เพราะสาเหตุหลักที่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เกิดจากครัวเรือนมีรายได้เพิ่มจนปลดหนี้ได้ แต่เกิดจากแบงก์เข้มงวดจนปล่อยกู้ยากขึ้น โดยจะเห็นได้ว่า สินเชื่อแบงก์หลักติดลบ 2.1% ยาวนานกว่า 2 ปี สะท้อนถึงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดและระมัดระวังขั้นสุด
แม้แบงก์รัฐจะพยายามปล่อยสินเชื่อเพื่อพยุงสภาพคล่องตามนโยบายอุ้มประชาชน แต่ก็โตชะลอลงเหลือเพียง 1.6% ขณะที่ภาพรวมหนี้ไตรมาสแรกจะขยับขึ้นเล็กน้อย 0.5% จากไตรมาสก่อน แต่การโตนั้นมาจากสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ไม่ใช่สินเชื่อเพื่อสร้างทรัพย์สินระยะยาว
ภาพที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนจึงต้องดิ้นรนหาทางรอดผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่ายกว่า แม้จะต้องแลกกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นก็ตาม สะท้อนชัดเจนว่า ครัวเรือนหันไปพึ่งพาการจำนำทรัพย์สินระยะสั้นเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
โดยสินเชื่อผ่านโรงรับจำนำและสหกรณ์ออมทรัพย์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงรับจำนำที่โตขึ้น 18.3% สะท้อนว่าครัวเรือนบางส่วนเริ่มหันไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายกว่า หรือการกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ยังขยายตัวอยู่ที่ 5%
ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงต่อเนื่องไปอยู่ที่ 83.5-84.5% ในสิ้นปีนี้ โดยมาจากปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่ แบงก์เข้มงวด การสร้างหนี้ใหม่ทำได้ยาก, ครัวเรือนรัดเข็มขัด จากรายได้ฟื้นช้า ค่าครองชีพสูงลิ่ว ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้คนไม่กล้าสร้างหนี้เพิ่ม และชะลอการใช้จ่าย, ตัวเลข GDP ที่เป็นตัวหารสูงขึ้นจากแรงดันเงินเฟ้อ ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้จริงของประชาชนยังคงเปราะบาง
นอกจากนี้ สุขภาพทางการเงินของคนไทยก็ยังน่าห่วงเป็นอย่างมาก เนื่องจาก
-ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ จากอัตราการว่างงานสูงขึ้น ชั่วโมงการทำงานลดลง และค่าจ้างเฉลี่ยกลับมาหดตัว กดดันรายได้ของแรงงานอย่างหนัก
-ตัวเลขหนี้ครัวเรือนทางการยังไม่ได้รวมหนี้จากกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และ ‘หนี้นอกระบบ’ ซึ่งกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยต้องพึ่งพามากขึ้นเรื่อยๆ
-คุณภาพสินเชื่อน่าเป็นห่วง เพราะแม้ NPL หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพจะเริ่มทรงตัว แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง
-รายได้ไม่พอจ่าย โดยครัวเรือนที่มีหนี้เกินกว่าครึ่งหนึ่ง และมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่มีภาระผูกพันชำระหนี้สูงกว่ารายรับที่หาได้ในแต่ละเดือน