การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เคยเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อย เพราะช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงลูกค้าได้โดยไม่ต้องลงทุนเปิดหน้าร้านหรือสร้างระบบจัดส่งเอง แต่เมื่อแพลตฟอร์มเติบโตจนกลายเป็นช่องทางหลักในการทำธุรกิจ อำนาจในการกำหนดเงื่อนไขทางการค้าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
หนึ่งในต้นทุนที่ผู้ค้าต้องเผชิญคือค่าธรรมเนียมการขาย หรือ GP ที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากร้านค้า ซึ่งถูกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นภาระสำคัญของผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาช่องทางออนไลน์
ข้อมูลจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2565 Shopee ปรับขึ้นค่า GP ไปแล้ว 10 ครั้ง คิดเป็นการเพิ่มขึ้นรวม 433% ส่วน Lazada ปรับขึ้น 7 ครั้ง รวม 367% หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 400% เมื่อคำนวณจากทั้งสองแพลตฟอร์ม ขณะที่ TikTok Shop อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ปัญหานี้ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาเจรจากับแพลตฟอร์มรายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok Shop จนได้ข้อสรุปให้ปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับกลับไปใช้อัตราที่เรียกเก็บ ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2570
กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มาตรการนี้จะช่วยลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการประมาณ 1,930 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ค้าบนทั้ง 3 แพลตฟอร์มประมาณ 1.2 ล้านราย
แต่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่า SME จะประหยัดต้นทุนได้เท่าไรในช่วง 6 เดือนนี้ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อมาตรการสิ้นสุดลงแล้ว ค่าธรรมเนียมจะกลับไปปรับขึ้นอีกหรือไม่ รัฐจะมีกติกาอะไรเข้ามารองรับ และผู้ประกอบการรายย่อยจะยังได้รับความคุ้มครองอย่างไรในระยะยาว
ลด GP 6 เดือน ช่วย SME ประหยัดต้นทุน 1,930 ล้านบาท
ผลจากการเจรจาของกระทรวงพาณิชย์ทำให้ทั้ง 3 แพลตฟอร์มตกลงปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (Mandatory Fees) กลับไปใช้อัตราที่เรียกเก็บ ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- Shopee จาก 8.03–19.26% เหลือ 8.03–13.91%
- Lazada จาก 9.00–17.50% เหลือ 7.50–11.60%
- TikTok Shop จาก 13.38–21.94% เหลือ 11.24–17.66%
อัตราค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันตามหมวดหมู่สินค้าและเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม โดยครอบคลุมค่าคอมมิชชัน ค่าบริการโครงสร้างพื้นฐาน และค่าธรรมเนียมธุรกรรม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับในการขายสินค้า ไม่รวมบริการเสริมที่ร้านค้าเลือกใช้เอง เช่น ค่าโฆษณาหรือการโปรโมตสินค้า
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ได้ครอบคลุมร้านค้าทุกรายโดยอัตโนมัติ แต่กำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วม ได้แก่ ผู้ค้าบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และผู้ประกอบการนิติบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อปี รวมถึงต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ผู้ประกอบการต้องยื่นข้อมูลเพื่อให้แพลตฟอร์มและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบคุณสมบัติ เมื่อได้รับการยืนยันสิทธิ์แล้วจึงจะสามารถใช้อัตราค่าธรรมเนียมใหม่ได้ โดยมาตรการครอบคลุมสินค้าทุกหมวดหมู่ ยกเว้นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า ผู้ประกอบการที่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิมีประมาณ 1.2 ล้านราย แบ่งเป็นบุคคลธรรมดาประมาณ 1.02 ล้านราย และนิติบุคคลประมาณ 180,000 ราย
มาตรการนี้จึงเป็นการช่วยลดต้นทุนให้ร้านค้ารายย่อยโดยตรง แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือเป็นมาตรการชั่วคราว และยังไม่ได้หมายความว่าแพลตฟอร์มจะต้องคงอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวตลอดไป
ก่อนหน้านี้ กขค. ใช้มาตรา 60 Freeze การขึ้น GP
ก่อนที่กระทรวงพาณิชย์จะเจรจาลดค่าธรรมเนียม กขค. ได้เริ่มใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มรายใหญ่เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570
