ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศทางเลือกที่เจ็บปวดด้วยการปลดพนักงานทันที 4,800 คน (คิดเป็น 2.1% ของพนักงานทั้งหมด) ซึ่งนี่คือความพยายามล่าสุดของยักษ์ใหญ่ไอทีในการรีดไขมันและลดต้นทุน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนโลก
โดยหัวเรือใหญ่ฝ่ายบุคคลของไมโครซอฟท์ที่ทำงานมานานกว่า 27 ปี อย่าง "เอมี โคลแมน" ได้ส่งข้อความหาพนักงานใจความว่า "วิธีที่พวกเราสร้าง นำไปใช้ และใช้งานเทคโนโลยีในตอนนี้ มันกำลังเปลี่ยนแปลงไปเร็วที่สุดแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตการทำงานของฉันเลย"
Xbox ปลดคนหนักสุด
ในภาพรวมแล้ว แผนก Xbox จะต้องลดพนักงานลงราว ๆ 1 ใน 5 (หรือประมาณ 20% ของแผนก) คิดเป็นจำนวนทั้งหมด 3,200 คน แต่เนื่องจากโครงสร้างองค์กรมันใหญ่มาก อาชา ชาร์มา ซีอีโอของ Xbox เลยส่งอีเมลแจ้งพนักงานว่า บริษัทไม่สามารถปรับเปลี่ยนทุกอย่างให้เสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว จึงจำเป็นต้องแบ่งโควตา 3,200 คนนี้ออกเป็น 2 ช่วง:
- ล็อตแรก (1,600 คน): โดนให้ออกทันทีตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา (รวมอยู่ในยอด 4,800 คนของทั้งบริษัท)
- ล็อตที่สอง (อีก 1,600 คนที่เหลือ): จะเป็นการค่อย ๆ ทยอยคัดคนออกไปเรื่อย ๆ ตลอดปีงบประมาณ 2027
ทางซีอีโอของ Xbox ยอมรับว่า การปรับโครงสร้างองค์กรที่ลากยาวเป็นปีแบบนี้มันสร้างความอึดอัดและท้าทายให้คนทำงานมาก ๆ แต่เธอก็ให้ความหวังว่า "พวกเราจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2027"
เกิดอะไรขึ้นกับไมโครซอฟท์? ทำไมต้องทำขนาดนี้?
ถ้าพูดกันตามตรง ในบรรดาหุ้นเทคโนโลยีกลุ่มยักษ์ใหญ่ (Megacap) ด้วยกัน ช่วงต้นปี 2026 นี้ ไมโครซอฟท์ถือว่าทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุด โดยราคาหุ้นร่วงลงไปถึง 19%
สาเหตุมาจากนักลงทุนเริ่มกังวลว่า Generative AI กำลังจะเข้ามาแย่งตลาดซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำหลักของไมโครซอฟท์ แถมบริการ AI ที่ไมโครซอฟท์เข็นออกมาเองก็ยังไม่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำอย่างที่คาดหวัง นี่ยังไม่นับรวมรายได้ฝั่งเครื่องเกม Xbox, ยอดขายแท็บเล็ต Surface และยอดค่าลิขสิทธิ์ Windows ที่พากันหดตัวลง (แม้ว่าฝั่งระบบคลาวด์และ LinkedIn จะยังเติบโตดีอยู่ก็ตาม) ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ไมโครซอฟท์ก็เพิ่งปลดคนไปหลายรอบ โดยมีรอบใหญ่รอบหนึ่งที่ตัดไปถึง 9,000 ตำแหน่ง
พอมีข่าวปลดคนรอบนี้ออกมา วันจันทร์ที่ผ่านมาหุ้นไมโครซอฟท์ก็ขยับลดลงอีก 1% ในขณะที่ภาพรวมของตลาดหุ้นเทคโนโลยี (Nasdaq) บวกสวนขึ้นไป 1%
