Insight

แค่เงินเดือนไปไม่รอด! ผลสำรวจพบ 42% ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน ยังต้องพึ่งเงินพ่อแม่ประคองชีวิต

จากผลการศึกษา Planning & Progress Study ประจำปี 2026 ของ Northwestern Mutual พบว่า ชาวอเมริกันถึง 42% ยอมรับว่าพวกเขายังต้องพึ่งพาเงินซัพพอร์ตจากพ่อแม่ โดยในจำนวนนี้เป็นกลุ่ม Gen Z สูงถึง 72%, คนรุ่นมิลเลนเนียลเกินครึ่ง และยังมีคน Gen X อีกราว ๆ 1 ใน 3

im-911875.avif

Megan McCoy นักบำบัดทางการเงินและอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Kansas State ให้มุมมองว่า ไม่ว่าสิ่งที่พ่อแม่ช่วยซัพพอร์ตจะเป็นแค่ค่าโทรศัพท์รายเดือน หรือเงินก้อนสำหรับดาวน์บ้านก็ตาม ความช่วยเหลือข้ามเจนแบบนี้มักจะนำมาซึ่งความรู้สึกอันท่วมท้นและละเอียดอ่อนเสมอ

เวลาพูดถึงเรื่องที่พ่อแม่ยังต้องเลี้ยงดูลูกที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว สังคมมักจะพยายามหาคนผิดอยู่เรื่อย เช่น เด็กมันไม่รู้จักโต หรือไม่ พ่อแม่ตามใจจนเสียคน แต่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นเหมือนจังหวะการเต้นรำร่วมกัน มากกว่า เพราะไม่มีใครเป็นต้นเหตุหลักเพียงฝ่ายเดียว แต่มันเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ถักทอและพัฒนาขึ้นตามกาลเวลา

เรื่องเงินในครอบครัวมักมาพร้อมกับมรสุมทางอารมณ์ พ่อแม่อาจรู้สึกแอบน้อยใจหรืออึดอัดที่ต้องคอยอุ้มชูลูกไม่สิ้นสุด ส่วนฝั่งลูกเองก็อาจจะเริ่มเคยตัวจนคิดว่าเป็นสิ่งที่ตนควรได้ หรือในทางกลับกัน อาจรู้สึกอับอายและไร้ค่าที่ยังต้องแบมือขอเงิน เพื่อเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ McCoy เน้นย้ำว่า ทุกฝ่ายต้องเคลียร์กันให้ชัดเจนถึงเหตุผลเบื้องหลังของการให้เงิน

สำหรับคนเป็นพ่อแม่ McCoy แนะนำให้กลับมาเช็กจิตใจตัวเองดี ๆ ต้องแน่ใจว่าเราไม่ได้ให้เงินเพราะรู้สึกผิดที่เคยไม่มีเวลาให้เขาในอดีต หรือให้เพราะอยากมีอำนาจเหนือการตัดสินใจของลูก และที่สำคัญ อย่าให้เงินเพียงเพราะดูถูกและคิดว่าลูกไม่มีปัญญาทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง

สำหรับลูก Nikki Macdonald นักวางแผนทางการเงินรับรอง (CFP) จาก Northwestern Mutual ย้ำว่า ลูกๆ ต้องตระหนักว่าเงินช่วยเหลือนี้เป็นเพียง ตัวช่วยชั่วคราว เพื่อส่งให้เราผ่านช่วงเวลาสำคัญไปได้เท่านั้น ไม่ใช่ตั๋วบุฟเฟต์ที่จะพึ่งพาพ่อแม่ไปได้ตลอดชีวิต

Macdonald เล่าว่า ลูกค้ารุ่นใหญ่บางคนที่มาปรึกษาเธอมักติดดักความคิดที่ว่า ก็มันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ทำไมต้องเปลี่ยน ในเมื่อพ่อแม่ก็ยังซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายบางอย่างให้อยู่? จนหลายคนเริ่มมองว่าเงินส่วนนี้เป็นของตายที่ขาดไม่ได้

McCoy อธิบายเสริมว่า หากจัดการอย่างถูกต้อง เงินช่วยเหลือจากพ่อแม่จะเปรียบเสมือนนั่งร้าน หรือฐานรองรับชั้นดี ที่ช่วยให้ลูกตั้งหลักและต่อยอดไปสู่การสร้างชีวิตที่มั่นคงด้วยตัวเองได้

