Digital

Canva สะเทือน! ปรับโครงสร้างกระทบพนักงาน 1,271 คน หรือ 22% ขององค์กร หลังโตช้าสุดในรอบ 10 ปี เร่งรื้อทีมรับยุค AI

Canva
Photo : Shutterstock

การมาของ Canva แพลตฟอร์มออกแบบกราฟิกออนไลน์จากออสเตรเลีย ถือเป็นจุดเปลี่ยนตลาด การสร้างงานกราฟิกสำหรับคนทั่วไปมักต้องพึ่งพาโปรแกรมอย่าง Adobe Photoshop หรือ Illustrator ซึ่งมีเครื่องมือหลากหลายและสามารถควบคุมรายละเอียดได้อย่างลึกซึ้ง แต่ก็ต้องอาศัยทักษะและเวลาในการเรียนรู้ แต่ใครจะไปคิดว่า Canva เองก็มาถึงจุดที่ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจ หลังบริษัทเผชิญการเติบโตที่ชะลอตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

เมลานี เพอร์กินส์ (Melanie Perkins) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Canva เปิดเผยผ่านจดหมายถึงพนักงานว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อบุคลากร 1,271 คน หรือประมาณ 22% ของพนักงานทั้งหมด โดยบางส่วนจะถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่งงาน บางส่วนจะได้รับการร้องขอให้ย้ายไปทำงานในศูนย์กลางที่บริษัทกำหนด ขณะที่บางส่วนจะต้องออกจากองค์กร

เพอร์กินส์ระบุว่า ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากที่สุดของ Canva นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา 13 ปี เนื่องจากอัตราการเติบโตชะลอตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ  แม้บริษัทจะเติบโตจนกลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคนทั่วโลก แต่ความสำเร็จในช่วงแรกไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถเติบโตได้ในทศวรรษถัดไป

“ความสำเร็จในบทแรกไม่ได้รับประกันความสำเร็จในบทต่อไป” เพอร์กินส์ ระบุ พร้อมยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ยากที่สุดของบริษัท

รื้อโครงสร้างองค์กร รวมทีม Product-Growth-Platform

สำหรับการปรับโครงสร้างครั้งนี้ Canva วางแนวทางสำคัญ 3 ด้าน เพื่อกลับไปสู่รูปแบบการทำงานที่มีทีมขนาดเล็ก มีอำนาจตัดสินใจ และรับผิดชอบงานได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

  1. รวมทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน โดยนำทีม Product, Growth และ Platform มารวมเป็นองค์กร Product เดียว เพื่อลดขั้นตอนการประสานงานและการส่งต่องานระหว่างแผนก ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นหนึ่งเดียว
  2. ลดตำแหน่งเฉพาะทางและชั้นการบริหาร ด้วยการรวมบทบาทงานที่มีความรับผิดชอบทับซ้อนกัน และปรับตำแหน่งที่มีขอบเขตแคบให้มีความรับผิดชอบกว้างขึ้น เพื่อให้ทีมสามารถดูแลเป้าหมายของงานได้ครบวงจร แทนการแบ่งงานเป็นส่วนย่อยจำนวนมาก
  3. รวมทีมที่ต้องทำงานใกล้ชิดกันไว้ในพื้นที่เดียวกัน โดยกำหนดให้ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นฐานหลักของทีม Product มากขึ้น พร้อมปรับรูปแบบการทำงานให้พนักงานแบบ Hybrid เข้ามาทำงานที่สำนักงานประมาณ 2-3 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2027

เพอร์กินส์ อธิบายว่า เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น การทำงานถูกแบ่งออกเป็นทีมย่อยและมีขอบเขตความรับผิดชอบเฉพาะด้านมากขึ้น ส่งผลให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นต้องผ่านการประสานงานหลายฝ่าย ทำให้การตัดสินใจและการรับผิดชอบงานตั้งแต่ต้นจนจบทำได้ยากขึ้น

การปรับโครงสร้างจึงไม่ใช่เพียงการลดจำนวนพนักงาน แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีบริหารองค์กร เพื่อให้ทีมกลับมาโฟกัสกับการสร้างผลิตภัณฑ์และลดเวลาที่ต้องใช้ไปกับกระบวนการภายใน

Canva เตรียมเงินชดเชยอย่างน้อย 6 เดือน พร้อมทุน 10,000 ดอลลาร์

สำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบ Canva ระบุว่าจะให้การสนับสนุนทั้งด้านการเงินและการหางานใหม่ โดยพนักงานที่ต้องออกจากบริษัทจะได้รับเงินชดเชยอย่างน้อย 6 เดือน รวมสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพต่อเนื่อง 12 เดือนในประเทศที่บริษัทมีบริการดังกล่าว รวมถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตแก่พนักงานและครอบครัว

