เคยไหม...
เลื่อนผ่านโฆษณาชิ้นเดิมหลายครั้ง แต่ไม่เคยกดไลก์
ดูรีวิวสินค้าจนจบ แต่ไม่เคยคอมเมนต์
เห็นคอนเทนต์ของแบรนด์ผ่านหน้าฟีดอยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่เคยกดติดตาม
หรือบางครั้ง คุณอาจตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นหนึ่ง ทั้งที่แบรนด์ไม่เคยรู้เลยว่าคุณเคยเห็นคอนเทนต์ของพวกเขามาก่อน
หากคำตอบคือ "ใช่" คุณอาจเป็นหนึ่งในผู้บริโภคที่นักการตลาดกำลังเริ่มให้ความสนใจ นั่นคือ Invisible Consumer หรือผู้บริโภคสาย "ซุ่ม" ที่เลือกเสพข้อมูลแบบเงียบ ๆ ไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนโลกออนไลน์
ที่ผ่านมา นักการตลาดจำนวนไม่น้อยใช้ตัวเลขอย่างยอดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ หรือข้อมูลจาก Social Listening เป็นเครื่องวัดว่าผู้บริโภคสนใจแบรนด์มากน้อยเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่มองเห็นและวัดผลได้ง่าย
แต่ถ้าผู้บริโภคที่กำลังจะซื้อสินค้า ไม่เคยกดไลก์ ไม่เคยคอมเมนต์ และไม่เคยแชร์เลยแม้แต่ครั้งเดียว พวกเขาจะไปอยู่ตรงไหนบน Dashboard ของแบรนด์
คำตอบคือ... ไม่มี
ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกเขาอาจกำลังเห็นโฆษณา จดจำแบรนด์ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และกำลังชั่งใจว่าจะซื้อสินค้าอยู่ก็ได้
งานวิจัยของ MI Lab จึงชวนแบรนด์ตั้งคำถามใหม่ว่า สิ่งที่เห็นบน Dashboard อาจเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ของผู้บริโภคเท่านั้น เพราะยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากการสื่อสารของแบรนด์ แต่ไม่เคยแสดงตัวตนให้ใครเห็นเลย
นั่นทำให้ความเชื่อเดิมของนักการตลาดหลายข้ออาจต้องถูกทบทวนใหม่
การไม่มี Engagement ไม่ได้แปลว่าไม่สนใจ
การกดข้ามโฆษณา ไม่ได้แปลว่าโฆษณาไม่มีผล
และการไม่คอมเมนต์ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เชื่อมั่นในแบรนด์
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "ทำไมผู้บริโภคไม่ Engage"
แต่คือ แบรนด์กำลังมองข้ามผู้บริโภคที่สำคัญที่สุดไปหรือเปล่า
คนที่แบรนด์มองไม่เห็น อาจมีมากถึงเกือบ 4 ใน 10 คน
งานวิจัยของ MI Lab พบว่า ผู้บริโภคไทยกว่า 56.5% เป็นกลุ่ม Visible Consumer หรือผู้บริโภคที่แสดงออกผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นการกดไลก์ แสดงความคิดเห็น แชร์ หรือแม้แต่สร้างคอนเทนต์ของตัวเอง
ขณะเดียวกัน ยังมีผู้บริโภคอีก 39% ที่อยู่ใต้น้ำแข็ง หรือที่เรียกว่า Invisible Consumer กลุ่มคนที่เสพสื่อดิจิทัลไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่แทบไม่เคยกด Like, Comment หรือ Share เลย พวกเขาไม่ทิ้งสัญญาณใด ๆ ให้แบรนด์มองเห็นบน Dashboard แม้จะเห็นโฆษณา จดจำแบรนด์ หรือกำลังสนใจสินค้านั้นอยู่ก็ตาม
