ปัจจุบันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมาหลายปี แม้ว่ารัฐบาลจีนจะได้พยายามดำเนินมาตรการเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจลง โดยในปี 2004 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนมีอัตราการเจริญเติบโตสูงถึงร้อยละ 9.5 การเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีนดังกล่าวยังผลให้ความต้องการโดยรวมในประเทศสูงขึ้น รวมทั้งได้ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการค้าของจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อภาวะการค้าระหว่างประเทศและระบบเศรษฐกิจของโลกโดยรวม เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า China Effect
ความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนได้ทำให้ความต้องการบริโภคเหล็กของจีนขยายตัวอย่างมาก ประกอบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ตลาดเหล็กของโลกเมื่อปีที่แล้วประสบภาวะตึงตัว ราคาผลิตภัณฑ์เหล็กในตลาดโลกพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ พ่อค้าเหล็กมีการกักตุนเหล็กเพื่อเก็งกำไร ขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก็เร่งเก็บสต็อกเหล็กเพราะวิตกว่าเหล็กจะขาดตลาด
ครั้นมาในปี 2005 นี้ เศรษฐกิจของจีนยังคงขยายตัวในระดับเกินร้อยละ 9 คือประมาณร้อยละ 9.3-9.4 แม้ว่าจะชะลอลงบ้างเพียงเล็กน้อยเทียบกับร้อยละ 9.5 ในปีที่แล้ว ในขณะเดียวกัน ความต้องการบริโภคและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตเหล็กของจีนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อุตสาหกรรมเหล็กของจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนมีแนวโน้มว่าปริมาณอุปทานเหล็กจะเกินความต้องการในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป อเมริกาเหนือ หรือประเทศญี่ปุ่น ต่างได้พยายามจำกัดปริมาณการผลิตเหล็กของตนลง เพื่อให้อุปทานและอุปสงค์เหล็กมีความสมดุลกันมากขึ้นสอดคล้องกับภาวะความต้องการที่ทรงตัว แต่ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมเหล็กของจีนกลับยังคงมีการขยายการผลิต ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศจีนเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก อีกทั้งยังคงมีการเพิ่มปริมาณผลิตอย่างต่อเนื่อง
คาดว่าในปี 2005 นี้ อุตสาหกรรมเหล็กของจีนจะทำสถิติการผลิตเหล็กได้โดยประเทศเดียวเกินระดับ 300 ล้านเมตริกตันเป็นครั้งแรกของโลก โดยประมาณว่าตลอดปี 2005 นี้ การผลิตเหล็กของจีนจะขยายตัวกว่าร้อยละ 24 ด้วยปริมาณผลิตที่สูงกว่า 340 ล้านเมตริกตัน สวนทางกับปริมาณผลิตเหล็กในประเทศอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ได้ชะลอการผลิตลง (ดูในตารางที่ 1) ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการผลิตเหล็กของจีนในปีนี้จะขยับสูงขึ้นถึงร้อยละ 30 ของของปริมาณผลิตเหล็กทั้งโลก เพิ่มจากสัดส่วนร้อยละ 25 เมื่อปีที่แล้ว ผลจากการเพิ่มการผลิตอย่างต่อเนื่องของจีนดังกล่าวจึงส่งผลกระทบอย่างมากต่อแนวโน้มราคาเหล็กในตลาดโลก
ในด้านความต้องการบริโภคเหล็กก็เช่นกัน จากประมาณการของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าระหว่างประเทศ (International Iron and Steel Institute : IISI) ปัจจุบันความต้องการเหล็กของโลกในปี 2005 นี้อยู่ที่ 998 ล้านเมตริกตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 จากปี 2004 ในจำนวนนี้เป็นความต้องการในประเทศจีนประมาณ 300 ล้านเมตริกตันหรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของความต้องการเหล็กทั้งโลก ดังนั้น จึงถือได้ว่าปัจจุบันจีนคือปัจจัยสำคัญยิ่งที่กำหนดทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานเหล็กของโลก และในปีนี้แม้ว่าอุปสงค์เหล็กของโลกจะยังคงเติบโต แต่จากการขยายตัวที่สูงขึ้นของปริมาณผลิตเหล็กของโลกในอัตรากว่าร้อยละ6 ในปีนี้ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการผลิตของจีนที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 24 ดังกล่าวข้างต้น
