หากใครที่คิดว่าปีนี้หนัก คุณไม่ได้คิดไปคนเดียว เพราะผลวิจัยในหัวข้อ “What Worries Thailand? H1 2026” จาก บริษัท อิปซอสส์ จำกัด (Ipsos Ltd.) บริษัทด้านการวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคระดับโลก ได้แสดงให้เห็นถึงความกังวล ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ที่สะท้อนว่าปีนี้ หนักสุด นับตั้งแต่มีโควิด
ความเชื่อมั่นคนไทย ดิ่งสุดในโลก
จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่ลดลง
คนไทยถึง 71% ระบุว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน แย่ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 17 จุดภายในเดือนเดียว สะท้อนความกังวลที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับผลสำรวจ Ipsos Global Consumer Confidence Index เดือนเมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของไทย (National Index) ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 หรือลดลง 10.9 จุด ซึ่งถือเป็นการ ลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ในรอบเดือนที่ผ่านมา และถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในปี 2022
เมื่อแยกดูรายมิติ พบว่า
- ดัชนีความคาดหวังในอนาคต (Expectations Index) ลดลง -14.3 จุด
- ดัชนีการลงทุน (Investments Index) ลดลง -13.4 จุด
- ดัชนีมุมมองต่อเศรษฐกิจปัจจุบัน (Current Index) ลดลง -12.4 จุด
- ดัชนีภาพรวม (National Index) ลดลง -11.7 จุด
- ดัชนีความมั่นใจด้านการจ้างงาน (Jobs Index) ลดลง -6.8 จุด

อย่างไรก็ตาม พิมพ์ทัย สุวรรณศุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ อธิบายว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมากที่สุดในโลกอาจเป็นเพราะ ความคาดหวังที่สูงจากการมาของรัฐบาลใหม่ แต่เมื่อไม่เป็นไปตามที่หวัง ทำให้ความเชื่อมั่นจึงลดลงอย่างมาก ต่างจากประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ที่แม้จะได้รัฐบาลใหม่เหมือนกัน แต่เศรษฐกิจที่แย่มาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้คนชิน
“ทุกครั้งที่มีรัฐบาลใหม่ คนไทยก็จะมีความหวัง อย่างช่วงท้ายปีที่ผ่านมา ความรู้สึกคนไทยเป็นไปในทิศทางบวก แต่พอเปิดปีมา ไทยเจอกับวิกฤตพลังงานจากผลกระทบของสงคราม กลายเป็นว่ายังไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีกว่าเดิม คนเลยไม่เชื่อมั่น และมีถึง 56% ที่คิดว่า ประเทศกำลังเดินไปผิดทาง” พิมพ์ทัย อธิบาย

ไม่ใช่แค่ฐานราก แต่คนรวยยังสะเทือน
ความเชื่อมั่นที่ลดลงนี้ ส่งผลต่อพฤติกรรมการจับจ่าย โดยพบว่า คนไทย 62% ไม่กล้าซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เพิ่มขึ้น 18 จุดจากเดือนมีนาคม ขณะที่ 51% รู้สึกไม่สบายใจในการซื้อของใช้ภายในครัวเรือน เพิ่มขึ้น 16 จุดจากเดือนมีนาคมเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่า
- 66% ที่บอกว่าจะใช้จ่ายอย่างรัดกุมขึ้น
- 49% จะซื้อของเฉพาะตอนลดราคา
- 47% บอกว่าจะใช้เวลานานขึ้นในการตัดสินใจซื้อ
ความกังวลเรื่องความมั่นคงในการงานก็สูงไม่แพ้กัน โดย 49% ไม่แน่ใจว่าจะโดนเลิกจ้างหรือเปล่า และอีก 56% ไม่มั่นใจว่าจะมีเงินเพียงพอสำหรับการลงทุน เกษียณ หรือแม้แต่ค่าเรียนลูกในอนาคต ตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นถึง 15% จากปีก่อน

ที่น่าสนใจคือ ความกังวลนี้ไม่ได้ส่งผลแค่คนกลุ่มฐานรากหรือชนชั้นกลาง แต่นับเป็นครั้งแรกที่ กลุ่มผู้มีรายได้ครัวเรือนสูง ส่งสัญญาณเดียวกัน โดยคนกลุ่มนี้มีสัดส่วนความระมัดระวังการซื้อของชิ้นใหญ่เพิ่มขึ้นถึง +23% และของใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น +24% ซึ่ง สูงกว่ากลุ่มรายได้ปานกลางและต่ำอย่างชัดเจน
“นี่เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยเห็น เพราะปกติกลุ่มกลาง-บน จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบ แต่ครั้งนี้มองว่ามันกระทบแล้ว ทำให้เห็นว่า คนที่มีเงิน แต่ไม่ใช้เงิน ส่วนกลุ่มล่างก็ไม่มีเงินจ่ายอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดมาก” พิมพ์ทัย กล่าว

คอร์รัปชั่น ความกังวลอันดับ 1 ของคนไทยที่ไม่เหมือนชาวโลก
เมื่อถามว่ากังวลเรื่องอะไรมากที่สุด คนไทย 49% ตอบว่า การทุจริตคอร์รัปชันทางการเมืองและการเงิน
ตามมาด้วย
- ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ (41%)
- ความขัดแย้งทางการทหาร (27%)
- เงินเฟ้อ (27%)
- อาชญากรรม (24%)

ที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคทั่วโลกไม่ได้มองว่าคอร์รัปชันเป็นความกังวลอันดับ 1 แต่มองว่าเป็นเรื่อง เงินเฟ้อ โดยหนึ่งในคำอธิบายที่น่าสนใจคือ คนไทยอาจไม่ได้นึกถึงคำว่าเงินเฟ้อ
เวลาของแพงขึ้น แต่นึกถึง คนโกงกิน แทน เพราะคนไทยเชื่อว่า ปัญหาเศรษฐกิจมีต้นตอมาจากการที่เงินภาษีถูกยักยอกไปก่อนจะถึงมือประชาชน
แบรนด์ควรทำอะไรตอนนี้?
ในฝั่งของแบรนด์ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ พิมพ์ทัย มองว่า นี่ไม่ใช่เวลาขึ้นราคา เพราะสิ่งที่จะช่วยให้ผู้บริโภคอยู่กับแบรนด์ในตอนนี้คือ ความเข้าอกเข้าใจ เพื่อซื้อใจผู้บริโภคว่า แบรนด์จะอยู่ข้างเขาในช่วงวิกฤต อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องขึ้นราคา ก็ต้องมีอะไรที่ พิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกยอมจ่าย หรืออีกทางเลือกคือ ลดปริมาณ เพราะผู้บริโภคจะรู้สึกรับได้มากกว่า
“มันเสี่ยงมากที่จะขึ้นราคาตอนนี้ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มของใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะคู่แข่งเยอะมาก และช่วงที่ราคามีผลต่อการตัดสินใจ ถือเป็นช่วงที่รอยัลตี้ผู้บริโภคต่ำ ดังนั้น แสดงให้เห็นว่าคุณ อยู่ข้างเขา เน้นการสื่อสารความมั่นคงและการช่วยรับมือความไม่แน่นอน จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าการสื่อสารเชิงไลฟ์สไตล์เพียงอย่างเดียว”