Digital

กระแส AI ดันยอดส่งมอบ ‘AI Glasses’ ครึ่งปีแรกโต 263% ‘Meta’ ครองตลาด 94%

ครั้งหนึ่งแว่นตาอัจฉริยะเคยเป็นเทคโนโลยีที่ถูกตั้งคำถามว่า ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีมันไปทำไม เพราะแม้จะสามารถติดตั้งกล้อง หน้าจอ และระบบคอมพิวเตอร์ลงบนแว่นได้ แต่การทำให้ผู้คนยอมสวมใส่อุปกรณ์เหล่านี้ในชีวิตประจำวันกลับไม่ใช่เรื่องง่าย

METAGLASSES-01_0.jpg

วันนี้ เมื่อ AI เข้ามาเพิ่มความสามารถให้กับแว่นตา โจทย์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป จากอุปกรณ์ไฮเทคที่ต้องหาประโยชน์ใช้สอยให้ชัดเจน สู่แว่นที่ผู้ใช้สามารถถามคำถาม ถ่ายภาพ แปลภาษา และเข้าถึงผู้ช่วย AI ได้โดยไม่จำเป็นต้องหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาทุกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนผ่านตัวเลขตลาด โดย Counterpoint Research รายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ยอดส่งมอบ AI Glasses ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 263% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ Meta กลายเป็นผู้เล่นที่ครองตลาดอย่างโดดเด่น โดยมีส่วนแบ่งถึง 94% ในตลาด AI Glasses แบบไม่มีหน้าจอ ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนมากที่สุดของตลาด AI Glasses ในปัจจุบัน

ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของแว่นอัจฉริยะในยุคนี้ไม่ได้เกิดจากการนำหน้าจอหรือคอมพิวเตอร์มาไว้บนใบหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำให้อุปกรณ์ที่ผู้คนคุ้นเคยอย่างแว่นตา กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเข้าถึง AI

เมื่อ AI ทำให้แว่นตาเริ่มมีเหตุผลที่ต้องใช้

ปัญหาสำคัญของ Smart Glasses ในอดีตไม่ใช่เพียงข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่เป็นคำถามว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเข้ามาแก้ปัญหาอะไรในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

กรณีของ Google Glass ซึ่งเปิดตัวเมื่อกว่าทศวรรษก่อน เป็นตัวอย่างหนึ่งของความพยายามนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาไว้บนแว่นตา แต่ผลิตภัณฑ์กลับเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งราคา ประโยชน์ใช้สอย และความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว จนไม่สามารถขยายไปสู่ตลาดผู้บริโภควงกว้างได้ตามที่คาดหวัง

หลังจากนั้น บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งยังคงพัฒนาแว่นอัจฉริยะต่อเนื่อง โดยเฉพาะแว่น AR ที่มีหน้าจอแสดงข้อมูลซ้อนทับกับโลกจริง อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ประเภทนี้มักมีต้นทุนสูงกว่าและมีข้อจำกัดด้านขนาดกับการใช้งาน ทำให้ยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภคทั่วไป

การมาถึงของ AI ทำให้โจทย์เปลี่ยนไป เพราะแว่นไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กหรืออุปกรณ์แสดงผลอีกต่อไป แต่สามารถเป็นช่องทางให้ผู้ใช้เข้าถึง AI ผ่านเสียงและกล้องได้โดยตรง

ผู้ใช้สามารถถามคำถามกับ AI ให้ช่วยอธิบายสิ่งที่กำลังมองเห็น ใช้กล้องถ่ายภาพหรือวิดีโอ สั่งงานด้วยเสียง ฟังเพลง หรือรับสายโทรศัพท์ได้ ความสามารถเหล่านี้ทำให้แว่นมีบทบาทมากกว่าการเป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพหรือ Gadget สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี

หัวใจสำคัญคือกล้องและไมโครโฟนช่วยให้ AI เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังเห็นหรือได้ยินได้มากขึ้น จึงมีโอกาสให้ความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับบริบทตรงหน้าได้มากกว่าการสนทนาผ่านข้อความเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดไม่ได้หมายความว่า AI เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้ยอดส่งมอบเพิ่มขึ้น เพราะการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายช่องทางจำหน่าย และการเข้าสู่ตลาดใหม่ก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน

AI Glasses โต 263% แต่ตลาดส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าจอ

ข้อมูลจาก Counterpoint Research แสดงให้เห็นว่า AI Glasses ไม่ได้เติบโตในอัตราเดียวกันทุกประเภท โดยแว่น AI แบบไม่มีหน้าจอเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุด

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แว่น AI แบบไม่มีหน้าจอคิดเป็นประมาณ 96% ของยอดส่งมอบ AI Glasses ทั้งหมด และมียอดส่งมอบเติบโต 258% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับแว่นตาทั่วไป โดยอาศัยกล้อง ไมโครโฟน ลำโพง และระบบ AI เป็นองค์ประกอบหลัก แทนที่จะใช้หน้าจอแสดงข้อมูลอยู่ตรงหน้า

ในทางกลับกัน แว่น AR + AI ซึ่งมีหน้าจอสำหรับแสดงข้อมูลดิจิทัลในมุมมองของผู้ใช้ มียอดส่งมอบเติบโตถึง 449% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ยังมีฐานตลาดเล็กกว่าอย่างมาก

ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า ตลาดกำลังเติบโตจากผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องปรับพฤติกรรมมากนัก มากกว่าการผลักดันแว่นที่มีความสามารถด้านการแสดงผลซับซ้อนเพียงอย่างเดียว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้บริโภคอาจยังไม่ได้ต้องการคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนใบหน้า แต่เริ่มมีเหตุผลที่จะสนใจอุปกรณ์ที่ทำให้เข้าถึง AI ได้สะดวกขึ้น

images-15.jpeg

ทำไม Meta ถึงครองตลาดได้ถึง 94%

ท่ามกลางการเติบโตของตลาด Meta เป็นบริษัทที่ได้เปรียบอย่างชัดเจน โดย Counterpoint Research ระบุว่า Meta ครองส่วนแบ่งประมาณ 94% ของยอดส่งมอบ AI Glasses แบบไม่มีหน้าจอทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขณะที่ยอดส่งมอบของบริษัทในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 260% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ผลิตภัณฑ์สำคัญคือ Ray-Ban Meta ซึ่งพัฒนาร่วมกับ EssilorLuxottica เจ้าของแบรนด์ Ray-Ban โดยนำกล้อง ไมโครโฟน ลำโพง และความสามารถด้าน AI มาไว้ในแว่นที่ยังคงรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับแว่นแฟชั่นทั่วไป

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์จึงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการออกแบบและการสร้างประสบการณ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่ากำลังสวมคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ไฮเทคขนาดใหญ่ไว้บนใบหน้า

เมื่อเพิ่มความสามารถด้าน AI เข้าไป แว่นก็สามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการถ่ายภาพหรือฟังเพลง ผู้ใช้สามารถสั่งงานด้วยเสียง ถามคำถาม และใช้ AI ช่วยตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้

Meta ยังได้เปรียบจากการมีผลิตภัณฑ์อยู่ในตลาดก่อนคู่แข่งรายใหญ่ โดย Ray-Ban Meta เปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 ทำให้บริษัทมีเวลาในการขยายช่องทางจำหน่ายและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่แล้ว การขยายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ และการเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกยังช่วยให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกตัวเลขให้ชัดเจนว่า 94% เป็นส่วนแบ่งในตลาด AI Glasses แบบไม่มีหน้าจอ ไม่ใช่ส่วนแบ่งของ Smart Glasses ทุกประเภท และไม่ใช่สัดส่วนของตลาด AI Glasses ที่รวมแว่น AR + AI ด้วย

66a82465aab37011780b842c.webp

คู่แข่งรายใหญ่เริ่มขยับ เมื่อแว่นกลายเป็นอีกสนามของ AI

การเติบโตของตลาดกำลังดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่มากขึ้น ทั้ง Google, Samsung และ Apple รวมถึงบริษัทจีนอย่าง Alibaba, Huawei และ Xiaomi

การแข่งขันในระยะต่อไปจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างแว่นให้มีขนาดเล็กหรือสวมใส่สบายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของ AI ระบบปฏิบัติการ และบริการที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์

Google มี Gemini และระบบ Android เป็นฐานในการพัฒนาบริการ AI ขณะที่ Samsung สามารถต่อยอดจากระบบ Galaxy และ Galaxy AI ส่วน Apple ก็มีระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์และบริการที่อาจนำมาใช้กับอุปกรณ์สวมใส่ได้

หากบริษัทเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อ AI เข้ากับอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคใช้อยู่แล้วได้อย่างราบรื่น ตลาด Smart Glasses ก็อาจมีการแข่งขันมากขึ้นในอนาคต

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครสามารถเปิดตัวแว่น AI ได้ก่อน แต่เป็นว่าใครจะทำให้ผู้บริโภคเห็นประโยชน์ของอุปกรณ์มากพอจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน

เมื่อแว่นสามารถมองเห็นสิ่งเดียวกับผู้ใช้ ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

แม้ AI Glasses จะมีโอกาสเติบโต แต่ความสามารถในการใช้กล้องและไมโครโฟนก็ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะความกังวลว่าผู้ใช้สามารถบันทึกภาพหรือเสียงของบุคคลอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวได้หรือไม่

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตลาด Smart Glasses เพราะ Google Glass เคยเผชิญเสียงวิจารณ์เรื่องความเป็นส่วนตัวมาแล้ว และความกังวลดังกล่าวยังคงเป็นอุปสรรคที่ผู้ผลิตต้องจัดการ

ยิ่งอุปกรณ์สามารถรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้มากขึ้นเท่าไร ผู้ผลิตก็ยิ่งต้องสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้สวมใส่และบุคคลที่อยู่รอบข้างมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากเรื่อง Privacy แล้ว ราคาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ยังเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อต้นทุนและการขยายตลาดในอนาคต

ตลาดกำลังโต แต่ผู้ชนะระยะยาวยังต้องพิสูจน์ตัวเอง

ยอดส่งมอบ AI Glasses ที่เพิ่มขึ้น 263% ในครึ่งแรกของปี 2026 สะท้อนว่าตลาดกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่สัดส่วน 96% ของแว่น AI แบบไม่มีหน้าจอแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับแว่นทั่วไปกำลังเป็นกลุ่มหลักของตลาดในเวลานี้

Meta เป็นผู้เล่นที่ได้เปรียบมากที่สุดรายหนึ่ง โดยครองส่วนแบ่ง 94% ในตลาดแว่น AI แบบไม่มีหน้าจอ แต่การเข้ามาของ Google, Samsung, Apple และผู้ผลิตรายอื่นอาจทำให้การแข่งขันเปลี่ยนแปลงไปในระยะต่อไป

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ AI Glasses อาจไม่ได้วัดกันที่จำนวนฟังก์ชันหรือความสามารถของ AI เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้นมากพอหรือไม่ พร้อมกับจัดการข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวได้อย่างไร

เพราะสำหรับผู้บริโภคแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าแว่นตาจะฉลาดขึ้นได้แค่ไหน แต่เป็นว่า มันมีประโยชน์มากพอที่จะทำให้คนอยากสวมใส่ทุกวันหรือไม่