ประกอบกับการระบายสต็อกผลิตภัณฑ์เหล็ก (De-stocking) ที่บรรดาผู้ประกอบการและพ่อค้าเหล็กได้กักตุนหรือเก็งกำไรไว้เมื่อครั้งที่ราคาเหล็กพุ่งทะยานในปีที่แล้ว รวมทั้งการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกปีนี้ ปัจจัยต่างๆเหล่านี้จึงได้ทำให้สถานการณ์เหล็กในตลาดโลกนับตั้งแต่ต้นปี 2005 นี้กลับอ่อนตัวลง โดยที่ราคาผลิตภัณฑ์เหล็กได้ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2005 นี้ ซึ่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับภาวะในปี 2004
อย่างไรก็ตาม ภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดได้เริ่มบรรเทาลงบ้างในช่วงไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 ปีนี้ เมื่อการระบายสต็อกออกสู่ตลาดของผู้ประกอบการและพ่อค้าเหล็กค่อยๆลดลง ทำให้มีการคาดกันว่าราคาเหล็กที่ก่อนหน้านี้ได้ร่วงลงเป็นลำดับ น่าจะเริ่มทรงตัวและอาจกระเตื้องขึ้นหรือฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4 ปีนี้หลังจากที่ได้ลดดิ่งลงตั้งแต่ต้นปี แต่แล้วแนวโน้มราคาเหล็กของโลกจนถึงขณะนี้ (ไตรมาส 4 ปี 2005)กลับยังมีทิศทางที่ไม่ชัดเจน แทนที่จะกระเตื้องขึ้นหรือเข้าสู่ภาวะราคาขาขึ้นแล้ว โดยเฉพาะราคาเหล็กในยุโรปและอเมริกาที่ได้กระเตื้องขึ้นบ้างหลังจากปริมาณสต็อกเหล็กของพ่อค้าลดลงเป็นลำดับ
แต่จากอุปทานเหล็กในตลาดเอเชียที่มีจีนเป็นปัจจัยหลักที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง สวนทางกับการลดปริมาณผลิตในภูมิภาคอื่นๆของโลก จึงส่งผลให้ราคาเหล็กของโลกในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ยังอยู่ในภาวะอ่อนตัวและมีทิศทางไม่ชัดเจนว่าจะกระเตื้องขึ้นจริงเมื่อใด ทั้งนี้ในไตรมาสปัจจุบัน ราคาผลิตภัณฑ์เหล็กในตลาดโลกได้อ่อนตัวลงประมาณร้อยละ 15-20 จากระดับราคาเมื่อปลายปีที่แล้ว อาทิ ราคาเหล็กรีดร้อนอ่อนตัวลงจาก 650 เหรียญสหรัฐต่อตันเมื่อปลายปีที่แล้ว มาอยู่ที่ประมาณ 545 เหรียญสหรัฐต่อตัน และราคาเหล็กรีดเย็นลดลงจาก 740 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ประมาณ 650 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนเหล็กเส้นลดลงจากประมาณ 512 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ประมาณ 430 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็นต้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีข้อสังเกตว่าตามปกติแล้วราคาเหล็กในตลาดภูมิภาคต่างๆของโลกมักจะมีแนวโน้มที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนส.ค.-พ.ย. ราคาเหล็กในตลาดภูมิภาคต่างๆกลับมีความแตกต่างกัน(Price Divergence)ค่อนข้างมาก
กล่าวคือในขณะที่ราคาเหล็กในตลาดโลกมีแนวโน้มว่าจะขยับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการชะลอการผลิตลงในหลายประเทศ ประกอบกับปริมาณสต็อกเหล็กที่พ่อค้าได้เคยเก็บหรือกักตุนไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้ค่อยๆร่อยหรอลงเป็นลำดับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา ที่ผลจากเหตุการณ์พายุเฮอริเคนได้ทำให้ความต้องการเหล็กเพื่อใช้ในการก่อสร้างซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาเหล็กในหลายภูมิภาคของโลกดูจะกระเตื้องขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา
แต่ในทางตรงข้าม อุปทานเหล็กในจีนที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง กลับส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์เหล็กในภูมิภาคเอเชียยังคงอ่อนตัวลงอีก สวนทางกับแนวโน้มราคาเหล็กในภูมิภาคอื่นๆ (ดูจากความเคลื่อนไหวของดัชนีราคารวมผลิตภัณฑ์เหล็กในในรูปกราฟและในตารางที่ 2 ) โดยราคาเหล็กในเอเชียได้ฉุดรั้งให้ราคาเหล็กของตลาดโลกโดยรวมอ่อนตัวลงในเวลาต่อมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่า ผลจากอุปทานเหล็กของจีน ซึ่งขณะนี้มีปริมาณถึงร้อยละ 30 ของโลกจะยังคงกดดันแนวโน้มราคาเหล็กของโลกต่อไป ทำให้การขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาเหล็กจึงค่อนข้างยาก และหากในอนาคตจีนยังไม่สามารถควบคุมการขยายปริมาณผลิตในประเทศได้แล้ว ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มราคาเหล็กในตลาดโลกต่อไปในปี 2006
สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าระหว่างประเทศยังคาดการณ์ว่า ในปี 2006 ความต้องการเหล็กของโลกจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ1,040-1,055 ล้านเมตริกตัน ซึ่งในจำนวนนี้จะเป็นความต้องการของจีนประมาณ 320-330 ล้านเมตริกตัน หรือมีอัตราขยายตัวชะลอลงเป็นร้อยละ 7-10 เทียบกับร้อยละ 10.3 ในปี 2005 ซึ่งจะสอดคล้องกับการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจจีนในปีหน้า ที่คาดกันว่าอัตราการเติบโตของ GDP น่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 9 เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าหากปริมาณผลิตเหล็กของจีนยังคงขยายตัวในอัตราที่สูงดังเช่นปัจจุบันแล้ว ก็อาจจะนำไปสู่ภาวะเหล็กล้นตลาด และผลักดันให้พ่อค้าจีนต้องระบายเหล็กออกสู่ตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มราคาเหล็กของโลกให้ยังอ่อนตัวอยู่ต่อไปในปี 2006
ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมีข้อสังเกตว่า นอกเหนือไปจากการขยายกำลังการผลิตเหล็กอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการแล้ว ปัจจุบันรัฐบาลจีนกำลังดำเนินการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมรผลิตเหล็กในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่ออุปทานเหล็กในระยะกลางหรือในเวลาอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ ขณะนี้รัฐบาลจีนกำลังมีนโยบายลดจำนวนโรงงานเหล็กในประเทศ โดยเฉพาะโรงงานเก่าๆทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางที่ไร้ประสิทธิภาพจำนวนมาก
ปัจจุบันจีนมีจำนวนบริษัทที่ผลิตเหล็กในประเทศประมาณพันแห่ง ในจำนวนนี้มีไม่ถึงร้อยละ 2 ที่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ซึ่งมีความสามารถผลิตเหล็กได้เกินระดับ 5 ล้านตันต่อปี รัฐบาลจีนจึงต้องการกำจัดหรือลดจำนวนโรงงานเล็กๆที่ไม่มีประสิทธิภาพและมีกำลังผลิตต่ำเหล่านี้ ด้วยการให้ไปควบรวมกับโรงงานใหญ่ๆ โดยที่รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่ต้องการจะเห็นปริมาณผลิตเหล็กของโรงงานขนาดใหญ่ 10 อันดับแรกรวมกันอย่างน้อยเท่ากับครึ่งหนึ่งของปริมาณผลิตเหล็กรวมของประเทศภายในปี 2010 ซึ่งตามนโยบายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กของรัฐบาลจีนนี้ กำหนดให้โครงการลงทุนที่จะผลิตเหล็กต้นน้ำและเหล็กขั้นปลายคุณภาพพิเศษจะต้องมีขนาดกำลังผลิตไม่ต่ำกว่า 5 ล้านตันและ 5 แสนตันขึ้นไป ตามลำดับ
ปัจจุบันแม้ว่าจีนจะมีปริมาณการผลิตเหล็กมากที่สุดในโลก แต่ผลิตภัณฑ์เหล็กที่จีนผลิตได้จำนวนมากยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังมีคุณภาพไม่สูงนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นขั้นปลายคุณภาพสูงประเภทต่างๆ ทำให้จีนยังต้องมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จากแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กของจีน จะทำให้ในอนาคตอันใกล้จีนจะสามารถเพิ่มการผลิตเหล็กคุณภาพสูงได้มากขึ้น ทั้งเพื่อการใช้ในประเทศและการส่งออกสู่ตลาดโลก
