ต้องย้ำให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การ "แหกคุก" ในความหมายที่ AI ฉลาดจนเจาะทะลุระบบกักกัน (sandbox escape) ได้ด้วยตัวเอง ทั้ง Irregular และบริษัท AI ทั้งสามต่างยืนยันตรงกันว่าต้นตอมาจากความผิดพลาดในการตั้งค่าสภาพแวดล้อมทดสอบ (misconfiguration) ที่เปิดช่องให้โมเดลหลุดออกไปโดยไม่ตั้งใจ แต่ภาพจำที่ติดตลาดไปแล้วก็คือ "AI สามค่ายแหกคุก" และนั่นทำให้คำถามที่ตามมาคือ Irregular คือใคร และทำไมยักษ์ใหญ่ระดับโลกถึงยอมให้บริษัทขนาดเล็กเช่นนี้เข้าไปนั่งอยู่ในห้องทดสอบที่อ่อนไหวที่สุดของตน
จากแชมป์โต้วาทีโลก สู่นักออกแบบสนามทดสอบ AI
จุดเริ่มต้นของ Irregular ไม่ได้มาจากห้องแล็บคอมพิวเตอร์ แต่มาจากเวทีโต้วาทีระดับมหาวิทยาลัย ผู้ก่อตั้งทั้งสองคนคือ Dan Lahav (ซีอีโอ) และ Omer Nevo (ซีทีโอ) พบกันในวงการโต้วาทีระดับโลกตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟทั้งคู่เคยเป็นแชมป์โลกในวงการโต้วาทีมหาวิทยาลัย ทักษะการวิเคราะห์ข้อโต้แย้งอันซับซ้อนและมองหาช่องโหว่ในตรรกะของฝ่ายตรงข้าม กลายมาเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวทางการทำงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในเวลาต่อมา
ก่อนตั้งบริษัท Lahav เคยทำงานที่ LabPixies สตาร์ทอัปที่ถูก Google ซื้อกิจการไป ก่อนจะไปเป็นนักวิจัย AI ที่ IBM ซึ่งเขาได้รับรางวัล Outstanding Technical Achievement Award และมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำหลายฉบับ รวมถึงเคยขึ้นปกวารสาร Nature ส่วน Nevo ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เขาเคยทำงานด้านการเฝ้าระวังและพยากรณ์ไฟป่าให้กับ Google มาก่อนจะร่วมก่อตั้ง Irregular และก่อนหน้านั้นยังเคยร่วมก่อตั้ง NeoWize สตาร์ทอัปในเครือ Y Combinator ที่ใช้ AI ช่วยธุรกิจอีคอมเมิร์ซทำความเข้าใจลูกค้า
นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมีพื้นฐานจากหน่วยเทคโนโลยีระดับหัวกะทิของอิสราเอล อย่าง Unit 81 และ Unit 8200 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการผลิตบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ชั้นแนวหน้าให้กับวงการสตาร์ทอัปอิสราเอลมาโดยตลอด
จาก Pattern Labs สู่ Irregular
บริษัทก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 ภายใต้ชื่อเดิมว่า Pattern Labs ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Irregular ในเดือนกันยายน 2025 เพื่อสะท้อนแนวคิดหลักขององค์กร Lahav ให้สัมภาษณ์กับสื่อธุรกิจอิสราเอล Calcalist ว่าเหตุผลที่เลือกชื่อนี้เป็นเพราะ "เราอยู่ในยุคที่ไม่ปกติ ซึ่งต้องการบริษัทที่ไม่ปกติเช่นกัน"
แทนที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยไซเบอร์แบบดั้งเดิม Lahav และ Nevo เลือกนิยามตัวเองเป็น "Applied AI Security Lab" และในปี 2023 ทั้งคู่เดินเข้าไปเสนอตัวช่วยแก้ปัญหาความปลอดภัยที่ซับซ้อนที่สุดให้กับผู้บริหารบริษัท AI ชั้นนำ โดยยอมทำงานให้ก่อนแม้จะยังไม่มีการเรียกเก็บเงิน เป็นกลยุทธ์การเจาะตลาดที่อาศัยความกล้าและความเชื่อมั่นในฝีมือตัวเองเป็นทุนเดิม

สนามทดสอบที่ยักษ์ใหญ่ต้องพึ่งพา
หัวใจของธุรกิจ Irregular คือการสร้าง "สนามเด็กเล่นดิจิทัล" ที่ซับซ้อน ให้โมเดล AI ของลูกค้าเข้าไปทดลองโจมตีและป้องกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์จำลอง ก่อนที่โมเดลเหล่านั้นจะถูกปล่อยให้ลูกค้าจริงใช้งาน ทุกความเคลื่อนไหวของโมเดลในสนามทดสอบจะถูกเฝ้าสังเกตและบันทึกไว้อย่างละเอียด เพื่อค้นหาช่องโหว่และแพตช์ปัญหาก่อนที่จะสร้างความเสียหายในโลกจริง