McCoy และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินต่างเห็นตรงกันว่า หัวใจสำคัญของการช่วยเหลือกันเรื่องเงินคือ "การเปิดใจคุยกันอย่างสม่ำเสมอ" หากปราศจากสิ่งนี้ ก็เสี่ยงมากที่จะเกิดความขุ่นเคืองหรือทำร้ายจิตใจกัน โดยเฉพาะในวันที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยากแยกตัวเป็นอิสระ หรือเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่ากำลังโดนเอาเปรียบ

หากคุณคิดจะส่งต่อความมั่งคั่งหรือให้มรดกแก่ลูกอยู่แล้ว McCoy แนะนำว่า การมอบให้เร็วขึ้นในวันที่เขายังต้องการ มันจะมีคุณค่าและสร้างอิมแพกต์กับชีวิตลูกได้มากกว่าการรอให้ถึงเวลาในอนาคต

"วงจรการตั้งหน้าตั้งตารอให้เสียชีวิตก่อนแล้วค่อยมอบมรดกให้อาจจะไม่ตอบโจทย์เสมอไป เพราะบ่อยครั้ง มรดกตกมาถึงในวันที่ลูกเซ็ตตัวได้และมีความมั่นคงทางการเงินมากที่สุดในชีวิตแล้ว แทนที่จะได้มอบเป็นของขวัญซัพพอร์ตในยามที่พวกเขาต้องการมันมากที่สุด"

McCoy แนะนำให้ใช้เงินช่วยเหลือใน 2 ทางหลักๆ คือ ช่วยแบ่งเบาความเครียดทางการเงิน หรือช่วยส่งดันให้พวกเขาเข้าใกล้เป้าหมายชีวิตได้เร็วขึ้น

• การช่วยแบ่งเบาภาระ: เช่น ช่วยโปะหนี้ กู้ยืมเพื่อการศึกษา (Student loan), ให้ลูกใช้สิทธิประกันสุขภาพร่วมกัน หรือยื่นมือเข้ามาช่วยในยามฉุกเฉิน

• การช่วยส่งเสริมเป้าหมาย: เช่น ช่วยเงินดาวน์บ้าน หรือช่วยจ่ายค่าเช่าห้องในระหว่างที่ลูกกำลังเรียนต่อระดับปริญญาโท/เอก

"เป้าหมายคือการมองหาสิ่งที่จะช่วยยกระดับชีวิต หรือเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้พวกเขาเติบโตขึ้นไปอีกขั้น" McCoy กล่าว

ในความเป็นจริง สำหรับหลาย ๆ ครอบครัว การคอยอุ้มชูลูกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายเลย พ่อแม่จำนวนมากจำเป็นต้องเก็บเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณของตัวเอง หรือบางครอบครัวก็มีภาระต้องดูแลคุณย่าคุณยายที่แก่ชราไปพร้อม ๆ กัน

เพื่อไม่ให้แผนชีวิตระยะยาวของพ่อแม่ต้องพังลง Macdonald แนะนำว่า พ่อแม่ควรปรึกษานักวางแผนทางการเงินก่อนที่จะตกปากรับคำหรือมอบเงินก้อนใหญ่ให้ลูก ยกตัวอย่างเช่น หากรู้ว่าในอนาคตลูกอาจจะต้องการเงินดาวน์บ้าน เราสามารถวางแผนล่วงหน้าได้เลยว่า ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า เราจะจัดสรรเงินไว้สักก้อนสำหรับเรื่องนี้ แล้วลองทำ Stress Test (ทดสอบสภาวะรับแรงกดดันทางการเงิน) ดูว่ากระทบเงินเกษียณไหม" Macdonald อธิบาย

และถ้าผลออกมาว่า เงินดาวน์บ้านก้อนนั้นจะกระทบกับเงินเกษียณหรือค่ารักษาพยาบาลในวัยชราของคุณ พ่อแม่ก็ควรจัด "การพูดคุยเพื่อปรับความคาดหวัง" ร่วมกันทั้งครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา

McCoy กล่าวทิ้งทายว่า การพูดคุยเรื่องเงินข้ามเจนเนอเรชันควรเกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่น ๆ และคุยกันบ่อย ๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทั้งเรื่องเงินและเรื่องความสัมพันธ์

"ความโปร่งใสในครอบครัวเกี่ยวกับ 'เหตุผลของการให้' มีประโยชน์มหาศาลในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรามั่นใจได้ว่า เหตุผลนั้นเกิดจากความรักและความหวังดีอย่างแท้จริง"

Source