Insight

โทรศัพท์เคลื่อนที่ : แนวโน้มปี 2549...ผู้ใช้ใหม่ขยายตัว 6.7%

ในปี 2548 ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอัตราค่าบริการที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันที่รุนแรงของตลาดมีผลสืบเนื่องมาจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เคยเติบโตมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสัดส่วนของจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์…

ในปี 2548 ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอัตราค่าบริการที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันที่รุนแรงของตลาดมีผลสืบเนื่องมาจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เคยเติบโตมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสัดส่วนของจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประมาณร้อยละ 45 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ การแย่งชิงฐานลูกค้าโดยการปรับลดค่าบริการทางด้านเสียงนั้น ทำให้รายได้ต่อเลขหมายเริ่มปรับตัวลดลง และส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ นอกจากนี้การออกกฎเกณฑ์การให้บริการและการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นที่ 3 ที่มีความล่าช้านั้นทำให้แผนธุรกิจของผู้ให้บริการมีการเปลี่ยนแปลง และความผันผวนของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาอันเนื่องมาจากปัจจัยลบในหลายๆ ด้าน เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น สถานการณ์ในภาคใต้ คาดว่าน่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการใช้จ่ายทางด้านสื่อสารเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ถึงตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2548 ที่ผ่านมาและประเมินแนวโน้มของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2549 รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องดังนี้

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2548

? ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2548 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 12.4 จากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา จากข้อมูลจำนวนผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการแต่ละรายที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้รวบรวมไว้ พบว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2548 ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศมีจำนวนประมาณ 29.3 ล้านเลขหมาย หรือประมาณร้อยละ 45 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ เติบโตขึ้นร้อยละ 12.5 จากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ชะลอตัวลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับการเติบโตร้อยละ 23.6 ในปี 2547 แม้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2548 จะมีการปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นด้วยการลดราคาค่าบริการลงหลายครั้ง โดยมีค่าบริการต่ำสุดที่นาทีละ 25 สตางค์ แต่ก็ทำให้จำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นได้ไม่มาก เนื่องจากฐานของจำนวนผู้ใช้ในปัจจุบันค่อนข้างใหญ่อยู่แล้ว และการขยายตลาดไปยังต่างจังหวัดนั้นก็ยังไม่สามารถเพิ่มจำนวนผู้ใช้ได้มากเท่าที่ควร ทั้งนี้อาจเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่กระทบอีกส่วนหนึ่งทำให้จำนวนผู้ใช้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนนั้นมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากเดือนละประมาณ 200,000 เลขหมายต่อเดือนในปี 2548 เมื่อเทียบกับ 430,000 เลขหมายต่อเดือนในปี 2547

? สัดส่วนของผู้ใช้ในระบบพรีเพดมีจำนวนประมาณร้อยละ 84.4 ของจำนวนผู้ใช้บริการทั้งหมด เนื่องจากความสะดวกในการชำระค่าบริการและการหาซื้อบัตรเติมเงิน ทำให้การใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดหรือเติมเงินขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การใช้บริการแบบโพสต์เพดหรือจ่ายรายเดือนนั้นแม้ว่าจะมีราคาค่าบริการที่ถูกกว่าแต่ก็มีแนวโน้มหรือสัดส่วนของผู้ใช้ลดต่ำลง หรือมีลูกค้าที่ไหลออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามผู้ให้บริการก็ยังจำเป็นที่จะต้องรักษาฐานลูกค้าในระบบรายเดือนไว้ เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ค่อนข้างสูง โดยมีอัตราการใช้บริการที่สูงกว่าเลขหมายในระบบพรีเพดถึง 3 เท่า

? แนวโน้มของรายได้ต่อเลขหมายต่ำลง (Average Revenue Per User : APRU) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2548 รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายของโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยรวมมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 452 บาทต่อเลขหมายต่อเดือนในช่วงไตรมาสแรก เหลือ 394 บาทต่อเลขหมายต่อเดือนในไตรมาสที่ 3 และเป็นแนวโน้มที่ลดลงต่อเนื่อง โดยลดลงร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ผู้ให้บริการแต่ละรายปรับลดค่าบริการลงเพื่อการแข่งขัน สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินหรือพรีเพดในช่วงไตรมาส 3 มีรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ในขณะที่โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายรายเดือน มีรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2548 ลดลงร้อยละ 15.6 จากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