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมบริการให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การฝึกสัมภาษณ์งาน การสนับสนุน LinkedIn Premium เป็นเวลา 1 ปี และเปิดโอกาสให้พนักงานเก็บคอมพิวเตอร์ MacBook ที่ใช้ทำงานไว้ได้

อีกหนึ่งมาตรการที่น่าสนใจคือการจัดตั้ง Canva Collective Fund มอบเงินสนับสนุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่พนักงานที่ออกจากบริษัทและต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจหรือสร้างโครงการเพื่อชุมชน โดยบริษัทจะไม่เรียกร้องสิทธิความเป็นเจ้าของหรือหุ้นในกิจการที่พนักงานนำเงินไปต่อยอด

โตถึง 265 ล้านผู้ใช้ แต่โจทย์ใหม่ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนผู้ใช้

ความสำเร็จของ Canva สะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโต โดยบริษัทระบุว่าในปี 2025 มีผู้ใช้งานมากกว่า 265 ล้านคนต่อเดือน และมีผู้ใช้แบบชำระเงินมากกว่า 31 ล้านคน

ขณะที่รายงานของ TechCrunch ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ระบุว่า Canva มีรายได้ประจำต่อปี (Annual Recurring Revenue: ARR) แตะ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2025 โดยอ้างอิงข้อมูลจากคลิฟฟ์ โอเบรชต์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท

นอกจากนี้ ธุรกิจลูกค้าองค์กรที่มีผู้ใช้งานตั้งแต่ 25 ที่นั่งขึ้นไปยังเติบโตถึง 100% โดยมี ARR ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า Canva กำลังขยายจากผู้ใช้รายบุคคลเข้าสู่ตลาดองค์กรอย่างจริงจัง

แต่การมีผู้ใช้จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะเติบโตได้ในอัตราเดิมตลอดไป

รายงานของ Business Insider ระบุว่า ก่อนการประกาศปรับโครงสร้าง Canva ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในปี 2026 จาก 30% เหลือ 20% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่เมลานี เพอร์กินส์ยอมรับว่า การเติบโตของบริษัทชะลอตัวเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

สถานการณ์นี้ทำให้ Canva ต้องกลับมาทบทวนทั้งโครงสร้างต้นทุนและวิธีการทำงาน เพื่อให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วขึ้น และแข่งขันได้ในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง

เมื่อ AI กลายเป็นทั้งโอกาสและคู่แข่งของ Canva

อีกหนึ่งความท้าทายที่ Canva กำลังเผชิญคือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI ซึ่งกำลังลดข้อจำกัดในการสร้างภาพและผลิตคอนเทนต์ลงอย่างรวดเร็ว

หากในอดีต Canva เติบโตจากการทำให้คนที่ไม่มีทักษะด้านกราฟิกสามารถสร้างงานออกแบบได้ วันนี้เครื่องมือ AI ก็กำลังทำให้คนสามารถสร้างภาพและสื่อรูปแบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเทมเพลตหรือเข้าไปใช้งานแพลตฟอร์มออกแบบแบบเดิมเสมอไป

นั่นหมายความว่า Canva ไม่ได้แข่งขันกับ Adobe เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังต้องรับมือกับเครื่องมือ AI สร้างภาพและคอนเทนต์จากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ ด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง Canva เองก็พยายามนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ ผ่านเครื่องมือ Magic Studio ที่ช่วยสร้างภาพ เขียนข้อความ และปรับแต่งงานออกแบบ รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือที่ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันได้ด้วย AI

คลิฟฟ์ โอเบรชต์ให้สัมภาษณ์กับ TechCrunch ว่า Canva กำลังเปลี่ยนแนวคิดจากการเป็นแพลตฟอร์มออกแบบที่มีเครื่องมือ AI เพิ่มเข้ามา ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์ม AI ที่มีเครื่องมือออกแบบเป็นส่วนประกอบ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่าบริษัทกำลังมอง AI ไม่ใช่เพียงฟีเจอร์เสริม แต่เป็นเทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ก็หมายถึงการต้องแข่งขันในสนามที่มีผู้เล่นรายใหญ่และเงินลงทุนมหาศาล ทั้ง OpenAI, Google และ Adobe ซึ่งต่างกำลังพัฒนาเครื่องมือสร้างสรรค์ด้วย AI ของตัวเอง