ดังนั้นจึงเป็นที่วิตกกันว่าหากการขยายการผลิตเหล็กของจีนไม่ชะลอลง ประกอบกับผลของการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเหล็ก จะทำให้ปริมาณการผลิตของจีนจะเข้าสู่ระดับ 400 ล้านเมตริกตันต่อปีในอีกไม่ช้า ซึ่งจะเกินพอที่รองรับความต้องการภายในประเทศ นั่นหมายความว่าอุปทานเหล็กของจีนจะล้นออกสู่ตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มราคาเหล็กของโลก ทั้งนี้ จีนกำลังจะกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กสุทธิ (Net Steel Exporter) ที่สำคัญของโลก จากอดีตที่เคยเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กสุทธิ (Net Steel Importer) มาตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา
สำหรับภาวะตลาดเหล็กในประเทศไทยก็เช่นกัน ทิศทางของราคาเหล็กภายในประเทศก็ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาเหล็กในตลาดโลก ส่งผลให้ภาครัฐโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาเหล็กเส้นและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณต้องมีการปรับราคาแนะนำหรือราคากลางสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กหลายครั้งตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์เหล็กทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้หลังจากที่คณะอนุกรรมการฯได้มีการปรับขึ้นราคาแนะนำผลิตภัณฑ์เหล็กรายการต่างๆเมื่อปลายปี 2547 โดยราคาแนะนำของเหล็กเส้นและเหล็กข้ออ้อยขนาดต่างๆ ณ โรงงานมาอยู่ที่ 20,550-21,650 บาท/เมตริกตัน และ 20,450-20,750 บาท/เมตริกตันตามลำดับ
อย่างไรก็ตามเมื่อย่างเข้าต้นปี 2548 ราคาเหล็กในตลาดโลกมีแนวโน้มอ่อนตัวลงและมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงในบางช่วง ทำให้คณะอนุกรรมการฯ ต้องมีการปรับราคาแนะนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 2 และต้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ซึ่งภาวะตลาดเหล็กซบเซาทั้งในและต่างประเทศ และราคาเหล็กในตลาดโลกในขณะนั้นได้อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคณะอนุกรรมการฯจึงได้มีการทยอยประกาศปรับลดราคาแนะนำผลิตภัณฑ์เหล็กหลายรายการลง จนราคาแนะนำ ณ เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคมปีนี้ของเหล็กเส้นและเหล็กข้ออ้อยมายืนอยู่ที่ 19,650-20,750 บาท/เมตริกตัน และ19,550-19,850 บาท/เมตริกตันตามลำดับ และขณะนี้ทางการกำลังจับตาดูสถานการณ์ราคาเหล็กของโลกอย่างใกล้ชิดว่าจะไปในทิศทางใด เพื่อดูความชัดเจนว่าควรจะให้มีการปรับราคาหรือไม่และเมื่อใด
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า จากสถานการณ์ตลาดเหล็กของโลกที่ยังไม่มีความแน่นอนและในฐานะที่ไทยยังต้องมีการนำเข้า-ส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กในปริมาณมาก ด้วยมูลค่าการค้ารวมประมาณหนึ่งหมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี รวมทั้งมีปริมาณความต้องการบริโภคเหล็กในประเทศเป็นจำนวนมาก คือกว่า 13 ล้านตันต่อปีเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดจนภาคการก่อสร้าง
ดังนั้น ภาวะตลาดเหล็กตลอดจนระดับราคาผลิตภัณฑ์เหล็กภายในประเทศ จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาวะตลาดเหล็กของโลกได้ และเชื่อว่าภาครัฐคงจะต้องมีแนวทางหรือมาตรการเตรียมพร้อมที่จะรองรับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา