อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตยังคงคึกคัก โดยเฉพาะ "กลุ่มวิลล่า" ได้ขยายตัวต่อเนื่อง จากยอดขายที่เติบโตสูงสุดในรอบ 8 ปีนี้ โดยสรุปภาพรวมตลาดวิลล่าได้ดังนี้
ซัพพลายใหม่กระจายตัวเข้าสู่ทำเลตอนใน
จากข้อมูลของ 'ไนท์แฟรงค์' ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ พบว่า ตลาดวิลล่าในภูเก็ตมีอุปทานสะสมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2568 อุปทานสะสมพุ่งสูงขึ้นถึง 7,015 หน่วย โดยมีอุปทานใหม่เพิ่มเข้ามาในปีนี้จำนวน 774 หน่วย
ทั้งนี้ สังเกตได้ว่าช่วงปี 2567-2568 เป็นช่วงที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เปิดตัวโครงการใหม่รุกคืบตลาดอย่างหนักเพื่อรองรับดีมานด์ที่ฟื้นตัวหลังยุคโควิด-19

เมื่อเจาะลึกไปที่รายโซนพื้นที่ พบว่า ทำเลที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่สูงสุด 3 อันดับแรกไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แค่ริมหาดหลักเดิมๆ แต่ขยายเข้าสู่พื้นที่ตอนในมากขึ้น ได้แก่
1.ศรีสุนทร ครองสัดส่วนซัพพลายใหม่สูงสุดที่ 18.1%
2.ถลาง ตามมาใกล้ๆ ที่ 17.8%
3.บางโจ อยู่ที่ 16.3%
4.เชิงทะเล สัดส่วน 14.7%
5.พรุจำปา 9.2%
หากพิจารณาเจาะลึกพบว่า พื้นที่แถบศรีสุนทร ถลาง และบางโจ กลายเป็นทำเลทองใหม่สำหรับผู้พัฒนาโครงการ เนื่องจาก ที่ดินติดชายหาดยอดนิยมเริ่มขาดแคลนและมีราคาต้นทุนที่สูงลิ่ว การขยายตัวมายังพื้นที่ตอนในที่เดินทางสะดวก ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก (เช่น โรงเรียนนานาชาติ และห้างสรรพสินค้า) จึงเป็นทางเลือกหลักในปัจจุบัน

วิลล่าภูเก็ตยอดขายพีกสุด 3 ปีติด
ด้านดีมานด์และการเติบโตของยอดขาย (Demand & Sales Performance) ความต้องการซื้อพูลวิลล่าในภูเก็ตเติบโตอย่างร้อนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังพ้นจากจุดต่ำสุดในปี 2563 (ขายได้ 180 หน่วย)
-ปี 2566 ยอดขายอยู่ที่ 520 หน่วย
-ปี 2567 ยอดขายอยู่ที่ 550 หน่วย
-ปี 2568 ยอดขายพุ่งสู่จุดสูงสุด (Peak) ที่ 631 หน่วย
สะท้อนว่าปัจจุบันตลาดเป็นของผู้ขาย (Seller's Market) และความต้องการที่แข็งแกร่งจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ทำเลที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อสูงสุดคือ
อันดับ 1 เชิงทะเล ครองแชมป์ยอดขายสูงสุดถึง 19.9% ของหน่วยที่ขายได้ทั้งหมด
อันดับ 2 พรุจำปา ยอดขายคิดเป็น 13.9% ของหน่วยที่ขายได้ทั้งหมด
อันดับ 3 บางโจ ยอดขายคิดเป็น 13.4% ของหน่วยที่ขายได้ทั้งหมด
อันดับ 4 ในยาง ยอดขาย 7.2% ของหน่วยที่ขายได้ทั้งหมด
อันดับ 5 ลายัน ยอดขาย 5.9% ของหน่วยที่ขายได้ทั้งหมด
แม้ว่า เชิงทะเล จะมีซัพพลายใหม่เปิดตัวน้อยกว่าศรีสุนทรในปีล่าสุด แต่ในแง่ความนิยมและการปิดการขาย เชิงทะเลและพื้นที่ใกล้เคียง (พรุจำปา-บางโจ) ยังคงเป็นศูนย์กลาง (Hub) ที่ผู้ซื้อให้ความเชื่อมั่นสูงสุด