มาตรการดังกล่าวอาศัยอำนาจตามมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 เพื่อระงับการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันระหว่างที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมเรียกให้แพลตฟอร์มส่งข้อมูลและเหตุผลประกอบการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม
คำสั่งครอบคลุมแพลตฟอร์ม 6 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม Ride-hailing ได้แก่ Grab, LINE MAN และ Bolt ส่วนกลุ่ม E-commerce ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok Shop
อย่างไรก็ตาม มาตรการของ กขค. กับการเจรจาลดค่าธรรมเนียมของกระทรวงพาณิชย์เป็นคนละส่วนกัน มาตรการแรกเป็นการระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มที่อยู่ในขอบเขตคำสั่ง เพื่อเปิดทางให้ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน ส่วนมาตรการที่สองเป็นการเจรจาให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ 3 รายลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับสำหรับร้านค้าที่เข้าเกณฑ์
ที่น่าสนใจคือ มาตรการทั้งสองมีช่วงเวลาทับซ้อนกัน แต่ไม่ได้สิ้นสุดพร้อมกัน โดยคำสั่ง Freeze ของ กขค. จะครบกำหนดในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่มาตรการลดค่าธรรมเนียมของกระทรวงพาณิชย์จะสิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2570
นั่นหมายความว่า หลังสิ้นสุดคำสั่ง Freeze ของ กขค. แล้ว มาตรการลดค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการเจรจาของกระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินต่อไปอีกประมาณ 3 เดือน ก่อนจะถึงช่วงเวลาที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ
หลัง 31 พฤษภาคม 2570 รัฐจะทำอย่างไรต่อ?
คำตอบในขณะนี้คือ รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศว่าจะต่ออายุการลดค่าธรรมเนียม หรือกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องคงอัตราเดิมหลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2570
สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ระบุคือ จะใช้ช่วงเวลา 6 เดือนของมาตรการนี้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม หน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริโภค เพื่อนำมาประเมินผลและหารือกับแพลตฟอร์มอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตรียมใช้ช่วงเวลาดังกล่าวทบทวนและพัฒนาร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Platform Economy Act) โดยบูรณาการการทำงานระหว่างสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กขค. กรมการค้าภายใน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เป้าหมายคือการสร้างกติกาที่ครอบคลุมมากกว่าการลดค่าธรรมเนียมเป็นครั้งคราว โดยจะพิจารณาตั้งแต่โครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ พฤติกรรมทางการค้า ไปจนถึงมาตรฐานความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการแข่งขัน
โดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การกำหนดกติกาในอนาคตต้องคำนึงถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นให้แพลตฟอร์ม แต่ต้องมีกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยแข่งขันได้ และผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาร่างกฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนทบทวนและจัดทำ จึงยังไม่ใช่หลักประกันว่าเมื่อมาตรการลด GP สิ้นสุดลงแล้ว จะมีกฎหมายฉบับใหม่เข้ามาบังคับใช้ทันที
นอกจาก GP รัฐยังจับตาอัลกอริทึมและอำนาจกำหนดโอกาสทางธุรกิจ
นอกจากต้นทุนค่าธรรมเนียมแล้ว อีกประเด็นที่รัฐเริ่มให้ความสนใจคืออำนาจของแพลตฟอร์มในการกำหนดเงื่อนไขและโอกาสในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพราะแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงช่องทางซื้อขาย แต่ยังเป็นผู้กำหนดกลไกที่ส่งผลต่อการเข้าถึงลูกค้าของร้านค้าแต่ละรายด้วย
ในฝั่ง E-commerce อัลกอริทึมที่ใช้จัดอันดับและแนะนำสินค้ามีผลโดยตรงต่อการมองเห็นของร้านค้า ขณะที่ในธุรกิจ Ride-hailing ระบบจัดสรรงานและการคำนวณค่าตอบแทนก็มีผลต่อรายได้ของไรเดอร์ หากผู้ประกอบการไม่สามารถมองเห็นหลักเกณฑ์ที่แพลตฟอร์มใช้ตัดสินใจได้อย่างชัดเจน ก็อาจทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน
อีกพฤติกรรมที่อยู่ในความสนใจคือ Self-preferencing หรือการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของตัวเองหรือบริษัทในเครือ เช่น การให้บริการของตัวเองได้รับการจัดอันดับหรือเงื่อนไขที่ได้เปรียบกว่าคู่แข่ง
หนึ่งในเครื่องมือที่ กขค. กำลังผลักดันคือ Code of Practices (COP) หรือแนวปฏิบัติในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นการวางกรอบให้แพลตฟอร์มดิจิทัลดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแพลตฟอร์มเรียกรถหรือบริการจัดส่ง แต่สามารถครอบคลุมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ด้วย
แนวปฏิบัติดังกล่าวเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ผู้ขายและผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างค่าธรรมเนียม เงื่อนไขการให้บริการ การจัดอันดับและแสดงผลสินค้าผ่านอัลกอริทึม ตลอดจนการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการที่ใช้บริการแพลตฟอร์ม โดยมีลักษณะเป็นแนวทางในการส่งเสริมมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่การกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมหรือข้อบังคับให้ทุกแพลตฟอร์มใช้เงื่อนไขเดียวกัน
ขณะเดียวกัน กขค. ยังเดินหน้าจัดทำมาตรการเฉพาะสำหรับแพลตฟอร์มบางประเภท เช่น ร่างประกาศกำกับโครงสร้างอัตราค่าบริการของแพลตฟอร์มเรียกรถและบริการจัดส่งออนดีมานด์ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 และอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น โดยมีเป้าหมายให้แพลตฟอร์มเปิดเผยองค์ประกอบและเหตุผลในการกำหนดหรือปรับเปลี่ยนค่าบริการ เพื่อให้ตรวจสอบได้มากขึ้น
ส่วนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซก็มีแนวทางกำกับดูแลพฤติกรรมทางการค้าเฉพาะอยู่แล้ว ครอบคลุมประเด็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติระหว่างผู้ขาย รวมถึงการใช้อัลกอริทึมที่อาจทำให้ผู้ขายบางรายเสียเปรียบ
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ยังได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันบนแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการใช้อัลกอริทึมจัดอันดับและแนะนำสินค้า ซึ่งมีผลต่อโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคของผู้ประกอบการแต่ละราย
การขยับครั้งนี้สะท้อนว่าโจทย์ของรัฐเริ่มขยายจากการดูแลต้นทุนที่ร้านค้าต้องจ่าย ไปสู่การตรวจสอบกลไกที่กำหนดว่าร้านค้าแต่ละรายจะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเป็นขั้นตอนการศึกษาแนวทาง ไม่ใช่การประกาศใช้กฎควบคุมอัลกอริทึมแล้ว
6 เดือนนี้จึงเป็นแค่ช่วงเปลี่ยนผ่าน คำตอบจริงอยู่ที่กติกาหลังจากนั้น
หากมองภาพรวม การลดค่าธรรมเนียม 6 เดือนเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนให้ SME ในระยะสั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมด เพราะอำนาจของแพลตฟอร์มไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกำหนดค่า GP ยังรวมถึงการกำหนดเงื่อนไขทางการค้า การเข้าถึงลูกค้า และระบบที่ใช้จัดสรรโอกาสในการแข่งขันด้วย
สิ่งที่รัฐกำลังพยายามทำจึงมีสองด้านควบคู่กัน ด้านหนึ่งคือการเจรจากับแพลตฟอร์มเพื่อลดภาระให้ผู้ประกอบการในทันที อีกด้านคือการพัฒนากติกาที่จะทำให้การกำหนดค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขทางธุรกิจมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระยะยาว
แต่โจทย์สำคัญยังคงอยู่ที่ว่า เมื่อครบกำหนด 31 พฤษภาคม 2570 แล้ว รัฐจะสามารถเปลี่ยนมาตรการชั่วคราวให้กลายเป็นกติกาที่มีผลต่อเนื่องได้หรือไม่ เพราะหากไม่มีหลักเกณฑ์รองรับที่ชัดเจน การลดค่าธรรมเนียมในช่วง 6 เดือนก็อาจเป็นเพียงการพักภาระต้นทุนของ SME ไว้ชั่วคราว ก่อนที่ปัญหาเดิมจะกลับมาอีกครั้ง
ท้ายที่สุด สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการอาจไม่ใช่การลด GP เป็นครั้งคราว แต่คือการรู้ล่วงหน้าว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเท่าไร แพลตฟอร์มใช้เหตุผลอะไรในการปรับเปลี่ยน และหากเงื่อนไขไม่เป็นธรรม พวกเขาจะมีช่องทางต่อรองหรือร้องเรียนได้อย่างไร
นี่จึงเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐว่า หลังจากเจรจาช่วย SME ได้ 6 เดือนแล้ว จะสามารถสร้างกติกาที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่ในตลาดแพลตฟอร์มได้อย่างเป็นธรรมในระยะยาวหรือไม่