กระแส “ซีรีส์แนวตั้ง” (Vertical Series) หรือ ละครสั้น (Micro-Drama) ความยาวตอนละ 1-2 นาที กำลังกลายเป็นเครื่องมือซอฟต์พาวเวอร์ชิ้นใหม่ที่ทรงพลังที่สุดยุคนี้ ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความไว กระชับ และเสพคอนเทนต์ผ่านสมาร์ตโฟน (สัดส่วน 9:16) เป็นหลัก ทำให้อุตสาหกรรมนี้กลายร่างจากคอนเทนต์ทางเลือก สู่ขุมทรัพย์ทางธุรกิจระดับโลก
ซีรีส์แนวตั้งโลก 6 แสนล้านบาท "จีน" เบอร์ 1 ตลาดครองส่วนแบ่ง 77%
จาก รายงานนวัตกรรมและการพัฒนาละครสั้นที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยพัฒนา ภายใต้สำนักงานบริหารวิทยุและโทรทัศน์แห่งรัฐ ของประเทศจีน ร่วมกับภาคเอกชน ระบุว่า ในปี 2568 ตลาดละครสั้นทั่วโลกมีมูลค่ารวมเกือบ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท
โดย "ตลาดจีน" ประเทศเดียวมีมูลค่าสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.67 แสนล้านบาท คิดเป็นมาร์เก็ตแชร์ 77.78 ของโลก ทิ้งห่างตลาดประเทศอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น
ทั้งนี้ ความสำเร็จของจีนไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคภายในประเทศที่เปิดรับโมเดลนี้ อ้างอิงสมาคมเน็ตแคสติ้งแห่งประเทศจีนระบุว่า ชาวจีนใช้เวลาดูละครสั้นเฉลี่ยสูงถึง 2 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มขึ้น 25.9% (YoY)
3 แพลตฟอร์มฮิตติดลมบนในจีน ได้แก่
1.Hongguo Short Drama (ครองแชมป์ความนิยมสูงสุด)
2.Hippo Theater
3.Fanhua Theater

ตลาดโลกขานรับเทรนด์ "ไทย" ขึ้นแท่นตลาดหลัก ดาวน์โหลดอันดับ 6 ของโลก ยอดเปย์อันดับ 3 ของโลก
เมื่อจีนส่งออกโมเดลนี้ไปต่างประเทศ ยอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันละครสั้นในฝั่งต่างประเทศก็เติบโตแบบก้าวกระโดดทะลุ 730 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 370.4% (YoY)
4 แพลตฟอร์มระดับโลกที่ทรงอิทธิพล (นอกประเทศจีน) ได้แก่
อันดับ 1 Reelshort แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่
อันดับ 2 DramaBox
อันดับ 3 ShortMax
อันดับ 4 GoodsShort
ในตลาดต่างประเทศ "ไทย" เปรียบเสมือนดาวรุ่ง ด้วยพฤติกรรมเปย์หนัก
-ยอดดาวน์โหลดซีรีส์แนวตั้งในไทย ติดอันดับ 6 ของโลก
-ยอดเม็ดเงิน (In-App Purchase) ในไตรมาสแรกของปี 2568 คนไทยเปย์เงินปลดล็อกดูซีรีส์แนวตั้งรวมกว่า 7.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 257 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก (นอกประเทศจีน) รองจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเท่านั้น ปัจจุบันค่ายมือถือยักษ์ใหญ่อย่าง AIS ก็มีผู้ใช้งานแอปฯ กลุ่มนี้สูงถึง 9 ล้านรายต่อเดือน

ทั่วโลกเดินตามรอยโมเดลซีรีส์แนวตั้งจีน ฟากเกาหลี-อินเดีย โดดร่วมวง
ความสำเร็จของซอฟต์พาวเวอร์จีนทำให้ประเทศผู้ผลิตคอนเทนต์รายอื่นเริ่มขยับตัวและใช้โมเดลธุรกิจเดียวกันเพื่อสร้างเม็ดเงิน
-เกาหลีใต้ คาดว่าจะเติบโตจาก 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.63 หมื่นล้านบาท ในปี 2567 ไปแตะ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 5 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2572
-อินเดีย ตลาดกำลังเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปี 2569 จะมีมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และจะโตเฉลี่ยปีละ 31% จนพุ่งทะลุ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 1.5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573

โอกาสของไทยในตลาดโลก
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า เมื่อผู้บริโภคชาวไทยมีพร้อมทั้งความชื่นชอบ (ยอดดาวน์โหลดอันดับ 6) และกำลังซื้อ (ยอดเปย์อันดับ 3)
นี่จึงเป็นโอกาสทองที่ผู้ผลิตไทย ซึ่งปัจจุบันมีรายใหญ่อย่าง กันตนา, อมรินทร์ทีวี, Mi Group, oneD และทรูไอดี เริ่มขยับแล้ว จะต้องเร่งสปีด
โดย สนค. ชี้เป้า 4 กลยุทธ์สำคัญที่ต้องเน้น ดังนี้
1.ชู Soft Power แบบย่อยง่าย
พัฒนาบทที่สอดแทรกเอกลักษณ์ คอนเซปต์ความเป็นไทย หรือวัฒนธรรม แต่ต้องเล่าเรื่องให้เข้าใจง่ายในระดับสากล ไม่ซับซ้อน
2.ฉีกกรอบโปรดักชันเข้าสู่ 9:16
ต้องยกระดับทักษะผู้ผลิตให้เชี่ยวชาญการเล่าเรื่องที่กระชับ ปล่อยปมขัดแย้ง/จุดหักมุมทุกนาที และจัดองค์ประกอบภาพให้ตอบรับหน้าจอสมาร์ตโฟนโดยเฉพาะ

3.จับตา Data ขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจ
นำข้อมูลพฤติกรรมจากแพลตฟอร์มมาดีไซน์ระบบทำเงิน เช่น การปล่อยฟรี 10-15 ตอนแรกเพื่อล่อซื้อ หรือการทำ Affiliate Marketing แปะลิงก์ขายสินค้า แฟชั่น หรือเครื่องสำอางไทยที่ปรากฏในซีรีส์
4.บุกตลาดโลกด้วยพันธมิตรเกี่ยวเนื่อง
เร่งส่งเสริมงานแปลซับไตเติล ทีมพากย์ที่มีคุณภาพ เพื่อพร้อมส่งออกคอนเทนต์ไทยไปยังตลาดศักยภาพสูงอย่าง จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และยุโรป ทันที
"กระแสความนิยมของซีรีส์แนวตั้งเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ และความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยควรเร่งพัฒนาคอนเทนต์ให้มีเอกลักษณ์ และนำเสนอความเป็นไทยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในตลาดดิจิทัลคอนเทนต์โลก รวมถึงสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง"