การมาถึงของ AI ที่ช่วยเขียนโค้ดทำให้การสร้างแอปพลิเคชันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แม้แต่คนที่ไม่มีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมก็สามารถใช้คำสั่งภาษาธรรมชาติสร้างแอปขึ้นมาได้ แต่เมื่อการผลิตแอปทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สิ่งที่ตามมากลับเป็นปัญหาใหม่ ตั้งแต่แอปคุณภาพต่ำที่ทะลักเข้าสู่ตลาด ไปจนถึงความล่าช้าในการตรวจสอบของ Apple ซึ่งกำลังสร้างต้นทุนให้กับนักพัฒนาที่ต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
เมื่อใคร ๆ ก็สร้างแอปได้ ปริมาณจึงเพิ่มเร็วกว่าความต้องการ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของแอปใหม่คือกระแสที่เรียกว่า “Vibe Coding” ซึ่งเป็นการใช้ AI ช่วยเขียนซอฟต์แวร์จากคำสั่งภาษาธรรมชาติ แทนการลงมือเขียนโค้ดทุกบรรทัดด้วยตัวเอง
เครื่องมืออย่าง Replit และ Bolt.new เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สร้างแอปพลิเคชันได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่นักพัฒนามืออาชีพก็สามารถใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดและทำงานซ้ำ ๆ เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์
น่าสังเกตว่า Apple เองก็ไม่ได้เปิดทางให้เครื่องมือกลุ่มนี้อย่างเต็มที่ ตามรายงานช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Apple ถอดหรือระงับแอป vibe coding ชั้นนำอย่าง Replit, Vibecode และ Anything โดยอ้างว่าขัดกับแนวทางของ App Store เหตุผลที่ถูกพูดถึงคือกังวลว่าผู้ใช้จะสร้างและรันแอปบนอุปกรณ์ Apple โดยไม่ผ่านการอนุมัติก่อน
ข้อมูลจาก Sensor Tower ที่ TechSpot รายงานระบุว่า ในปี 2025 มีแอปใหม่เข้าสู่ App Store ประมาณ 600,000 รายการ เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2024
ส่วนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จำนวนแอปใหม่เข้าสู่ Apple App Store เกือบ 560,000 รายการ เพิ่มเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับครึ่งแรกปีก่อน หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปตลอดทั้งปี App Store อาจมีแอปใหม่มากกว่า 1 ล้านรายการภายในปีเดียว สูงกว่าสถิติเดิมที่ประมาณ 890,000 รายการในปี 2016
ภาพนี้ยิ่งชัดเมื่อย้อนดูประวัติ จำนวนแอปใหม่ต่อปีพุ่งขึ้นสูงสุดที่ราว 890,000 รายการในปี 2016 ก่อนที่ตลาดจะอิ่มตัวและการเติบโตชะงักหลังปี 2017 จนตกลงมาต่ำสุดที่ราว 420,000 รายการในปี 2022 หมายความว่าปี 2026 ไม่ได้เป็นแค่การทำลายสถิติเดิม แต่เป็นการพุ่งขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในเวลาไม่ถึง 5 ปี
อย่างไรก็ตาม จำนวนแอปที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าความต้องการของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน โดยยอดดาวน์โหลดแอปบน App Store เพิ่มขึ้นเพียง 3% ในปี 2025 และประมาณ 2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ในตัวเลขสัมบูรณ์ ยอดดาวน์โหลดจาก App Store ปี 2025 อยู่ที่ราว 35,400 ล้านครั้ง และครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ราว 17,600 ล้านครั้ง ขณะที่จำนวนแอปใหม่ในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ช่องว่างระหว่างจำนวนแอปใหม่กับยอดดาวน์โหลดจึงเป็นสัญญาณว่า การผลิตซอฟต์แวร์ได้ง่ายขึ้นไม่ได้รับประกันว่าจะมีผู้ใช้งานจริง เพราะผู้บริโภคยังมีเวลาและความต้องการใช้งานที่จำกัด
ปัญหาที่ตามมาคือ แอปบางส่วนที่สร้างด้วย AI อาจมีคุณภาพต่ำ ทำงานไม่ตรงกับคำโฆษณา เลียนแบบแอปที่มีอยู่แล้ว หรือมีข้อบกพร่องด้านความเป็นส่วนตัว จนเกิดคำเรียกผลงานลักษณะนี้ว่า “AI Slop” ซึ่งหมายถึงเนื้อหาหรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นจำนวนมากด้วย AI แต่มีคุณภาพหรือคุณค่าต่ำ
แอปทะลักจนล้นคิว นักพัฒนาโอดรออนุมัตินานเป็นสัปดาห์
เมื่อจำนวนแอปที่ต้องตรวจสอบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักพัฒนาบางรายเริ่มได้รับผลกระทบจากกระบวนการตรวจสอบของ Apple โดยตรง
Mobilegamer.biz รายงานจากการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาเกมหลายราย ซึ่งบางรายขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับ Apple ว่า ระยะเวลารออนุมัติแอปใหม่ยืดเยื้อจาก 24–48 ชั่วโมงเป็นหลายสัปดาห์ในบางกรณี
ผู้บริหารสตูดิโอเกมรายหนึ่งระบุว่า บริษัทมีแอปถึง 5 รายการที่รอการตรวจสอบนานเกินหนึ่งสัปดาห์ ขณะที่แอปเดียวกันได้รับอนุมัติจาก Google Play ภายใน 24 ชั่วโมง
นักพัฒนาบางรายยังกล่าวถึงปัญหาการได้รับคำตอบกลับแบบอัตโนมัติที่ไม่สามารถอธิบายข้อบกพร่องของแอปได้อย่างชัดเจน รวมถึงกรณีที่เกมถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าเป็นสแปมหรือเลียนแบบผลงานอื่น ทั้งที่ผู้พัฒนาเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับลักษณะของเกม
สำหรับสตูดิโอขนาดเล็ก ความล่าช้าเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการรอคอย แต่ยังอาจทำให้กำหนดการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เลื่อนออกไป เสียโอกาสทางการตลาด และสูญเสียรายได้ในช่วงเวลาที่ควรเริ่มสร้างฐานผู้ใช้งาน
อย่างไรก็ตาม ข้อร้องเรียนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าแอปทุกประเภทกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน เพราะผู้พัฒนาบางรายระบุว่า การตรวจสอบอัปเดตของเกมที่เปิดให้บริการมานานแล้วไม่ได้ล่าช้าลงในลักษณะเดียวกัน โดยปัญหาที่พบชัดเจนกว่าคือการส่งแอปหรือเกมใหม่เข้าสู่ระบบ
ความล่าช้านี้ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดในเดือนตุลาคม ข้อมูลที่ The Information เผยแพร่ระบุว่า ไตรมาสแรกของปี 2026 มีแอปใหม่เข้า App Store 235,800 รายการ เพิ่มขึ้น 84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน Sensor Tower รายงานว่าแอปใหม่บน iOS ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 55% ในเดือนมกราคม หลังจากเพิ่ม 56% ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นอัตราเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี ช่วงนั้น Business Insider ก็เคยรายงานกรณีนักพัฒนารายหนึ่งที่รอแอปอนุมัติราว 6 สัปดาห์ สะท้อนว่าคิวตรวจล้นมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว
ด้าน Apple ชี้แจงกับ Mobilegamer.biz ว่า บริษัทกำลังปรับกระบวนการตรวจสอบให้รองรับจำนวนแอปที่เพิ่มขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบอัปเดตของแอปที่มีอยู่แล้ว เพิ่มการใช้ระบบอัตโนมัติ เสริมมาตรการตรวจจับการละเมิด และเพิ่มการป้องกันการส่งแอปเดิมซ้ำโดยไม่แก้ไขปัญหาที่ถูกแจ้งไว้
