ตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาที่หดตัวทุกปีอาจดูเป็นแค่สถิติธุรกิจ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้นใหญ่กว่ามาก เพราะประเทศไทยกำลังสูญเสียอธิปไตยทางข้อมูลข่าวสาร และความสามารถในการกำหนดค่านิยมของคนในชาติอย่างเงียบ ๆ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
ทีวี สื่อหลักที่กำลังโคม่า
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 ตลาดโฆษณาทีวีไทยมีมูลค่าสูงถึง 77,111 ล้านบาท กระจุกตัวอยู่บนฟรีทีวีเชิงพาณิชย์เพียง 4 ช่อง ได้แก่ ช่อง 3, 5, 7 และ 9 ซึ่งทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงหลักของสังคมไทยในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารและค่านิยม
วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตลาดโฆษณาทีวีหดเหลือเพียงราว 29,000 ล้านบาท หรือไม่ถึง 40% ของยอดเดิม ในขณะที่จำนวนช่องที่ชิงเค้กก้อนนี้ไม่ใช่แค่ 4 ช่องเหมือนในอดีต แต่เพิ่มขึ้นเป็น 14 ช่อง แปลว่าในวันที่เค้กเล็กลง แต่กลับมีตัวแบ่งเพิ่มขึ้น
ตัดภาพมาที่ เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัล ที่จาก 2,000 กว่าล้านบาท ในปี 2555 ได้เติบโตเป็นกว่า 32,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน ซึ่งแซงหน้ามูลค่าโฆษณาทีวีไปแล้ว ที่สำคัญคือ ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมเม็ดเงินจาก SME และผู้ประกอบการรายย่อยที่ดีลตรงกับแพลตฟอร์ม ซึ่งรวม ๆ แล้วคาดว่าเม็ดเงินจะมหาศาลถึง 55,000 ล้านบาท และเม็ดเงินทั้งหมดนี้กำลัง ไหลออกนอกประเทศ
“แน่นอนว่าการมาของแพลตฟอร์มเหล่านี้ ช่วยสร้างรายได้ให้กับครีเอเตอร์-อินฟลูเอนเซอร์ไทย แต่มันเหมือนเอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้าง เพราะเม็ดเงินที่ไหลออกมหาศาลกว่านั้นมาก และอินฟลูเอนเซอร์ที่ยังเป็นคนไทยอยู่ก็ยังต้องใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นยานพาหนะ เงินจึงวนกลับออกไปนอกประเทศอยู่ดี”

ไม่ใช่แค่สื่อ แต่ ซูเปอร์แพลตฟอร์ม กำลังกินรวบทั้งหมด
ในสายตาคนทั่วไป Facebook, Instagram, TikTok ก็เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แต่มองให้ลึกกว่านั้น แพลตฟอร์มเหล่านี้กำลังกลายเป็น ซูเปอร์แพลตฟอร์ม ที่กินรวบทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การรับข้อมูลข่าวสาร ความบันเทิง การค้นหา ไปจนถึงการซื้อขาย การชำระเงิน และการผ่อนชำระ ไม่ใช่แค่ช่องทางโฆษณาหรือโซเชียลมีเดียอีกต่อไป และที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ แพลตฟอร์มเหล่านี้มีข้อได้เปรียบด้านข้อมูลมหาศาล
“เราเสียทุกอย่างไป โดยเฉพาะดาต้า ดังนั้น ไม่ใช่แค่เม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาท ตอนนี้เขารู้พฤติกรรมคนของเราดีกว่าเรา อำนาจในการกำหนดสิ่งที่คนไทยต้องเห็นหรือรับรู้ โดยที่คนไทยและผู้ประกอบการไทยไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดกติกานั้นแม้แต่น้อย”
จับตาใบอนุญาตดิจิทัลทีวีจะหมดในอีก 2 ปี
หนึ่งในความเสี่ยงเร่งด่วนที่สุดคือ ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่กำลังจะหมดอายุในอีกราว 2 ปีข้างหน้า โดยที่ประเทศไทยยัง ไม่มีแผนเปลี่ยนผ่าน ระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติที่ชัดเจนแม้แต่ฉบับเดียว
คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าจะต่ออายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหรือไม่ แต่คือ ประเทศไทยมีแผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อแห่งชาติ เมื่อไม่มีทิศทาง ผู้ประกอบการก็ไม่กล้าลงทุน ไม่กล้าพัฒนาธุรกิจต่อ ผลที่ตามมาคือโดน 2 เด้ง คือประเทศและผู้ประกอบการไทยไม่มีความพร้อม ในขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติที่มีความพร้อมอยู่แล้วก็ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเป็นสองเท่า
และแม้ออนไลน์กลายเป็นพื้นที่หลักที่คนไทยเสพสื่อ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อหลักโดยเฉพาะฟรีทีวียังคงเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนได้กว้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลยังพึ่งพาสื่อหลักเหล่านี้อยู่