ปล่อยมือสตูดิโอเกม - เลิกแบกธุรกิจที่ไม่ใช่ทาง
นอกจากปลดคนแล้ว ไมโครซอฟท์ยังตัดสินใจ ปล่อยมือจากสตูดิโอสร้างเกม 4 แห่ง เพื่อลดภาระและหันไปโฟกัสธุรกิจหลัก รวมถึงปรับลดขนาดฝั่งทีมเซลส์ (Commercial Business) ที่ขายงานให้ลูกค้าองค์กรด้วย โดยสตูดิโอเกมที่ได้รับผลกระทบ มีดังนี้ครับ:
- Compulsion Games และ Double Fine Productions (ที่ซื้อมาช่วงปี 2010+) จะได้แยกตัวกลับไปเป็นค่ายเกมอิสระเหมือนเดิม ซึ่งทาง Double Fine ได้โพสต์ขอบคุณ Xbox ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา และดีใจที่ผลลัพธ์ออกมาในเวย์ที่ได้เป็นเจ้าของเกมของตัวเองอีกครั้ง
- Ninja Theory และ Undead Labs (ที่ซื้อมาปี 2018) ตอนนี้เซ็นสัญญาเตรียมย้ายไปอยู่กับเจ้าของรายใหม่แล้ว
- Arkane Studios (ค่ายเกมสัญชาติฝรั่งเศสที่ได้มาตอนซื้อกิจการ ZeniMax มูลค่า 8.1 พันล้านดอลลาร์เมื่อปี 2021) ตอนนี้กำลังเจรจากับสภาแรงงานในยุโรปเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดอยู่
เรื่องนี้ นักวิเคราะห์จากสำนัก DA Davidson ถึงกับออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อ CNBC เลยว่า "Xbox ไม่ใช่ธุรกิจที่ไมโครซอฟท์จำเป็นต้องอยู่ หรือควรจะอยู่ด้วยซ้ำ ดีไม่ดีในอนาคตพวกเขาอาจจะแยกแผนกนี้ (Spin-off) ออกไปเลยก็ได้"
โครงการเออร์ลี่รีไทร์ และความจริงเรื่อง "AI แย่งงาน"
ก่อนหน้าที่จะปลดคนรอบนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์เคยเปิดโครงการให้พนักงานในสหรัฐฯ ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการอาวุโส (Senior Director) ลงไป สมัครใจลาออกล่วงหน้าโดยให้เงินก้อนพ่วงท้าย (Voluntary Retirement Program) ซึ่งมีคนสนใจเซ็นใบลาออกไปมากกว่า 1 ใน 3 และบริษัทก็เล็งจะใช้แผนนี้อีกในอนาคตเพื่อเลี่ยงการปลดกะทันหัน
ส่วนประเด็นที่คนในวอลล์สตรีทวิจารณ์ว่า "สัตยา นาเดลลา" (ซีอีโอใหญ่) ยังไม่มีแผนกลยุทธ์เรื่อง AI และพวกระบบอัตโนมัติ (Agents) ที่ชัดเจนเลยนั้น... ทางหัวหน้าฝ่ายบุคคลย้ำชัด ๆ ว่า "การปลดพนักงานรอบนี้ ไม่ใช่การเอา AI มาทำงานแทนคน"
แต่เธอก็ทิ้งท้ายไว้ว่า "สิ่งที่เป็นเรื่องจริงคือ AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงาน งานรูทีนบางอย่างที่เราทำทุกวันมันกลายเป็นระบบอัตโนมัติไปแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนต้องไม่หยุดเรียนรู้ ต้องสร้างทักษะใหม่ ๆ และปรับตัวให้ทัน ลูกค้าของเราเองก็กำลังเจอความเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนกัน และพวกเขากำลังรอให้เราช่วยนำทาง ซึ่งเราจะไปช่วยลูกค้าไม่ได้เลย... ถ้าเรายังไม่เริ่มปรับเปลี่ยนที่ตัวเราเองก่อน"