วิเคราะห์ช่วงราคาของวิลล่าในแต่ละทำเล
โครงสร้างราคาของวิลล่าในภูเก็ตมีความหลากหลายสูงมาก ขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดชายหาด และระดับความหรูหราของโครงการ สามารถแบ่งกลุ่มทำเลตามช่วงราคา (ล้านบาท) ได้ 3 กลุ่มหลัก คือ
-กลุ่ม Ultra-Luxury (ราคาสูงสุดเกิน 200 ล้านบาท)
-กลุ่ม Premium / Mid-to-High Tier (ราคา 50 - 180 ล้านบาท)
-กลุ่ม Affordable / Entry Tier (ราคาต่ำกว่า 50 ล้านบาท)
ทั้งนี้ วิลล่าหรูมักกระจายตัวอยู่ 16 ทำเล และมีราคาเฉลี่ยสูงสุดและต่ำสุด ดังนี้

1.ลายัน
-ช่วงราคาต่ำสุดอยู่ที่ 22.8 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 285.0 ล้านบาท (ครองแชมป์วิลล่าราคาสูงที่สุด)
2.บางเทา
-ช่วงราคาต่ำสุดอยู่ที่ 15.8 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 255.8 ล้านบาท
3.กมลา
-ช่วงราคาต่ำสุดอยู่ที่ 23.9 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 234.3 ล้านบาท
4.บางโจ
-ช่วงราคาต่ำสุด 13.6 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 182.2 ล้านบาท
5.กะรน
-ช่วงราคาต่ำสุดอยู่ที่ 29.0 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 158.5 ล้านบาท
6.ไม้ขาว
-ช่วงราคาต่ำสุดอยู่ที่ 15.7 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 112.5 ล้านบาท
7.เชิงทะเล
-ช่วงราคาเริ่มต้น 9.9 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 97.4 ล้านบาท
8.ราไวย์
-ช่วงราคาต่ำสุด 17.9 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 98.9 ล้านบาท
9.ในหาน
-ช่วงราคาต่ำสุด 24.5 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 49.9 ล้านบาท
10.ในยาง
-ช่วงราคาต่ำสุดอยู่ที่ 14.8 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 33.2 ล้านบาท
11.กะตะ
-ช่วงราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 19.9 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 32.9 ล้านบาท
12.ป่าตอง เป็นโซนที่มีวิลล่าน้อย ช่วงราคาค่อนข้างต่ำและแคบ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรม
-ราคาต่ำสุด 6.9 ล้านบาท
-ช่วงราคาสูงสุด 10.9 ล้านบาท
13.ในทอน
-ราคาเริ่มต้น 33.1 ล้านบาท
-ราคาสูงสุด 79.5 ล้านบาท
14.พรุจำปา
-ราคาเริ่มต้น 13.9 ล้านบาท
-ราคาสูงสุด 59.9 ล้านบาท
15.มานิก
-ราคาเริ่มต้น 33.5 ล้านบาท
-ราคาสูงสุด 57.5 ล้านบาท
16.อื่น ๆ
-ราคาเริ่มต้น 15.9ล้านบาท
-ราคาสูงสุด 120 ล้านบาท
สรุป 3 เทรนด์วิลล่าภูเก็ต
ประเด็นแรก : ตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างรุนแรง
ยอดขายวิลล่าปี 2568 ที่ทำสถิติสูงสุด 631 หน่วย เป็นข้อพิสูจน์ว่าภูเก็ตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุน
ประเด็นสอง : การย้ายทำเลเข้าสู่พื้นที่ตอนใน
ทำเลศรีสุนทร, ถลาง, บางโจ กลายเป็น Hub ใหม่ของการพัฒนาโครงการ และสามารถทำยอดขายได้ดีมาก เนื่องจากตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการอยู่อาศัยระยะยาว (Long-stay)
ประเด็นสุดท้าย : ช่องว่างราคาที่กว้างขึ้น
โซนลายัน และ บางเทา ยังคงรักษาตำแหน่งทำเลอัลตร้าลักชัวรีด้วยราคาเพดานที่เกือบแตะ 300 ล้านบาท
ในขณะที่โซนเชิงทะเลตอนในและบางโจกลายมาเป็นตลาดที่น่าจับตาเพราะมีสินค้าตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 15 ล้านบาท ไปจนถึงระดับร้อยล้านบาท