Digital

ปีทองแฮกเกอร์คริปโต? สถิติชี้ปี 2026 เสียหายพุ่ง 3 เท่า แตะ 8.7 พันล้านดอลลาร์ จากการโจมตี 246 ครั้ง ‘เกาหลีเหนือ’ ตัวการสำคัญเบื้องหลัง

เหตุการณ์โจมตี Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีรายใหญ่ของโลก ซึ่งสร้างความเสียหายสูงถึง 6,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์แฮกสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และตอกย้ำให้เห็นว่า แม้แต่ผู้ให้บริการระดับโลกที่มีระบบรักษาความปลอดภัยและเงินทุนมหาศาล ก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้

HACKERKOREA-01_0.jpg

แน่นอนว่ากรณี Binance ไม่ใช่เหตุการณ์เดียว เพราะตลอดปี 2026 อุตสาหกรรมคริปโตต้องเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเจาะช่องโหว่ของระบบ การขโมยกุญแจเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล ไปจนถึงการเจาะโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์ม ข้อมูลจากฐานข้อมูล CoinDesk CC ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2026 เกิดเหตุการณ์แฮกและโจมตีระบบที่บันทึกไว้ 246 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2025 ที่มีความเสียหายประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์

Binance เสียหาย 6.36 พันล้านดอลลาร์ FBI ชี้เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง

เหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 หลัง Binance ตรวจพบการโจมตีที่ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าประมาณ 6,360 ล้านดอลลาร์ถูกเคลื่อนย้ายออกจากกระเป๋าเงินของแพลตฟอร์ม ครอบคลุมเครือข่ายบล็อกเชน 10 แห่ง

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ระบุว่าเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งนี้ โดยเป็นปฏิบัติการของกลุ่มแฮกเกอร์ที่เรียกว่า TraderTraitor ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการทางไซเบอร์ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ

FBI ระบุว่า หลังการโจมตี กลุ่มผู้ก่อเหตุได้เริ่มเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ขโมยมาเป็น Ethereum (ETH) ก่อนเตรียมนำไปฟอกผ่านบริการ DeFi และแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตแบบทันที เพื่อทำให้เส้นทางการเงินติดตามได้ยากขึ้น

ด้าน Binance ระบุว่าได้จัดสรรเงินทุนของบริษัทมากกว่า 6,340 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านบล็อกเชนเพื่อติดตามและอายัดสินทรัพย์ที่ถูกขโมย โดยสามารถอายัดสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องได้ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตขนาดใหญ่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยและเงินทุนรองรับ ก็ยังมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนสูง

แฮกถี่ขึ้น แต่ความเสียหายกระจุกตัวอยู่ในเหตุการณ์ใหญ่

หากพิจารณาข้อมูลจาก TRM Labs บริษัทด้าน Blockchain Intelligence ที่ติดตามธุรกรรมและอาชญากรรมทางการเงินบนบล็อกเชน จะพบภาพที่น่าสนใจว่า จำนวนเหตุการณ์แฮกไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกับมูลค่าความเสียหาย

รายงาน H1 2026 Crypto Hacks ของ TRM Labs ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เกิดเหตุการณ์แฮกและโจมตีระบบคริปโต 207 ครั้ง สูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรก นับตั้งแต่บริษัทเคยบันทึกไว้ แต่มีมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 972 ล้านดอลลาร์

แม้จำนวนเหตุการณ์จะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมี 83 ครั้ง แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลงจาก 2,300 ล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2025 แต่เมื่อพิจารณาตัวเลความเสียหายจนถึงปัจจุบัน 

ความเสียหายทั้งหมดอยู่ที่กว่า8,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเหตุการณ์โจมตี Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีรายใหญ่ของโลก มีมูลค่าความเสียหายถึง 6,360 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 73% ของความเสียหายที่มีการบันทึกไว้ทั้งหมดในปีนี้

TRM Labs อธิบายว่า ความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากการที่ความเสียหายส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมคริปโตไม่ได้กระจายตัวเท่า ๆ กัน แต่กระจุกอยู่ในเหตุการณ์โจมตีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ครั้ง

ตัวอย่างเช่น ในเดือนเมษายน 2026 เกิดเหตุโจมตี Drift Protocol ซึ่งสร้างความเสียหายประมาณ 285 ล้านดอลลาร์ และ KelpDAO อีกประมาณ 292 ล้านดอลลาร์ รวมกันคิดเป็นมูลค่าประมาณ 577 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 60% ของความเสียหายทั้งหมดในครึ่งปีแรก

TRM Labs ประเมินว่า เหตุการณ์โจมตีที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือสร้างความเสียหายประมาณ 643 ล้านดอลลาร์ หรือราว 66% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกขโมยทั้งหมดในช่วงครึ่งแรกของปี 2026

binance-hack-e1665153091933.jpg.webp

ช่องโหว่ไม่ได้อยู่แค่ใน Smart Contract แต่รวมถึงระบบภายในองค์กร

อีกประเด็นที่น่าจับตาจากรายงานของ TRM Labs คือ รูปแบบการโจมตีที่สร้างความเสียหายสูงสุดไม่ได้มาจากการเจาะช่องโหว่ของโค้ดเพียงอย่างเดียว

รายงานระบุว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและระบบปฏิบัติงานภายในองค์กร คิดเป็นประมาณ 15% ของจำนวนเหตุการณ์ทั้งหมด แต่กลับสร้างความเสียหายถึง 76% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกขโมย

ขณะที่การโจมตีผ่านช่องโหว่ Smart Contract มีจำนวนมากที่สุด โดยพบ 125 ครั้งจากทั้งหมด 207 ครั้ง แต่สร้างความเสียหายเป็นสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐาน

รูปแบบดังกล่าวสะท้อนว่า เป้าหมายของแฮกเกอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การค้นหาจุดบกพร่องในระบบบล็อกเชนอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ กุญแจส่วนตัว (Private Key) ระบบอนุมัติธุรกรรม และเครื่องมือที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ดิจิทัล

เมื่อสามารถเข้าถึงระบบที่มีอำนาจควบคุมสินทรัพย์ได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจสูงกว่าการโจมตี Smart Contract ทั่วไปหลายเท่า

เกาหลีเหนือยังเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโต

การโจมตี Binance ครั้งล่าสุดยิ่งทำให้บทบาทของกลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ในปี 2025 กลุ่ม TraderTraitor ถูก FBI ระบุว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตี Bybit ซึ่งสร้างความเสียหายประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ นับเป็นหนึ่งในการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมคริปโต

เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลของ TRM Labs ที่ประเมินว่าการโจมตีซึ่งเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือสร้างความเสียหายถึง 643 ล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จึงเห็นได้ว่า การขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญของตลาดคริปโตทั่วโลก

แม้เหตุการณ์ Binance จะทำให้มูลค่าความเสียหายสะสมในปี 2026 พุ่งขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญไม่ได้มีเพียงการโจมตีครั้งใหญ่ระดับหลายพันล้านดอลลาร์เท่านั้น เพราะยังมีเหตุการณ์โจมตีขนาดเล็กเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โจทย์สำคัญของแพลตฟอร์มคริปโตจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาระบบป้องกันช่องโหว่ทางเทคนิค แต่ต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของระบบภายใน การจัดการ Private Key และกระบวนการอนุมัติธุรกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้จุดอ่อนเพียงจุดเดียวกลายเป็นความเสียหายระดับหลายพันล้านดอลลาร์

Coindesk / TRM / AP / FBI