Insight

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท. ... คาดว่าจะปิดระดับ ณ ปลายปี 2548 ที่ 4.00%

ในวันที่ 14 ธันวาคม 2548 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee: MPC) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการประชุมรอบสุดท้ายของปีเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.75…

ในวันที่ 14 ธันวาคม 2548 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee: MPC) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการประชุมรอบสุดท้ายของปีเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.75% หลังจากที่ธปท.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมกันมาแล้ว 2.50% จาก 1.25% ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2547 จนถึงขณะนี้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ธปท.อาจจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรอีก 0.25% มาเป็น 4.00% ในการประชุมวันที่ 14 ธันวาคม 2548 หลังจากที่ธปท.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อครั้งในการประชุมสองรอบหลังในเดือนกันยายนและตุลาคมที่ผ่านมา โดยเหตุผลสนับสนุนการคาดการณ์ สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้ :-

เหตุผลสนับสนุนการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ของธปท.

• แรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อที่แม้จะยังมีอยู่ แต่ก็ผ่อนคลายลง ภายหลังการประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) ที่หดตัวลง 0.7% ในเดือนพฤศจิกายนจากเดือนก่อนหน้า ตามการลดลงของราคาพืชผัก ผลไม้ และราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งส่งผลให้เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีที่ 6.2% ในเดือนตุลาคม มาอยู่ที่ 5.9% ในเดือนพฤศจิกายน ได้ทำให้ข้อกังวลที่มีต่อประเด็นการปรับสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อคลี่คลายลงไปได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ยังมีแนวโน้มปรับตัวอยู่ในระดับสูง (โดยเฉพาะเมื่ออากาศเริ่มจะหนาวเย็นมากขึ้นทางซีกโลกเหนือ รวมทั้งจากผลกระทบของเหตุระเบิดที่คลังน้ำมันในประเทศอังกฤษ) และการทยอยปรับขึ้นของราคาสินค้าประเภทอื่นในระยะถัดๆ ไป คาดว่าอาจมีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกอย่างน้อยจนกระทั่งครึ่งแรกของปี 2549 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจมีค่าเฉลี่ยประมาณ 6.0% ในไตรมาส 4/2548 ก่อนที่จะชะลอตัวลงมามีค่าเฉลี่ยประมาณ 5.6% และ 4.3% ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปี 2549 ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่น่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงเห็นว่า แรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อที่ยังมีอยู่ (ซึ่งก็เริ่มที่จะผ่อนคลายลงบ้างแล้วเมื่อเทียบกับในช่วงสองรอบการประชุมก่อนหน้า) น่าจะเป็นแรงสนับสนุนหลักสำหรับการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ของธปท.ในการประชุมวันที่ 14 ธันวาคมนี้

• เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มเติบโตไปได้ดี แม้ว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคมอาจจะบ่งชี้ถึงการชะลอตัวลงของการส่งออกและภาวะอุปสงค์ภายในประเทศ แต่การเปิดเผยตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ที่มากกว่าคาดที่ 5.3% ในไตรมาส 3/2548 อันเป็นผลหลักมาจากการปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกและการขยายตัวของภาคเกษตร ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นใกล้เคียงระดับ 5.0% ได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2548 เทียบกับที่ขยายตัว 3.9% ในช่วงครึ่งแรกของปี นอกจากนี้ การลงทุนของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และปัจจัยลบต่างๆ อาทิ ปัญหาราคาน้ำมัน ผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ และภาวะภัยแล้ง ที่เริ่มจะคลี่คลายไป คาดว่าจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน และเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2549 ทั้งนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีแนวโน้มไปได้ดีดังกล่าว ก็น่าจะสามารถรองรับการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปของธปท.ต่อไปได้โดยไม่ลำบากนัก อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า การพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วยขนาด 0.25% ของธปท.ในการประชุมวันที่ 14 ธันวาคม น่าจะมีความเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากธปท.น่าจะรอดูการปรับตัวของเครื่องชี้เศรษฐกิจในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปีนี้ว่าจะขยายตัวดีขึ้นตามที่คาดหรือไม่ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็เริ่มมีท่าทีที่คลี่คลายลงดังที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น

