นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 เดือนแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายได้ประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบอย่างถาวรและมีผลในทันที ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย
“หลังจากการเจรจาอย่างเข้มข้น เรามีความยินดีที่จะประกาศว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว พิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์” ชารีฟ ระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X
ทางด้าน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ยืนยันการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวหลังจากที่นายกรัฐมนตรีปากีสถานประกาศได้ไม่นาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า ข้อตกลงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว และช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดทำการในวันศุกร์นี้
“ข้าพเจ้าขอมอบอำนาจอย่างเต็มที่ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ผ่านทางได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และในขณะเดียวกัน ก็อนุมัติให้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในทันที เมื่อช่องแคบเปิดออกพร้อมกับการลงนามในข้อตกลงวันศุกร์นี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด น้ำมันก็จะกลับมาไหลผ่านทั้งสองฝั่งอีกครั้งเพื่อภูมิภาคนี้ และเพื่อโลก” ทรัมป์ กล่าว
ที่ผ่านมา ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง ได้ถูกปิดลงโดยปริยายตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ การปิดล้อมเส้นทางน้ำดังกล่าวทำให้เกิดภาวะชะงักงันอย่างรุนแรงต่ออุปทานสินค้าต่างๆ รวมถึงน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ย ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นและกระพือความกังวลว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงพร้อมเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation)
ปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้วในหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยอัตราเงินเฟ้อประจำปีของสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 4.2% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี
โดย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News ทันทีหลังจากบรรลุข้อตกลง โดยกล่าวว่าข้อตกลงนี้เป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน และรัฐบาลจะกดราคาพลังงานให้ต่ำลง ตั้งแต่ตอนนี้ และในระยะยาว
ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% (quarter-point) ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 เนื่องจากสงครามอิหร่านยังคงส่งผลให้เงินเฟ้อในโซนยุโรปหลุดจากเป้าหมาย
การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ ECB กลายเป็นธนาคารกลางระดับโลกแห่งแรกที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อตอบสนองต่อภาวะวิกฤตพลังงาน (Energy Shock)
ความคาดหวังของตลาดได้เปลี่ยนทิศทางไปตลอดช่วงสงคราม โดยความหวังที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยในวงกว้างได้เลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น (Higher-for-longer) ในระบบเศรษฐกิจต่างๆ
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME ชี้ว่า ปัจจุบันตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้