ในโลก AI ที่แข่งขันกันสูง โดยเฉพาะเหล่ายักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ล่าสุด บิ๊กเทคในจีนเริ่มกำลังกล่า "ช้างเผือก" ในเด็กระดับมัธยม จากกเดิมที่ไล่จีบเด็กมหาวิทยาลัย เหตุผลเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้เรียบง่ายมาก นั่นคือ จีนกำลังขาดแคลนวิศวกร AI ระดับท็อปอย่างหนัก การแข่งขันระหว่างบริษัทเทคฯ ทวีความรุนแรง และทุกคนเชื่อเหมือนกันว่า "ถ้าจะเจอเพชรเม็ดงาม ต้องตามหาตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน"
เทียนเฉิน ซวี (Tianchen Xu) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit วิเคราะห์ว่า เด็กยุคใหม่ที่เติบโตมากับเครื่องมืออย่าง Open-source หรือ AI ช่วยเขียนโค้ด มักเรียนรู้ได้ไวกว่าและมีอายุการใช้งานในบริษัทได้ยาวนานกว่า ในยุคที่ค่าตัวของนักวิทยาศาสตร์ AI พุ่งสูงลิ่ว การคว้าตัวเด็กที่มีแววตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดก่อนที่ค่าตัวพวกเขาจะถูกปั่นจนแตะไม่ได้
ปั้นตั้งแต่ขาสั้น: กลยุทธ์ยักษ์ใหญ่ไอที
บรรดาค่ายเทคฯ ชั้นนำเริ่มขยับตัวกันอย่างเห็นได้ชัด:
- Tencent: เปิดค่ายติวเข้มเด็กอายุ 13–18 ปี นาน 3–8 สัปดาห์ ขนพี่เลี้ยงมาสอนตั้งแต่เรื่องการบริหารผลิตภัณฑ์ AI, ระบบหุ่นยนต์ ไปจนถึงควอนตัมคอมพิวติ้ง
- ByteDance: ด้าน จาง อี้หมิง (Zhang Yiming) ผู้ก่อตั้ง ByteDance ก็ร่วมลงขันตั้งศูนย์วิจัยไม่แสวงหากำไร คัดเลือกเด็ก ม.ปลาย วัย 16–18 ปี จำนวน 30 คนต่อปี เข้ามาเป็นนักวิจัยฝึกหัดแบบเต็มเวลาในสาขา AI คณิตศาสตร์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยคัดเลือกเข้มข้นถึงขั้นต้องดูผลการเรียน และให้ผู้ปกครองเขียนบรรยายว่าสนับสนุนการเรียนรู้ของลูกอย่างไร
- Geely: ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เล่นใหญ่กว่าใคร ด้วยการเปิดโปรแกรมจองตัวเด็กจบ ม.ปลาย เข้าเรียนหลักสูตรพิเศษด้าน AI ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีดาวเทียมที่บริษัทออกแบบเอง เรียนจบปุ๊บรับเข้าทำงานทันทีพร้อมการันตีสตาร์ทเงินเดือนเท่าเด็กจบปริญญาตรี แถมยังคืนเงินค่าเทอมให้ครบทุกบาททุกสตางค์หากสอบผ่านตามเกณฑ์
วิกฤตคนขาดแคลน ปัจจัยบีบให้ต้อง "ล่าเด็ก"
สถิติจาก McKinsey คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 จีนจะเผชิญภาวะ ขาดแคลนแรงงาน AI สูงถึง 5 ล้านคน โดยมหาวิทยาลัยในระบบสามารถผลิตคนป้อนตลาดได้เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น
ความวิกฤตนี้เห็นได้ชัดจากตัวเลขของแพลตฟอร์มหางาน Zhaopin ที่พบว่า อัตราส่วนตำแหน่งงาน AI ที่เปิดรับสูงถึง 3.08 ตำแหน่งต่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติ 1 คน เรียกได้ว่างานเหลือ คนขาดอย่างแท้จริง
มองข้าม "ใบปริญญา" สู่การวัดที่ "กึ๋น"
สำหรับ MiniMax สตาร์ทอัพ AI ระดับท็อปของจีน มองว่าเทรนด์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเห่อเด็กอายุน้อย แต่คือการยกเค้าความคิดเดิมๆ ว่า "คนเก่ง" ต้องมีหน้าตาแบบไหน
ยูหนาน จาง (Yunan Zhang) รองประธาน MiniMax ซึ่งมีพนักงานอายุเฉลี่ยเพียง 29 ปี อธิบายว่า ในอุตสาหกรรมที่ใหม่และหมุนไวขนาดนี้ ประสบการณ์ทำงานในอดีตหรือใบปริญญาแทบจะใช้วัดอะไรไม่ได้เลย
"สิ่งที่เรามองหาจริงๆ คือ 'กึ๋นและความอยากรู้อยากเห็น' (Raw intelligence & Curiosity)" จางกล่าว "ถ้าเป็นเมื่อก่อน เด็กปี 1 หรือปี 2 อย่าหวังว่าจะผ่านด่าน HR ของบริษัทเทคฯ ใหญ่ๆ ได้เลย แต่ตอนนี้ประตูเปิดกว้างแล้ว ไม่ใช่เพราะเราคิดว่ายิ่งเด็กรุ่นใหม่ยิ่งดีนะ แต่เพราะ 'อายุ' ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไปแล้วต่างหาก"
สนามแข่งระดับโลก และความจริงอีกด้าน
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในจีน ในสหรัฐฯ ทั้ง Google, Microsoft หรือ Palantir ต่างก็มีโปรแกรมเฟ้นหาและรับเด็ก ม.ปลาย เข้าทำงานโดยไม่จำกัดว่าจะต้องมีปริญญาตรีอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม คริส เพ่ย (Chris Pei) จากบริษัทรีครูทต์ UFound ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า การลงทุนในเด็กมัธยม แท้จริงแล้วคือการ "สร้างคลังอะไหล่ระยะยาว" (Talent Pool) มากกว่าการจ้างงานจริงทันที บริษัทต้องการเฝ้าดูพัฒนาการของเด็กเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ เพื่อดึงตัวมาร่วมงานในวันที่พวกเขาพร้อม และถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์องค์กรไปในตัว