียักษ์ใหญ่ลงมาเล่นสนามนี้ด้วยราคาที่ถูกกว่าอีกต่างหาก

แต่อัตราการใช้งานซ้ำถึง 93% ไม่เปลี่ยนไปใช้ หรือ เปลี่ยนไปสุดท้ายก็กลับมาใช้อีก นั้นเพราะ Skootar ออกแบบมาให้ตอบกับ Habits หรือ นิสัยของ SME โดยเฉพาะ ที่ต้องส่งเอกสารไปหลายๆ จุด พร้อมกับทำหลายหน้าที่ทั้ง รับเช็ค วางบิล เก็บเอกสาร ซึ่งแต่ละชุดไม่เหมือนกัน ไปจนถึงระบบเครดิตใช้ก่อนจ่ายเงินทีหลัง ดูรายการใช้ไปกี่รอบแล้วค่อยจ่าย เหล่านี้กลายเป็น Habits ที่ทำให้SME  ไม่อยากออกจากแพลตฟอร์มนี้ไป ถึงจะมีสิ่งยั่วยุอื่นๆ เข้ามาในธุรกิจก็ตาม

4_dtac

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้ง Big Data, AI และMachine Learning ก็ขาดไม่ได้ ซึ่งจะมีเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในมุมของ Investment เช่นการที่มีผู้บริโภคเข้ามาใช้งาน จะทำให้เราสามารถจับข้อมูลที่มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคมหาศาลมาพัฒนา Product ได้ ทำให้ Speed ของ Hook เร็วขึ้นไปอีกเพราะมีข้อมูลเข้ามาซัพพอร์ต

ตัวอย่างเช่น Finnomena แพลตฟอร์มเพื่อการเงินการลงทุนตามปรกติแล้วคนเราจะลงทุนกันไม่บ่อย อาจจะเดือนละครั้งไตรมาสละครั้ง หรือปีละครั้งก็ยังมี ด้วยความไม่บ่อยนี้เองFinnomena จึงหยิบเอา Hook Model มาปรับใช้

โดยการสร้างคอมมูนิตี้ขึ้นมา เพื่อก่อให้เกิดการ เอ็นเกจ” ผ่านการสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับการเงินการลงทุน ถึงคนที่เข้ามาอ่านจะไม่ได้ลงทุนทันที แต่เพราะเข้ามาอ่านทุกวันเมื่อเกิดความต้องการลงทุนจึงจะนึกถึง Finnomena เป็นอันดับแรก

open_dtac-1

​อย่างไรก็ตามจากการที่ “เนีย อียาร์” ได้มีโอกาสสัมผัสกับ Startup มา 4 ปี ผ่านโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท สิ่งที่เขาพบคือ เริ่มเห็นทิศทางของ Startup เจ้าใหญ่ที่อยู่รอด สามารถสร้างรายได้และกำไรแล้ว Founder หรือผู้ก่อตั้ง นำเงินมาลงทุนกลับมาลงทุนใน Startup ที่กำลังเริ่มก่อตั้ง รวมไปถึงเป็นคนช่วยเหลือให้คำแนะนำ ซึ่งลักษณะเช่นนี้เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นใน ซิลิคอน วัลเลย์​

แต่ถึงจะอยู่ในช่วงของการเติบโตหากก็มีเรื่องท้าทายถึง 2 ข้อด้วยกัน ข้อแรกคือไม่ค่อยเห็นคนที่มี Talent หรือเก่งเรื่องเทคโนโลยีมากๆ อยู่ในเมืองไทยสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อไปเรียนต่างประเทศก็ถูกบริษัทใหญ่ๆ ดึงไปทำงานด้วยหมด และสองต้องมีหน่วยงานที่เหมือนกับ “ดีแทค แอคเซอเลอเรท” ขึ้นมาอีก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะเข้ามาผลักดันให้ Startup เติบโตอย่างแข็งแรง

6_dtac

ขณะเดียวกัน “สมโภชน์” เสริมขึ้นมาว่า อีกข้อที่ Startup กำลังขาดคือ “Global Mindset” Founder ต้องไม่มอง Product ที่จะตอบโจทย์คนในประเทศแค่ล้านคน หากต้องมองไปถึงการพัฒนาให้คนในภูมิภาคนับร้อยล้านคนใช้งานด้วย

เช่น Tech Education ในไนจีเรียที่ได้รับการสนับสนุนจาก Google แม้จะเพิ่งปล่อย Product เพียง 2 อาทิตย์ แต่กลับมีผู้ใช้งานถึง 2 ล้าน User ซึ่งเกิดจากมุมมองของ Founder ที่ไม่ได้ต้องการจับกลุ่มคนในประเทศอย่างเดียว

7_dtac

ท้ายนี้ “เนีย อียาร์” ให้คำแนะนำกับ Startup ว่า แม้ Hook Model จะช่วยให้ Startup ประสบความสำเร็จ แต่อย่าลืมว่าทั้ง 4 องค์ประกอบสำคัญเหมือนกันหมด ที่ผ่านมา Startup หลายรายให้ความสำคัญน้อยที่สุดในข้อ  Investment ด้วยมองว่า ลูกค้าใช้แล้วแฮปปี้จะลงทุนทำไมอีก แต่ลืมไปว่า Investment ที่ดีจะกระตุ้นให้User กลับมาและใช้ซ้ำอยู่เรื่อยๆ

เพราะฉะนั้นอย่าลืม “Investment” !!!