ตัวเลข 39% อาจฟังดูไม่มากนัก แต่หากคิดง่าย ๆ นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคเกือบ 4 ใน 10 คน กำลังหายไปจากสายตาของนักการตลาด หากมองเฉพาะข้อมูล Engagement
อย่างไรก็ตาม การที่พวกเขาเงียบ ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ในทางกลับกัน งานวิจัยกลับพบตัวเลขที่น่าสนใจหลายประการ
- 82% เริ่มสนใจสินค้าเพียงเพราะเคยเห็นผ่านตามาก่อน
- 78% จำชื่อแบรนด์หรือรายละเอียดของสินค้าได้ แม้ไม่เคยกดไลก์หรือคอมเมนต์
- 77% เก็บแบรนด์ไว้เป็นตัวเลือกเมื่อต้องตัดสินใจซื้อในอนาคต
- 60% หากประทับใจสินค้า ก็พร้อมบอกต่อ แต่เลือกบอกผ่านการพูดคุยกับคนใกล้ตัวหรือข้อความส่วนตัว มากกว่าการโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย
สิ่งที่ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกก็คือ ผู้บริโภคไม่ได้เดินตามเส้นทางแบบที่แบรนด์คุ้นเคยอีกต่อไป จากเดิมที่นักการตลาดคาดหวังว่า "เห็นโฆษณา → กดไลก์ → คลิก → ซื้อ → รีวิว" แต่สำหรับ Invisible Consumer เส้นทางกลับเป็น "เห็นแบรนด์ → จดจำ → เก็บข้อมูล → รอจังหวะที่เหมาะสม → ตัดสินใจซื้อ" โดยทุกขั้นตอนเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ
นั่นหมายความว่า ต่อให้แคมเปญไม่ได้สร้าง Engagement หรือยอดขายในทันที ก็ไม่ได้แปลว่าการสื่อสารของแบรนด์ล้มเหลว เพราะหลายครั้งผู้บริโภคเพียงแค่ "เก็บแบรนด์ไว้ในใจ" เพื่อรอวันที่ความต้องการเกิดขึ้นจริง และเมื่อถึงวันนั้น แบรนด์ที่คุ้นเคยที่สุด มักกลายเป็นตัวเลือกแรกโดยที่เจ้าของแบรนด์เองก็อาจไม่เคยรู้เลยว่า การตัดสินใจครั้งนั้นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ผู้บริโภคเลื่อนผ่านโฆษณาเมื่อหลายเดือนก่อน
ไม่ใช่ไม่สนใจ...แต่เลือกเสพข้อมูลในแบบของตัวเอง
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่กดไลก์ ไม่คอมเมนต์ เพราะไม่ได้สนใจแบรนด์หรือเปล่า
คำตอบคือ ไม่ใช่
สำหรับ Invisible Consumer การไม่แสดงออกเป็น "วิธีการเสพสื่อ" มากกว่าเป็นตัวบ่งชี้ว่าเขาสนใจหรือไม่สนใจ พวกเขาเห็นคอนเทนต์เหมือนกับคนอื่น ดูโฆษณาเหมือนกับคนอื่น และหลายครั้งก็จำแบรนด์ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่เลือกเก็บข้อมูลไว้กับตัวเอง ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องประกาศให้ใครรับรู้ว่ากำลังสนใจอะไรอยู่
ตรงกันข้าม ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกเฝ้าสังเกต เก็บข้อมูล และนำทุกอย่างมาประกอบการตัดสินใจในวันที่พร้อมซื้อ เพราะสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบ ไม่ใช่แบรนด์ แต่คือ "การถูกรบกวน"
เมื่อเจาะลึกลงไป MI Lab พบว่า สิ่งที่ Invisible Consumer ปฏิเสธ ไม่ใช่การสื่อสารของแบรนด์ แต่เป็นการสื่อสารที่ก้าวล้ำเส้นของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาที่เด้งขึ้นมาขัดจังหวะการใช้งาน โฆษณาที่กดข้ามไม่ได้ หรือการยิงโฆษณาซ้ำ ๆ จนรู้สึกเหมือนถูกตามติด