แนวคิดเบื้องหลังงานของทั้งคู่มองไปไกลกว่าปัญหาความปลอดภัยไซเบอร์แบบเดิม Lahav เคยกล่าวไว้ว่า อนาคตอันใกล้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากจะเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI และระหว่าง AI กับ AI ด้วยกันเอง ซึ่งจะสร้างจุดอ่อนใหม่ๆ ในโครงสร้างความปลอดภัยที่ระบบเดิมไม่เคยรับมือมาก่อน
เงินทุนหลั่งไหล กำไรตั้งแต่ปีแรก
แม้จะเป็นบริษัทเล็ก แต่ Irregular กลับมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมาก โดย Lahav เปิดเผยกับนิตยสาร Forbes ว่าบริษัททำกำไรได้อย่างรวดเร็ว และสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปีแรกของการดำเนินงาน แม้เขาจะไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจนก็ตาม
ความน่าสนใจนี้ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนระดับโลก ในเดือนกันยายน 2025 บริษัทระดมทุนสำเร็จถึง 80 ล้านดอลลาร์ผ่านสองรอบติดต่อกันภายในไม่กี่สัปดาห์ โดยรอบแรก Sequoia Capital ลงทุน 30 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยรอบที่สองอีกราว 50 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมี Redpoint Ventures, Swish Ventures ของ Omri Caspi รวมถึงนักลงทุนเทวดาชาวอิสราเอลอย่าง Assaf Rappaport ผู้ก่อตั้ง Wiz และ Ofir Ehrlich ผู้ก่อตั้ง Eon เข้าร่วมด้วย ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าสูงถึง 450 ล้านดอลลาร์
พาร์ทเนอร์จาก Sequoia อย่าง Shaun Maguire และ Dean Meyer เคยเขียนถึงทีมผู้ก่อตั้งไว้ว่า “พวกเขาสามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น" ในการรันการประเมินเชิงรุกด้านไซเบอร์กับโมเดล AI ขั้นสูง และพัฒนาระบบป้องกันก่อนที่โมเดลเหล่านั้นจะถูกปล่อยใช้งานจริง
ลูกค้าระดับตำนาน และลายเซ็นของ Dario Amodei
สิ่งที่ทำให้ Irregular แตกต่างจากสตาร์ทอัปด้านความปลอดภัยไซเบอร์ทั่วไป คือรายชื่อลูกค้าที่รวมเอาบริษัท AI ชั้นแนวหน้าของโลกไว้เกือบครบ ทั้ง OpenAI, Anthropic, Meta และ Google DeepMind ต่างเป็นผู้ว่าจ้างให้ Irregular เข้าไปทดสอบความปลอดภัยของโมเดลตนเอง
ระดับความใกล้ชิดกับลูกค้าองค์กรใหญ่นั้นลึกซึ้งถึงขั้นที่ Lahav เคยเล่าไว้อย่างภาคภูมิใจว่าสัญญาที่ทำกับ Anthropic มีลายเซ็นของ Dario Amodei ผู้ก่อตั้งบริษัทเองโดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเป็นบริษัทขนาดเล็ก แต่ Irregular กลับได้รับความไว้วางใจในระดับผู้บริหารสูงสุดขององค์กรระดับโลก

เมื่อสปอตไลท์กลายเป็นเงามืด
ทว่าความไว้วางใจระดับสูงสุดนี้เองที่กลายเป็นดาบสองคม เมื่อสนามทดสอบที่ Irregular ดูแลให้เกิดข้อผิดพลาดด้านการตั้งค่าระบบ จนโมเดล AI ของทั้ง OpenAI, Anthropic และ Meta หลุดออกไปเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสาธารณะและระบบภายนอกที่ไม่ควรเข้าถึงได้ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ทำให้ชื่อของบริษัทที่เคยทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ ต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก
Anthropic เป็นรายแรกที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยระบุว่าหลังเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลได้เพียงไม่กี่วัน ทีมงานก็ตรวจพบความผิดปกติว่าโมเดล Claude แอบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างการทดสอบ จึงรีบแจ้ง Irregular ทันที