นอกจากนี้ ทีวียังเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ต่างจากช่องทางออนไลน์ที่เรื่องของเฟคนิวส์ เป็นอีกปัญหาสำคัญ ดังนั้น การผลักทุกคนไปสู่โลกออนไลน์โดยไม่มีแผนรองรับจึงไม่ใช่แค่ปัญหาธุรกิจสื่อ แต่คือความเหลื่อมล้ำทางข้อมูลข่าวสารที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งใหม่
“ไทยไม่มีการกำกับดูแลเลย ประเทศอื่นมีกลไกในการดูแลเพื่อให้เกิดสมดุล ขณะเดียวกันยังรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ดังนั้น เราไม่ได้จะรักษาทีวีดิจิทัลในแบบเดิม แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศน์สื่อใหม่ คนไทยต้องควบคุมได้และได้ประโยชน์จากมัน”
6 ยุทธศาสตร์สู่โครงสร้างพื้นฐานสื่อแห่งชาติยุคใหม่
MI Group เสนอกรอบคิดใหม่ที่เรียกว่า National Attention Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานในการดึงดูดและรักษาความสนใจของคนไทย ซึ่งประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์หลัก
- 1. Thai Content Power เพราะคอนเทนต์ไทยไม่ได้แพ้ชาติใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ วัฒนธรรม อาหาร หรือองค์ความรู้เฉพาะถิ่น สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งที่แพลตฟอร์มระดับโลกไม่สามารถลอกเลียนได้ แต่ที่ขาดคือการรวมพลังอย่างเป็นระบบ
- 2. Thailand Media Alliance การรวมพลังผู้ประกอบการสื่อ คอนเทนต์ และครีเอเตอร์ไทย ไม่ใช่การนำมามัดรวมกัน แต่คือการสร้างอำนาจการแข่งขันร่วมกันโดยที่แต่ละฝ่ายยังรักษาความเป็นตัวเองไว้
- 3. Thailand Data Exchange พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ข้อมูลที่เกิดจากคนไทยสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย ภายใต้กติกาที่ปลอดภัยและโปร่งใส
- 4. Thai AI Ecosystem ลงทุนใน AI ภาษาไทย ฐานข้อมูลไทย และองค์ความรู้ไทย เพื่อให้ AI เข้าใจและสร้างประโยชน์จากบริบทของประเทศไทยโดยเฉพาะ แทนที่จะพึ่งพา AI ที่ถูกฝึกด้วยข้อมูลจากต่างประเทศทั้งหมด
- 5. กระดับธุรกิจสื่อจากการขาย Reach และ Impression ไปสู่การสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์ในรูปแบบ Content → Audience → Community → Commerce → Data ซึ่งเป็นโมเดลที่ทำให้สื่อไทยแข่งขันในยุคดิจิทัลได้จริง
- 6. Digital & AI Literacy สร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าใจคุณค่าของข้อมูล รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ข่าวปลอม และอิทธิพลของอัลกอริทึมที่มีต่อการรับรู้ ความเชื่อ และการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน

ไม่ใช่การมีซูเปอร์แอป แต่คือการสร้าง Ecosystem ของคนไทย
ภวัต ย้ำว่า เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การสร้างแอปพลิเคชันแห่งชาติขึ้นมาสักตัว เพราะแอปเดียวไม่ใช่คำตอบ สิ่งที่ต้องการคือการสร้าง ecosystem ที่คนไทยเป็นเจ้าของและได้ประโยชน์จริง ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง คอนเทนต์ หรือฝั่ง อีคอมเมิร์ซ
โดยในฝั่งสื่อ แต่ละช่องและแต่ละสื่อยังเป็นเจ้าของ exclusive content ของตัวเองอยู่ แต่ควรมีแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวม content เหล่านั้นไว้ในที่เดียว เพื่อดึงดูดความสนใจของคนไทยให้อยู่ในระบบที่เราควบคุมได้
ขณะเดียวกันในฝั่งคอมเมิร์ซ ผู้ประกอบการรีเทลไทยก็ควรรวมข้อมูลธุรกรรมของตัวเองเข้าด้วยกันในเชิงโครงสร้าง เมื่อสองฝั่งนี้เชื่อมกันได้ ข้อมูลพฤติกรรมคนไทยก็จะวนอยู่ในระบบ
“เหมือนกับที่ไทยมีพร้อมเพย์ คือแต่ละธนาคารยังเป็นเจ้าของตัวเอง แต่มีโครงสร้างกลางที่เชื่อมทุกฝ่ายเข้าหากัน ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ต้องควบรวมกิจการ”
วิกฤตเงียบ ไม่ใช่วิกฤตสื่อ แต่คือวิกฤตโครงสร้างของประเทศ
ภวัต ทิ้งท้ายว่า ระบบสื่อและข้อมูลข่าวสารไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมที่คนในวงการจะได้หรือเสียประโยชน์ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่กำหนดได้ทั้งความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก คุณภาพของคนในสังคม และความมั่นคงของประเทศในระยะยาว
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่สถานีโทรทัศน์หรือผู้ประกอบการสื่อ แต่ยังครอบคลุมถึงบริษัทโปรดักชั่น สำนักข่าว นักสร้างสรรค์ นักข่าว บุคลากรด้านเทคนิค และอีกหลายแสนชีวิตในระบบนิเวศสื่อไทยทั้งหมด
คำถามจึงไม่ใช่ว่าทีวีจะอยู่รอดหรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะออกแบบระบบนิเวศสื่อใหม่ที่ประกอบด้วย Free TV, Radio, OTT, Streaming, Social Media, Digital Platform และ Out-of-Home Media ให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุลได้อย่างไร โดยที่คนไทยยังเป็นเจ้าของและได้ประโยชน์จากมันอย่างแท้จริง