กว่า 77% ของผู้บริโภคกลุ่มนี้มองว่า แบรนด์ที่ดีไม่ควรผลักโฆษณาใส่ผู้บริโภค แต่ควรสร้างเหตุผลให้ผู้บริโภคอยากเข้ามาหาแบรนด์เองมากกว่า
ขณะเดียวกัน ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้า 90% จะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง และ 77% เชื่อรีวิวจากผู้ใช้จริงมากกว่าสิ่งที่แบรนด์พูดถึงตัวเอง นั่นทำให้ "ความน่าเชื่อถือ" กลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้การสร้างการรับรู้
แม้เป็นเรื่องที่สนใจ ก็ยังเลือกไม่แสดงตัว
อีกอินไซต์ที่น่าสนใจคือ หลายคนอาจคิดว่า ผู้บริโภคจะเงียบเฉพาะเรื่องที่ไม่ได้สนใจ แต่ทีมวิจัยพบว่า แม้เป็นสินค้าหรือคอนเทนต์ที่สนใจ พวกเขาก็ยังเลือกไม่กดไลก์หรือแสดงความคิดเห็น
เหตุผลหนึ่งคือ ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย ไม่ต้องการให้คนอื่นเข้ามาส่องโปรไฟล์ หรือให้อัลกอริทึมรับรู้ว่าตัวเองกำลังสนใจอะไร จึงเลือกติดตามข้อมูลแบบเงียบ ๆ แล้วตัดสินใจด้วยตัวเองในภายหลัง
พฤติกรรมนี้เห็นได้ชัดใน Gen Z ที่เติบโตมาพร้อมกับความตระหนักเรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล หลายคนมีบัญชีสำรอง หรือเลือกไม่ทิ้งร่องรอยบนโลกออนไลน์ ขณะที่ Gen X แม้จะไม่ได้เติบโตมากับโซเชียลมีเดีย แต่ก็มักใช้แพลตฟอร์มเพื่อค้นหาข้อมูลและรับสารมากกว่าการมีปฏิสัมพันธ์ ส่วน Gen Y ยังคงเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มกดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์คอนเทนต์มากกว่า
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมนี้ไม่ได้แบ่งแยกตามอายุอย่างเด็ดขาด เพราะในทุกเจเนอเรชันล้วนมีทั้งคนที่ชอบแสดงออกและคนที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว เพียงแต่สัดส่วนแตกต่างกัน และแม้ในอนาคต Gen Z จะเติบโตขึ้น พฤติกรรมการเสพสื่อแบบ "เงียบ" ก็มีแนวโน้มจะติดตัวพวกเขาไปด้วย มากกว่าจะเปลี่ยนไปเป็นคนที่แสดงออกบนโลกออนไลน์
คนสาย "ซุ่ม" ก็ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Invisible Consumer เหมือนกัน แต่เมื่อ MI Lab ลงไปสัมภาษณ์เชิงลึกกลับพบว่า ผู้บริโภคสาย "ซุ่ม" มีวิธีรับสารและตัดสินใจแตกต่างกันอย่างชัดเจน งานวิจัยแบ่งพวกเขาออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- Quiet Absorber: เมื่อการเห็นบ่อย ๆ ค่อย ๆ กลายเป็นความคุ้นเคย
คนกลุ่มแรกอาจดูเหมือนไม่สนใจแบรนด์ เพราะแทบไม่เคยกดไลก์หรือแสดงความคิดเห็น แต่ความจริง พวกเขาไม่ได้ปิดรับการสื่อสาร
