ลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วน หลังประเมินความต้องการตลาดใหม่
ตามรายงานของ Nikkei Asia Apple เริ่มระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการส่งมอบ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายน โดยคำสั่งซื้อชิ้นส่วนสำหรับเดือนตุลาคมลดลงอย่างน้อย 15% จากระดับที่เคยร้องขอไว้ในตอนแรก
แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุว่า ยังไม่ชัดเจนว่าการปรับลดคำสั่งซื้อครั้งนี้จะดำเนินต่อไปในเดือนพฤศจิกายนหรือไม่ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อซัพพลายเออร์บางรายเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนทุกราย
ประเด็นที่น่าจับตาคือ การปรับลดคำสั่งซื้อเกิดขึ้นหลัง iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max เปิดตัวได้ไม่นาน ซึ่งตามปกติแล้วช่วงแรกหลังการเปิดตัวถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดจับตาความต้องการซื้อสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่
แม้รายงานจะระบุว่ายอดขายในจีนดูแข็งแกร่งในช่วงหลายสัปดาห์แรกหลังเปิดตัว แต่ความต้องการในตลาดโลกโดยรวมกลับมีสัญญาณอ่อนตัวลง ทำให้ Apple ต้องประเมินแผนการผลิตและการจัดส่งสินค้าอย่างระมัดระวังมากขึ้น
เมื่อชิปแพงขึ้น ราคาขายก็สูงขึ้นตาม
หนึ่งในปัจจัยที่ถูกจับตามองคือ ต้นทุนชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการของอุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะการลงทุนสร้าง Data Center ซึ่งต้องใช้ชิปและหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ผลิตต้องตัดสินใจว่าจะรับภาระต้นทุนไว้เอง หรือส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปยังผู้บริโภค
สำหรับ iPhone 18 Pro มีราคาเริ่มต้นที่ 1,199 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน iPhone 18 Pro Max เริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นรุ่นละ 100 ดอลลาร์จากราคาเริ่มต้นของ iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max รุ่นก่อนหน้า
เมื่อสมาร์ตโฟนเรือธงมีราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคบางส่วนอาจชะลอการซื้อหรือพิจารณาความคุ้มค่าอย่างละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคต้องรับมือกับค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีที่สูงขึ้น
สถานการณ์นี้จึงสะท้อนโจทย์ที่ Apple ต้องเผชิญว่า บริษัทจะสามารถรักษาความต้องการซื้อสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมได้มากน้อยเพียงใด เมื่อราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิต
ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า iPhone 18 ไม่ประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วนไม่ได้หมายความว่า iPhone 18 Pro ขายไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงแผนการผลิตครั้งนี้
Nikkei Asia ระบุว่า ความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อ่อนตัวลงในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม อาจเกี่ยวข้องกับการปรับตารางเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ของ Apple ด้วย โดยครั้งนี้บริษัททยอยเปิดตัวรุ่นเรือธงก่อน แทนที่จะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ทั้งหมดพร้อมกันตามรูปแบบที่คุ้นเคย
นอกจากนี้ Apple ยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขยอดขาย iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max อย่างเป็นทางการ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าความต้องการซื้อที่อ่อนตัวลงจะส่งผลต่อรายได้และกำไรของบริษัทมากน้อยเพียงใด
ถึงกระนั้น รายงานดังกล่าวก็เป็นสัญญาณที่น่าจับตาสำหรับ Apple เพราะสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่แบรนด์ที่มีฐานลูกค้าระดับพรีเมียมก็อาจต้องเผชิญข้อจำกัด เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นในช่วงที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า iPhone 18 Pro มีฟีเจอร์ใหม่มากพอที่จะดึงดูดผู้บริโภคหรือไม่ แต่ยังรวมถึงว่า ผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงขึ้นอีกแค่ไหน เพื่อแลกกับการอัปเกรดสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่