? การใช้บริการเสริมเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 9.4 ของรายได้จากการให้บริการโดยรวมในปี 2548 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,800 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากร้อยละ 6.5 ของรายได้รวมในปี 2547 บริการเสริมที่ได้รับความนิยมหรือมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการส่งข้อความสั้น (Short Message Service : SMS) บริการส่งข้อความมัลติมีเดีย (Multimedia Message Service : MMS บริการดาวน์โหลดรูปภาพ เสียงเรียกเข้า บริการคอลลิ่งเมโลดี้ และบริการอื่นๆ ที่ร่วมกับผู้ให้บริการเนื้อหา เช่น บริการรับข่าว/หุ้น/กีฬา เป็นต้น

? รายได้จากการให้บริการมีแนวโน้มลดลง แม้ว่าจำนวนผู้ใช้บริการจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น โดยรายได้รวมจากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2548 มีมูลค่าประมาณ 115,125 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.6 จากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา แม้ว่าจำนวนผู้ใช้บริการในระบบโดยรวมจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 แต่รายได้ต่อเลขหมายที่ลดลงนั้นส่งผลทำให้รายได้รวมของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ราคาค่าบริการที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ให้บริการ แม้ว่าฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่นั้นน่าจะทำให้ต้นทุนการให้บริการต่อเลขหมายลดต่ำลง แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนกับรายได้ที่ปรับตัวลดลงได้ นอกจากนี้ความพยายามที่จะหารายได้อื่นทดแทน เช่น รายได้จากบริการเสริมนั้นแม้ว่าจะมีปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังมีสัดส่วนไม่มากนักต่อรายได้รวม

? กฎเกณฑ์การแข่งขันยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ กทช. ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2548 กทช. หรือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมได้มีพิจารณากฎเกณฑ์การแข่งขันในการให้บริการโทรคมนาคมสื่อสารประเภทต่างๆ รวมทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมทั้งการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการกับ กสท. โทรคมนาคม และ ทีโอที เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพิจารณาอีกหลายประเด็น คือ การกำหนดอัตราค่าเชื่อมโครงข่าย การกำหนดค่าธรรมเนียมการให้บริการอย่างทั่วถึง (USO) การกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้เลขหมาย แผนการให้เลขหมาย การให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในรุ่นที่ 3 (3G) ซึ่งต้องมีการทำงานร่วมกับ กสช. ในการจัดสรรคลื่นความถี่ที่จะให้บริการ แต่ในขณะนี้ กสช. ยังไม่ได้มีการจัดตั้งขึ้น ทำให้การออกใบอนุญาตการให้บริการ 3G น่าจะยังต้องยืดเยื้อออกไปก่อน

ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2548

บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่น่าจะยังมีการขยายตัวของจำนวนผู้ใช้และการใช้บริการที่สูงกว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 เนื่องจากเป็นฤดูกาลขาย หากพิจารณาจากตัวเลขจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละไตรมาสนั้นจะพบว่าปกติในแต่ละปียอดจำหน่ายในช่วงไตรมาสที่ 4 จะมีปริมาณสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมีการซื้อโทรศัพท์เป็นทั้งของกำนัลและของขวัญ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ในช่วงไตรมาสสุดท้ายจะมีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์ใหม่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 600,000 เลขหมาย และจะส่งผลให้อัตราการเติบโตของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยรวมของทั้งปี 2548 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 8.6 มีจำนวนผู้ใช้รวม 29.8 ล้านเลขหมายทั่วประเทศ นอกจากนี้ปริมาณการใช้บริการโทรศัพท์ทั้งทางด้านเสียงและบริการเสริมน่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้รายได้จากการให้บริการเพิ่มสูงขึ้นเป็น 155,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2-3 จากปี 2547

แนวโน้มของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2549

สำหรับในปี 2549 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การขยายตัวของตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจ และการแข่งขันทางการตลาดหลายประการ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

? การขยายตัวเพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจ ที่ประมาณร้อยละ 4.5-5.0 น่าจะส่งผลในทางบวกกับตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่คาดว่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น จะทำให้ความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคในการใช้จ่ายมากกว่าในปี 2548 ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งยังมีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยและสามารถลดปริมาณการใช้งานลงได้ในภาวะเศรษฐกิจมีความผันผวน หรือใช้งานเพื่อความจำเป็นเท่านั้น

? จำนวนผู้ใช้บริการใหม่ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 ในปี 2549 โดยเป้าหมายการขยายตัวในตลาดต่างจังหวัด ที่ยังมีสัดส่วนของจำนวนผู้ใช้ต่อประชากรต่ำกว่าในกรุงเทพฯ ทำให้มีช่องว่างในการขยายตัวได้มากกว่า โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าลูกค้าใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบน่าจะมีจำนวนประมาณ 2.4 ล้านเลขหมาย ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนผู้ใช้ทั้งหมดในปี 2549 จะเพิ่มขึ้นเป็น 31.8 ล้านเลขหมาย คิดเป็นร้อยละ 6.7 จากปี 2548 หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 50.4 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ

? การแข่งขันทางด้านอัตราค่าบริการน่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง หลังจากที่หมดโปรโมชั่นในปี 2548 ซึ่งมีการแข่งขันกันค่อนข้างมากโดยระบบพรีเพดมีอัตราค่าบริการอยู่ในช่วง 0.25-4 บาทต่อนาที โดยที่อัตราค่าบริการในช่วงนาทีแรกจะสูงกว่านาทีต่อมา และเป็นที่น่าสังเกตว่า อัตราค่าบริการของผู้ให้บริการแต่ละรายมีความแตกต่างกันไม่มากนัก ส่วนในระบบโพสต์เพดนั้น มีอัตราค่าบริการอยู่ในระหว่าง 0.25-3 บาทต่อนาที และมีการคิดค่าบริการในลักษณะเท่ากันทุกนาที ในช่วงที่มีการแข่งขันกันลดราคาค่าบริการลงนั้นส่งผลทำให้รายได้ของผู้ให้บริการปรับตัวลดลง หากในปี 2549 มีการปรับลดค่าบริการลงอีกประกอบกับการเพิ่มจำนวนของผู้ใช้บริการใหม่ไม่มากนัก อาจส่งผลกระทบต่อรายได้รวมของผู้ให้บริการได้

? บริการเสริมขยายตัวเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ในปี 2549 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่าตลาดบริการเสริมจะมีความโดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากความพยายามของผู้ให้บริการแต่ละรายที่จะสร้างความแตกต่างในการให้บริการ (Differentiation) และรูปแบบของบริการเสริมนั้นเน้นการให้บริการที่เหมาะสมกับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Segmentation) และที่ผ่านมาผู้ใช้บริการความคุ้นเคยกับบริการเสริมหลากหลายประเภทมากขึ้น หลังจากที่มีการนำระบบการตลาดแบบ Experiential Marketing มาใช้ เช่น การเปิดให้ใช้บริการเสริมฟรี 1 เดือน เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้ใช้บริการและเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น ทั้งในกลุ่มลูกค้าที่เคยใช้บริการและไม่เคยใช้บริการมาก่อน บริการที่จะยังเป็นที่นิยมมากคือ บริการส่งข้อความสั้น บริการส่งข้อความมัลติมีเดีย บริการเสียงเพลงรอสาย (calling melody) บริการเลือกรับสาย (call screening) บริการร่วมสนุกกับรายการโทรทัศน์ เป็นต้น นอกจากนี้บริการประเภทข่าวสารข้อมูล ข้อมูลทางด้านการเงิน จะเป็นบริการที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยมูลค่าตลาดบริการเสริมในปี 2549 จะมีมูลค่าถึง 14,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริการเสริมที่จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นน่าจะมีการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆ (Convergence) ทั้งในด้านการบริการ เช่น บริการรับ-ส่งอีเมล์ ที่เคยผ่านอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวได้นำมาเปิดให้บริการในโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย ซึ่งบริการที่มีลักษณะหลอมรวมกันของเทคโนโลยีนั้นเป็นกระแสที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว นอกจากนี้หากมีการเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แล้ว รูปแบบของบริการเสริมจะได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นไปกว่านี้อีก

? กฎเกณฑ์ในการแข่งขันจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น หลังจากในช่วงปี 2548 อำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้พิจารณาร่างกฎเกณฑ์การแข่งขันในการให้บริการ การศึกษาแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ และการออกใบอนุญาตประกอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2549 ความชัดเจนในเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ จะช่วยให้ผู้ให้บริการคาดการณ์และวางแผนในการดำเนินธุรกิจได้แน่นอนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ว่ากทช. จะสามารถวางกรอบแนวทางในการดำเนินธุรกิจให้บริการโทรคมนาคมแล้วเสร็จ แต่ในการเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G นั้นยังคงต้องรอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) แล้วเสร็จก่อนเพื่อร่วมกันทำงานในการจัดสรรคลื่นความถี่ที่จะให้บริการ ซึ่งหากมีการรอให้มีการจัดตั้ง กสช. ก็อาจทำให้การให้ใบอนุญาตกับผู้ให้บริการรายใหม่ในระบบ 3G มีความล่าช้าออกไปอีก

? การเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมและการเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ตามข้อตกลงของไทยกับ WTO ในการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม ตามข้อตกลงในวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป โดยในช่วงแรกนั้นบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะยังไม่อยู่บริการที่เปิดเสรีการให้บริการในอันดับแรก ส่วนการเจรจาข้อตกลงกับประเทศต่างๆ นั้น ยังต้องจับตาดูการเปิดเสรีภาคบริการของไทยและสหรัฐ ที่ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาและมีความคืบหน้าของการเจรจา โดยทั้งสหรัฐและไทยต่างยอมรับในหลักการสำคัญๆ ของทั้งสองฝ่าย เช่น หลักเกณฑ์ในการกำกับดูแล และกระบวนการออกใบอนุญาต สำหรับการเจรจาในประเด็นการบังคับใช้กฎหมายของธุรกิจโทรคมนาคมนั้น ฝ่ายไทยยังไม่รับข้อเสนอเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เพราะถือเป็นเรื่องที่นอกเหนือ กทช. ซึ่งทีมเจรจาก็จะเสนอเรื่องดังกล่าวให้กระทรวงไอซีทีพิจารณาเสนอรัฐบาลขอนโยบายต่อไป อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีให้มีการแข่งขันทางด้านการให้บริกาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จากต่างประเทศนั้น น่าจะให้ผลดีเพราะอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น มีการแข่งขันรุนแรงขึ้นและมีความเป็นสากลมากขึ้น ทำให้ระบบพื้นฐานโทรคมนาคมของไทยมีการพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ยังต้องมีเงื่อนไขที่ว่า กฎเกณฑ์ของการแข่งขันต้องมีความชัดเจนและสามารถควบคุมให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเสรี เป็นธรรมและเอื้อต่อประโยชน์ของผู้ใช้บริการมากที่สุด

? การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กระบวนการในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมซึ่งได้แก่หน่วยงานรัฐ 2 แห่ง คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)และ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) ซึ่งต้องเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจมาเป็นบริษัทเอกชน และเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแล (regulator) มาเป็นผู้ให้บริการ (operator) และแข่งขันเท่าเทียมกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ซึ่งตามแผนการแปรรูปนั้น ทีโอที มีกำหนดระยะเวลาการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประมาณกลางปี 2549 ซึ่งหากทั้งสองหน่วยงานสามารถดำเนินตามแผนที่ได้วางไว้ จะก่อให้เกิดผลดีในด้านการแข่งขัน อย่างไรก็ตามทั้งสองหน่วยงานยังต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงเสียก่อน เช่น การเจรจาต่อรองของ ทีโอที กับ กทช. เพื่อขอลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม, ค่าธรรมเนียมเลขหมาย, ค่าบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง(ยูเอสโอ) และการเร่งสรรหาบุคลากรที่จะเข้ามาบริหารองค์กรของ บมจ.กสท โทรคมนาคม ซึ่งหากอุปสรรคดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้วก็จะส่งผลดีต่อการจัดแผนธุรกิจของทั้ง ทีโอทีและ กสท.โทรคมนาคม และจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองหน่วยงาน ทั้งนี้เพราะในการให้บริการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จะเป็นรายได้หลักขององค์กรนั้น มีตลาดที่ค่อนข้างอิ่มตัว ฐานลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นน้อยลง หากยิ่งเข้ามาดำเนินธุรกิจช้าก็จะยิ่งส่งผลให้การหาลูกค้ามีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น

สรุปและข้อคิดเห็น

โดยภาพรวมของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2548 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า แม้สภาพเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นกว่าในปี 2548 ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการให้การใช้บริการที่อาจเพิ่มขึ้นและการขยายตัวของฐานลูกค้าใหม่ แต่ฐานลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นนั้นก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงหรือชะลอตัวลงเหลือการขยายตัวเพียงร้อยละ 6.7 โดยฐานลูกค้าในต่างจังหวัดยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ผู้ให้บริการทีมีเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมจะยังมีความได้เปรียบในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดอยู่มาก ดังนั้นในปี 2549 จะมีการลงทุนในการขยายเครือข่ายของผู้ให้บริการอย่างต่อเนื่องจากปีนี้ แม้ว่าผู้ให้บริการจะใช้งบลงทุนส่วนหนึ่งเพื่อนำไปลงทุนในเครือข่ายใหม่เช่น 3G ที่คาดการณ์ว่า ใบอนุญาตประกอบกิจการและคลื่นความถี่จะได้รับการจัดสรรในปี 2549 และสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงท้ายของปี

ทั้งนี้ประเด็นที่น่าจะให้ติดตามในปีหน้าสำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นอกเหนือจากการให้ใบอนุญาต 3G และการออกกฎเกณฑ์การแข่งขันของ กทช. แล้ว ยังต้องติดตามประเด็นของการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ ทีโอที และ กสท. โทรคมนาคม และผลกระทบจากการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมต่อการความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไทยที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านโครงสร้างการให้บริการ และการเข้าควบรวมกิจการจากต่างประเทศอีกด้วย