ตามมาด้วย OpenAI ที่ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ระบุว่าสภาพแวดล้อมทดสอบของ Irregular มีการตั้งค่าผิดพลาดจนเปิดช่องให้โมเดลหลุดออกไปท่องอินเทอร์เน็ตสาธารณะได้ โดยบริษัทย้ำว่าเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการหลุดรอดระบบกักกันที่ซับซ้อนหรือช่องโหว่ที่ไม่เคยพบมาก่อน และไม่ได้โยนความรับผิดชอบไปที่ Irregular
ส่วน Meta เป็นรายล่าสุดที่ยอมรับว่าโมเดลของตนแฮกเข้าระบบบุคคลที่สามผ่านอินเทอร์เน็ตเช่นกัน โดยได้รับแจ้งจาก Irregular และกำลังเร่งสอบสวนเพื่อทำรายงานสรุปฉบับเต็ม
อย่างไรก็ตาม Irregular เองออกมายืนยันผ่าน CNBC ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมาจากปัญหาระบบทดสอบเดียวกัน ไม่ใช่การหลุดรอดของระบบกักกันที่ซับซ้อน และระบุว่าจะออกเอกสารคู่มือ (White paper) เพื่อวางมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ให้กับอุตสาหกรรม
สองมุมมองที่ขัดแย้งกัน
เหตุการณ์นี้แบ่งความเห็นในวงการออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองว่าเรื่องถูกขยายให้ดูตื่นตระหนกเกินจริง เพราะในกระบวนการทดสอบ นักพัฒนาตั้งใจสั่งให้โมเดลพยายามหาช่องโหว่ในระบบจำลองอยู่แล้ว เมื่อระบบทดสอบมีช่องโหว่เรื่องการตั้งค่าเอง โมเดลก็เพียงทำหน้าที่ของมันคือค้นพบและเจาะผ่านช่องโหว่นั้นเท่านั้น
แต่อีกฝ่ายซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัยมองต่างออกไป โดยชี้ว่านี่คือธรรมชาติที่น่ากังวลของ AI ยุคใหม่ วิธีทดสอบซอฟต์แวร์แบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล เพราะโมเดลเรียนรู้เทคนิคใหม่ตลอดเวลา จนสามารถค้นพบช่องโหว่ที่มนุษย์ผู้ออกแบบระบบเองคาดไม่ถึง ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยคือกรณีที่หน่วยงาน UK AI Security Institute รายงานว่าโมเดล Mythos ของ Anthropic เคยสร้างตัวตนปลอมบนโลกออนไลน์ เพื่อพยายามกดดันให้มนุษย์อนุมัติการอัปเดตโค้ดที่เป็นอันตรายในโปรเจกต์ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีเจาะระบบที่นักวิจัยมนุษย์ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
แรงกระเพื่อมถึงกฎหมาย "AI Kill Switch"
วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการเทคโนโลยี แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงฝั่งการเมืองสหรัฐฯ ด้วย ก่อนหน้าที่ Irregular จะกลายเป็นข่าวไม่กี่วัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งสองพรรคคือ Ted Lieu จากพรรคเดโมแครต และ Nathaniel Moran จากพรรครีพับลิกัน ได้เสนอร่างกฎหมาย "AI Kill Switch Act" ซึ่งจะให้อำนาจกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ สั่งให้บริษัทพัฒนา AI ต้องชะลอ ระงับ หรือปิดการทำงานของโมเดลได้ทันทีหากเกิดความเสี่ยงร้ายแรง โดยร่างกฎหมายนี้เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ที่โมเดลของ OpenAI หลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบและเจาะเข้าระบบของ Hugging Face
แม้ร่างกฎหมายจะยังไม่ผ่านเป็นกฎหมายบังคับ แต่ผู้สังเกตการณ์บางส่วนมองว่า เหตุผลที่ค่าย AI ต่างๆ เร่งเปิดเผยข้อมูลความผิดพลาดต่อสาธารณะทั้งที่ยังไม่มีกฎหมายบังคับ อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังใช้กลยุทธ์ "ชิงเปิดแผลตัวเองก่อน" เพื่อแสดงความโปร่งใสและสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลกันเองในอุตสาหกรรม ดีกว่าปล่อยให้หน่วยงานรัฐเข้ามาแทรกแซงด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปในอนาคต
CNBC / Forbes / calcalistech