Apple ระบุว่า ในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทีม App Review ตรวจสอบรายการส่งแอปเฉลี่ย 378,000 รายการต่อสัปดาห์ โดยมีระยะเวลาตรวจสอบเฉลี่ย 1.5 วันสำหรับแอปทั้งหมด และประมาณ 14 ชั่วโมงสำหรับการอัปเดตเล็กน้อย ทั้งนี้ แอปใหม่บางรายการอาจใช้เวลานานกว่านั้น หากจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
บริษัทระบุด้วยว่า แอปทุกตัวจะต้องผ่านมาตรฐานเดียวกันในด้านคุณภาพ ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย ไม่ว่าจะสร้างขึ้นด้วยวิธีใดก็ตาม
ก่อนหน้านี้ ปีเตอร์ อาเจเมียน (Peter Ajemian) โฆษกของ Apple ก็ยืนยันกับ The New York Times ว่า Apple ตรวจแอป 90% ภายใน 48 ชั่วโมง และบอกว่า บริษัทยินดีที่เห็นนักพัฒนารุ่นใหม่ใช้เครื่องมือล่าสุดสร้างและปล่อยแอปได้เร็วกว่าที่เคย พร้อมระบุว่ายอดดาวน์โหลดเป็นเพียงตัวชี้วัดหนึ่งของคุณค่าของ App Store เท่านั้น
ตัวเลขเฉลี่ยของ Apple จึงแตกต่างจากประสบการณ์ที่นักพัฒนาบางรายนำมาเปิดเผย โดยอาจสะท้อนว่าระยะเวลาตรวจสอบแตกต่างกันตามประเภทของแอปและระดับการตรวจสอบที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายชี้ให้เห็นว่าการรองรับปริมาณแอปที่เพิ่มขึ้นกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของแพลตฟอร์ม
เมื่อสร้างแอปง่ายขึ้น คุณภาพอาจกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเดิม
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความท้าทายของเศรษฐกิจดิจิทัลในยุค AI เมื่อเทคโนโลยีช่วยลดอุปสรรคในการผลิต ผู้คนจำนวนมากขึ้นสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้ แต่การเพิ่มจำนวนผู้ผลิตก็ไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคต้องการสินค้ามากขึ้นตามไปด้วย
สำหรับตลาดแอปพลิเคชัน การแข่งขันจึงอาจเปลี่ยนจากการถามว่าใครสามารถสร้างแอปได้ ไปสู่คำถามว่าแอปใดมีคุณภาพเพียงพอที่จะทำให้ผู้ใช้งานเลือกดาวน์โหลด ใช้งานต่อเนื่อง และยอมจ่ายเงิน
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอย่าง Apple ก็ต้องหาสมดุลระหว่างการเปิดโอกาสให้นักพัฒนารายใหม่เข้าสู่ตลาด กับการป้องกันไม่ให้แอปคุณภาพต่ำ แอปเลียนแบบ หรือแอปที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสร้างความเสียหายแก่ผู้ใช้งาน
ความกังวลนี้ไม่ได้มาจากฝั่งนักพัฒนาอย่างเดียว ฟิลลิป ชูเมเกอร์ (Phillip Shoemaker) อดีตผู้ดูแล App Store ช่วงปี 2009–2016 เตือนว่าคลื่นแอปใหม่อาจกดดันทรัพยากรของ Apple และเปิดช่องให้มัลแวร์ผ่านเข้าไปได้
อีกด้านหนึ่ง ในทางทฤษฎี ยิ่งมีแอปมาก Apple ยิ่งน่าจะมีรายได้มาก เพราะ Apple เก็บค่าธรรมเนียมราว 15–30% จากการซื้อและสมาชิกในแอป แต่นักวิเคราะห์ด้านโฆษณามือถือรายหนึ่งชี้ว่า แอปที่สร้างจาก vibe coding จำนวนมากไม่ได้พึ่งการซื้อในแอปที่ซับซ้อน แต่หารายได้จากโฆษณาแทน ซึ่ง Apple ไม่ได้ส่วนแบ่ง ปริมาณที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ได้แปลว่ารายได้ของแพลตฟอร์มจะเพิ่มตามไปด้วย
ท้ายที่สุด AI อาจทำให้การสร้างแอปไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและทำให้ผู้บริโภคต้องการใช้งานจริง ยังคงเป็นโจทย์ที่เทคโนโลยีไม่สามารถแก้แทนได้ทั้งหมด