• การรักษาเสถียรภาพทางด้านต่างประเทศ ในภาวะที่การลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นและเป็นแรงขับเคลื่อนหลักสำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2549 เศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญกับปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกัน หลังจากที่คาดว่าไทยอาจขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์ฯในปี 2548 ทั้งนี้ เพื่อที่จะรักษาเสถียรภาพทางด้านต่างประเทศ ธปท.จึงมีความมุ่งหวังที่จะกระตุ้นการออมภายในประเทศผ่านการผลักดันให้ระดับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของระบบการเงินไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่มีค่าติดลบกลับมามีค่าเป็นบวกได้ภายในครึ่งแรกของปี 2549 (จากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ระดับ 5.9% ในเดือนพฤศจิกายน อัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วันที่แท้จริง มีค่าติดลบอยู่ประมาณ 2.15% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนของธนาคารขนาดใหญ่ที่แท้จริง มีค่าติดลบอยู่ประมาณ 2.65-3.65%) ดังนั้น การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ของธปท.ในการประชุมวันที่ 14 ธันวาคม จึงน่าจะเป็นการดำเนินการที่มีความเหมาะสม เพราะจะเป็นการส่งสัญญาณไปสู่ภาคเศรษฐกิจโดยรวมถึงทิศทางขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยไทย นอกจากนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ยังเป็นการรักษาค่าผลต่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯและไทยไว้ที่ระดับเดิมที่ 0.25% เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯคงจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds อีก 0.25% มาเป็น 4.25% ในการประชุมวันที่ 13 ธันวาคม ซึ่งก็น่าจะเป็นผลดีต่อฐานะดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิและค่าเงินบาทของไทย

แนวโน้มนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธปท.ในปี 2549

สำหรับแนวโน้มการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธปท.ในปี 2549 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจภายในประเทศคงจะยังเป็นน้ำหนักหลักที่ธปท.ให้สำหรับการพิจารณาปรับเปลี่ยนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยคาดว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธปท.จะยังคงเดินหน้านโยบายอัตราดอกเบี้ยที่มีความเข้มงวดมากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปต่อไปเพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับราคาและอัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงกลับมามีค่าเป็นบวก โดยอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน อาจจะขยับเข้าสู่ระดับสูงสุดที่ประมาณ 4.50-5.00% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2549 จากระดับ 4.00% ณ ปลายปี 2548 อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2549 ธปท.อาจมีแนวโน้มที่จะทยอยลดบทบาทการดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบการเงินผ่านการออกพันธบัตรธปท.และการกู้ยืมในตลาดซื้อคืนพันธบัตร หลังจากที่ขณะนี้สภาพคล่องเริ่มจะปรับลดลงตามการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็เริ่มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ยืมอย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท. รวมทั้งการที่จะต้องแข่งขันกับตลาดทุนหรือช่องทางการลงทุนอื่นๆ คาดว่าจะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ยืมตามมาในที่สุด ซึ่งทิศทางขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินไทย อาจจะมีผลกระทบต่อแนวโน้มการใช้จ่ายของภาคเอกชนผ่านภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มนโยบายการคลังซึ่งน่าจะยังมีทิศทางที่ผ่อนคลายตามการเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2549 ของภาครัฐบาล ก็คาดว่าอาจจะช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวลงไปได้บ้าง อนึ่ง ในระยะหลัง ธปท.ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย รวมทั้งยังได้ระบุว่าจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพื่อชดเชยการขาดดุลดังกล่าว ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การเพิ่มการออมในระบบเศรษฐกิจไทยนับเป็นสิ่งสำคัญ ในขณะที่ค่าผลต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยและต่างประเทศก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ มีความเชื่อมโยงผูกพันกันในลักษณะที่ค่อนข้างจะซับซ้อน ฐานะเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิอาจจะยังขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนแนวโน้มค่าเงินบาทอีกด้วย