ระหว่างที่กำลังดูคลิป เลื่อนฟีด หรืออ่านข่าว หากมีโฆษณาปรากฏขึ้นมา พวกเขาอาจไม่ได้ตั้งใจดูอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่ได้รีบกดปิดเช่นกัน โลโก้ สี ชื่อแบรนด์ หรือข้อความสั้น ๆ ที่เห็นซ้ำไปเรื่อย ๆ จะค่อย ๆ ถูกเก็บสะสมไว้ในความทรงจำโดยไม่รู้ตัว
เมื่อถึงวันที่ต้องซื้อสินค้า แบรนด์ที่เคยเห็นผ่านตาบ่อยที่สุด จึงมักกลายเป็นตัวเลือกแรก ๆ ในใจ แม้ผู้บริโภคจะไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์เลยก็ตาม สำหรับคนกลุ่มนี้ การสร้างการรับรู้จึงยังมีความสำคัญ เพราะทุกครั้งที่ผู้บริโภค "เห็น" แบรนด์ กำแพงความไม่คุ้นเคยก็จะค่อย ๆ ลดลงทีละน้อย
- Intentional Selector: ไม่ได้ปิดรับแบรนด์ แต่เลือกว่าจะรับเมื่อไร
ต่างจากกลุ่มแรก ผู้บริโภคกลุ่ม Intentional Selector เป็นคนที่ให้คุณค่ากับ "ความสนใจ" ของตัวเองอย่างมาก พวกเขาเลือกว่าจะรับสารอะไร และปฏิเสธสิ่งที่มองว่าไม่เกี่ยวข้องทันที หลายคนยอมจ่ายเงินสมัคร YouTube Premium หรือ Spotify Premium เพื่อหลีกเลี่ยงโฆษณา ไม่ใช่เพราะไม่ชอบแบรนด์ แต่เพราะไม่ต้องการให้ใครมาขัดจังหวะประสบการณ์การใช้งาน
แต่เมื่อเกิดความสนใจในสินค้าขึ้นจริง พฤติกรรมของพวกเขาจะเปลี่ยนไปทันที พวกเขาจะเริ่มค้นหาข้อมูล อ่านรีวิว เปรียบเทียบคุณสมบัติ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และใช้เวลาศึกษาก่อนตัดสินใจมากกว่าคนทั่วไป
พูดอีกอย่างคือ หาก Quiet Absorber เชื่อใน "ความคุ้นเคย" คนกลุ่มนี้จะเชื่อใน "ข้อมูล" ยิ่งแบรนด์มีรีวิวจากผู้ใช้จริง มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ หรือมีผู้เชี่ยวชาญช่วยยืนยันมากเท่าไร โอกาสที่พวกเขาจะเลือกแบรนด์นั้นก็ยิ่งสูงขึ้น
แม้สองกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมต่างกันอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งคู่ต่างเดินไปสู่ปลายทางเดียวกัน นั่นคือการเลือกแบรนด์ที่ตอบโจทย์ที่สุด สิ่งที่ต่างออกไปคือ ตลอดเส้นทางการตัดสินใจนั้น แบรนด์แทบไม่เคยรู้เลยว่าอิทธิพลของตัวเองกำลังทำงานอยู่ เพราะผู้บริโภคทั้งสองกลุ่มไม่เคยทิ้งสัญญาณให้เห็นผ่านยอดไลก์ คอมเมนต์ หรือแชร์แม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อผู้บริโภคไม่ได้ปฏิเสธแบรนด์ แต่ปฏิเสธ "การถูกรบกวน"
เมื่อผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเลือกเสพข้อมูลแบบเงียบ ๆ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่จะทำอย่างไรให้พวกเขากดไลก์หรือคอมเมนต์ แต่คือ แบรนด์จะเข้าไปอยู่ในกระบวนการตัดสินใจของพวกเขาได้อย่างไร
MI Lab มองว่า สิ่งแรกที่นักการตลาดต้องทำ อาจไม่ใช่การสร้างคอนเทนต์ให้มากขึ้น แต่คือการตั้งชื่อและยึดหลักการที่พูดถึงไปข้างต้นให้เป็นรูปธรรม นั่นคือ Respect Consumer Boundary — เคารพ "เส้นขอบเขต" ของผู้บริโภค
กล่าวอีกอย่างคือ สิ่งที่ผู้บริโภคยอมรับไม่ใช่ "โฆษณา" แต่คือ โฆษณาที่เกี่ยวข้อง ถูกเวลา และน่าเชื่อถือ
ยิ่งโลกออนไลน์มีคอนเทนต์มากขึ้น ยิ่งแย่ง Attention ได้ยาก
อีกโจทย์หนึ่งที่นักการตลาดกำลังเผชิญ คือสิ่งที่ MI Lab เรียกว่า Attention Paradox แม้ปัจจุบันผู้คนจะใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์มากกว่าที่เคย โดยเฉลี่ยใช้เวลากับโซเชียลมีเดียราว 2 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน และใช้อินเทอร์เน็ตรวมเกือบ 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ระยะเวลาที่ผู้บริโภคยอมให้ความสนใจกับคอนเทนต์แต่ละชิ้นกลับสั้นลงเรื่อย ๆ จาก 150 วินาที เหลือ 47 วินาที
นั่นหมายความว่า แบรนด์ไม่สามารถเอาชนะด้วยการแย่ง "Attention" ได้ตลอดเวลาอีกต่อไป เพราะต่อให้โฆษณาจะถูกเห็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกจดจำ
สิ่งที่สำคัญกว่าจึงไม่ใช่การทำให้คนเห็นแบรนด์เพียงครั้งเดียว แต่คือการสร้าง Brand Footprint หรือ "ร่องรอย" ของแบรนด์ไว้ในความทรงจำของผู้บริโภค เพื่อให้เมื่อถึงวันที่พวกเขาเริ่มค้นหาสินค้า แบรนด์ของเรายังคงเป็นหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่นึกถึง
จากไล่ล่า Engagement สู่การสร้าง Brand Footprint
จากอินไซต์ทั้งหมด MI Lab เสนอว่า การสร้างแบรนด์ในยุคที่ผู้บริโภคเลือกเสพข้อมูลแบบเงียบ ๆ ควรขยับจากการไล่ล่าตัวเลข Engagement ไปสู่การสร้างวงจรการรับรู้ที่แข็งแรง ผ่านแนวคิด Brand Building Cycle ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ
- Be Found หรือทำให้แบรนด์ "ถูกค้นเจอ" เพราะเมื่อผู้บริโภคเริ่มสนใจสินค้า สิ่งแรกที่พวกเขาทำไม่ใช่กดซื้อ แต่คือการค้นหาข้อมูล ไม่ว่าจะผ่าน Search Engine, Marketplace หรือ AI Search ดังนั้น แบรนด์จึงต้องทำให้ตัวเองเป็นคำตอบที่ผู้บริโภคหาเจอ ไม่ใช่แค่ปรากฏอยู่ในผลการค้นหา แต่ต้องเป็นคำตอบที่ถูกเลือกด้วย
- Be Remembered หรือทำให้แบรนด์ถูกจดจำอย่างเป็นธรรมชาติ แบรนด์ควรเลือกปรากฏในบริบทที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ สื่อ ณ จุดขาย กิจกรรมสปอนเซอร์ หรือแม้แต่แพ็กเกจจิ้งที่ช่วยสร้างการจดจำ เพราะการค้นพบแบรนด์ที่ดี ควรรู้สึกเหมือนเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่ถูกยัดเยียด
- Be Recommended หรือสร้างพื้นที่ให้คนอื่นพูดแทนแบรนด์ เมื่อผู้บริโภคเชื่อรีวิวจากผู้ใช้จริงมากกว่าสิ่งที่แบรนด์พูดถึงตัวเอง การสร้างความน่าเชื่อถือจึงไม่ใช่การโฆษณาให้มากขึ้น แต่คือการทำให้รีวิวจากลูกค้า คอนเทนต์จากครีเอเตอร์ ความคิดเห็นในคอมมูนิตี้ หรือเสียงจากผู้เชี่ยวชาญ ถูกค้นพบได้ง่ายขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความน่าเชื่อถือของแบรนด์มักเกิดจาก "สิ่งที่คนอื่นพูด" มากกว่าสิ่งที่แบรนด์พูดถึงตัวเอง
เมื่อ Engagement ไม่ใช่คำตอบ แล้วแบรนด์ควรวัดความสำเร็จจากอะไร?
เมื่อผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเลือกไม่กดไลก์ ไม่คอมเมนต์ และไม่แชร์ การวัดผลด้วย Engagement เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทีมวิจัยเสนอว่า หากต้องการเข้าใจ Invisible Consumer แบรนด์อาจต้องหันมามองตัวชี้วัดที่สะท้อน "ความตั้งใจ" มากกว่าการ "แสดงออก"
ตัวอย่างเช่น การวัด Search Volume หรือจำนวนครั้งที่ผู้บริโภคค้นหาหมวดหมู่สินค้าและแบรนด์ รวมถึง Search Impression Share ว่าเมื่อมีการค้นหาเกิดขึ้น แบรนด์ของเราปรากฏให้เห็นมากน้อยเพียงใด
ในยุคที่ผู้คนเริ่มค้นหาข้อมูลผ่าน AI มากขึ้น การติดตามว่าแบรนด์ถูก AI Search หรือ AI Overview นำไปใช้อ้างอิงบ่อยแค่ไหน ก็อาจกลายเป็นอีกตัวชี้วัดสำคัญ เพราะสะท้อนว่าแบรนด์กำลังถูกมองว่าเป็น "คำตอบ" ของผู้บริโภคหรือไม่
ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดอย่าง Brand Recall หรือการสำรวจว่าผู้บริโภคนึกถึงแบรนด์ได้หรือไม่ รวมถึงการทำ Field Research เพื่อพูดคุยกับผู้บริโภคโดยตรง ก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจคนกลุ่มที่ไม่เคยทิ้งร่องรอยไว้บนโลกออนไลน์
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ไม่พูด ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรู้สึก และคนที่ไม่กดไลก์ ก็ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ไม่เคยเข้าไปอยู่ในความทรงจำของพวกเขา
ที่สำคัญ MI Lab ย้ำว่า เป้าหมายของงานวิจัยนี้ ไม่ใช่การบอกให้นักการตลาดหันไปโฟกัสเฉพาะ Invisible Consumer แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ยังมีผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่แบรนด์เข้าถึงได้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยมองเห็นจากข้อมูลที่ใช้วัดผลในปัจจุบัน
เมื่อมองเช่นนี้ การแข่งขันของแบรนด์จึงอาจไม่ใช่การแย่งชิงยอดไลก์หรือคอมเมนต์อีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเพื่อเข้าไปอยู่ใน "ชุดตัวเลือก" ของผู้บริโภค ตั้งแต่ก่อนวันที่พวกเขาจะตัดสินใจซื้อเสียอีก
ท้ายที่สุด อินไซต์ของ Invisible Consumer อาจกำลังสะท้อนความจริงข้อหนึ่งของโลกการตลาดยุคใหม่ นั่นคือ ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธแบรนด์ พวกเขาเพียงเลือกเสพข้อมูลในแบบของตัวเอง และจะเปิดรับเฉพาะแบรนด์ที่เคารพพื้นที่ส่วนตัว สื่อสารในเวลาที่เหมาะสม และมอบข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากพอให้ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง
ดังนั้น ในวันที่ Dashboard เต็มไปด้วยตัวเลข Engagement สิ่งที่นักการตลาดควรถามอาจไม่ใช่ "วันนี้มีคนกดไลก์กี่คน" แต่คือ "มีคนอีกกี่คนที่กำลังจดจำแบรนด์เราอยู่ โดยที่เราไม่เคยรู้เลย"
เพราะอย่างที่ MI Lab ทิ้งท้ายไว้
"แบรนด์ไม่ได้ชนะในวันที่ผู้บริโภค Engage แต่แบรนด์ชนะในวันที่ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกแบรนด์"