Insight

สินเชื่อบัตรเครดิตทิ้งท้ายปี 2551...ผนึกกำลังพันธมิตรเร่งยอดใช้จ่าย

นับตั้งแต่ต้นปี 2551 ดูเหมือนว่าผู้ประกอบการบัตรเครดิตได้เผชิญกับความท้าทายนานัปการในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะที่ผู้บริโภคต้องเผชิญกับแรงกดดันต่อภาระรายจ่ายที่พุ่งสูงขึ้น (โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อได้พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 9.2 ซึ่งเป็นอัตราที่สู…

นับตั้งแต่ต้นปี 2551 ดูเหมือนว่าผู้ประกอบการบัตรเครดิตได้เผชิญกับความท้าทายนานัปการในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะที่ผู้บริโภคต้องเผชิญกับแรงกดดันต่อภาระรายจ่ายที่พุ่งสูงขึ้น (โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อได้พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 9.2 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 10 ปี ก่อนที่จะปรับลดลงในเดือนสิงหาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 6.4) อันเป็นผลมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงครึ่งแรกของปี ผู้บริโภคบางกลุ่มชะลอการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจะเห็นได้จากภาพรวมของการใช้จ่ายบัตรเครดิตในช่วงไตรมาส 3 ปี 2551 ที่ผ่านมา มีมูลค่าการใช้จ่ายประมาณ 197,775.9 ล้านบาท โดยขยายตัวร้อยละ 12.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่มีการเติบโตร้อยละ 13.8 ในไตรมาส 2 ปี 2551 ในขณะที่ภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้นผู้บริโภคบางกลุ่มชะลอการใช้จ่ายลง ขณะเดียวกันผู้บริโภคบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทำให้ต้องประสบกับสภาพคล่องลดลงและยังได้ส่งผลต่อพฤติกรรมการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิต ทั้งนี้ภาพรวมของสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตในช่วงไตรมาส 3 ปี 2551 ที่ผ่านมา มีมูลค่าประมาณ 181,384.4 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจากที่มีการเติบโตร้อยละ 6 ในไตรมาส 2 ปี 2551 ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ถึงภาวะตลาดของตลาดบัตรเครดิตในช่วงไตรมาส 3 ปี 2551 และแนวโน้มของธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้

ภาวะตลาดบัตรเครดิตไตรมาส 3 ปี 2551 ทั้งนี้ จากการพิจารณาตัวเลขบัตรเครดิตไตรมาส 3 ของปี 2551 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า: ภาพรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในไตรมาส 3 ปี 2551 ชะลอลง...โดยเฉพาะกลุ่มสาขาธนาคารต่างประเทศ ภาพรวมปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในทุกกลุ่มผู้ประกอบการไตรมาส 3 ปี 2551 มีปริมาณการใช้จ่ายทั้งสิ้น 197,775.9 ล้านบาท โดยขยายตัวร้อยละ 12.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่มีการเติบโตร้อยละ 13.8 ในไตรมาส 2 ปี 2551 โดยเป็นผลมาจากมูลค่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของกลุ่มสาขาธนาคารต่างประเทศที่ชะลอตัวลงค่อนข้างมากในไตรมาส 3 นี้ ทั้งนี้มีมูลค่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของกลุ่มสาขาธนาคารต่างประเทศมีประมาณ 30,539.0 ล้านบาท โดยขยายตัวเพียงร้อยละ 6.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่มีการเติบโตร้อยละ 12.1 ในไตรมาส 2 ปี 2551 (ทั้งนี้หากเปรียบเทียบมูลค่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในไตรมาส 2 ปี 2551 จะพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในไตรมาส 3 ลดลงจากไตรมาส 2 ประมาณ 220.9 ล้านบาท)

ในขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยไตรมาส 3 ปี 2551 มีมูลค่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตประมาณ 94,472.3 ล้านบาท โดยขยายตัวร้อยละ 13.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 11.2 ในไตรมาส 2 ปี 2551 สถาบันที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-Bank ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยไตรมาส 3 ปี 2551 มีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตประมาณ 72,764.5 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 12.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 9.9 ในไตรมาส 2 ปี 2551 ทั้งนี้ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของกลุ่ม Non-Bank ที่เร่งขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ปี 2551 นั้น ได้สอดคล้องกับปริมาณบัตรเครดิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่น่าจะมาจากผู้ประกอบการที่ออกบัตรเครดิตที่ส่วนหนึ่งจะเป็นผู้ประกอบการที่มีบริษัทในเครือที่ประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น ห้างสรรพสินค้า และ ดิสเคานท์สโตร์ เป็นต้น ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และเมื่อผู้บริโภคใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ส่วนลดในการซื้อสินค้า เป็นต้น ซึ่งเป็นการช่วยผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่ายในภาวะที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น

ภาพรวมสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตในไตรมาส 3 ปี 2551 ขยายตัวเพิ่มขึ้น ...แต่สาขาธนาคารต่างประเทศชะลอตัวลง ภาพรวมยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตทั้งระบบในไตรมาส 3 ปี 2551 มีมูลค่าประมาณ 181,384.4ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 6.0 ในไตรมาส 2 ปี 2551 ทั้งนี้เมื่อแยกพิจารณาตามกลุ่มผู้ประกอบการ พบว่า ยอดสินเชื่อคงค้างธนาคารพาณิชย์ไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส 3 ปี 2551 ธนาคารพาณิชย์ไทยมียอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิต ประมาณ 62,717.1 ล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ 9.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นที่ขยายตัวร้อยละ 8.3 ในไตรมาส 2 ปี 2551 สำหรับสถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือ Non-Bank มียอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตในไตรมาส 3 ปี 2551 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยอยู่ที่ประมาณ 83,717.5 ล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 7.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาส 2 ปี 2551 การขยายตัวของยอดสินเชื่อคงค้างใน 2 กลุ่มนี้สอดคล้องกับปริมาณบัตรเครดิตและปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสนี้

ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศกลับปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยมียอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตในไตรมาส 3 ปี 2551 อยู่ที่ประมาณ 34,949.8 ล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาส 2 ปี 2551 (มูลค่าของยอดสินเชื่อคงค้างลดลงประมาณ 257.77 ล้านบาท จากไตรมาส 2) ทั้งนี้สาเหตุของการปรับลดลงของยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตในกลุ่มสาขาธนาคารต่างประเทศที่นอกจากจะสอดคล้องกับปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ลดลงของกลุ่มนี้แล้ว สาเหตุอีกส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตในกลุ่มนี้มีการตัดบัญชีหนี้สูญออกจากระบบเร็วขึ้น

ภาพรวมยอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป หดตัวลง ภาพรวมยอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป ในไตรมาส 3 ปี 2551 มีมูลค่าประมาณ 5,537.0 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 7.9 (คิดเป็นร้อยละ 3.1 ของยอดสินเชื่อคงค้าง) เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 4.7 ในไตรมาส 2 ปี 2551 (คิดเป็นร้อยละ 3.1 ของยอดสินเชื่อคงค้าง) โดยเมื่อแยกพิจารณาตามกลุ่มผู้ประกอบการ พบว่า ธนาคารพาณิชย์ไทย มีปริมาณยอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไปในไตรมาส 3 ปี 2551 ประมาณ 2,189.0 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 9.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (คิดเป็นร้อยละ 3.5 ของยอดสินเชื่อคงค้าง) เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 3.6 ในไตรมาส 2 ปี 2551 (คิดเป็นร้อยละ 3.3 ของยอดสินเชื่อคงค้าง) ถึงแม้การขยายตัวของยอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป ในไตรมาส 3 ปี 2551 จะชะลอตัวลงก็ตาม แต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง (คิดเป็นร้อยละ 3.5 ของสินเชื่อ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.1 ในไตรมาส 2)

สำหรับสถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือ Non-Bank มียอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป ในไตรมาส 3 ปี 2551 ประมาณ 1,979.0 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (คิดเป็นร้อยละ 2.4 ของยอดสินเชื่อคงค้าง) เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 10.9 ในไตรมาส 2 ปี 2551 (คิดเป็นร้อยละ 2.4 ของยอดสินเชื่อคงค้าง) ทั้งนี้การขยายตัวของยอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป ในไตรมาส 3 ปี 2551 จะชะลอตัวลง แต่สัดส่วนยอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนต่อยอดสินเชื่อรวม ยังคงอยู่ที่ร้อยละ 2.4 ใกล้เคียงกับในไตรมาส 2

ในขณะที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ มียอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป ในไตรมาส 3 ปี 2551 อยู่ที่ 1,369.0 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 9.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (คิดเป็นร้อยละ 3.9 ของยอดสินเชื่อคงค้าง) ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 2 ปี 2551 (คิดเป็นร้อยละ 4.1 ของยอดสินเชื่อคงค้าง) ซึ่งการลดลงของยอดสินเชื่อค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไปในกลุ่มนี้สอดคล้องกับปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและยอดคงค้างที่ชะลอตัวลงในไตรมาสนี้

ทั้งนี้สาเหตุของการหดตัวของยอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป จากไตรมาสก่อนหน้า (q-o-q) โดยเฉพาะในกลุ่ม Non-Bank และกลุ่มสาขาธนาคารต่างประเทศน่าจะมาจาก ในช่วงที่ผ่านมาผู้บริโภคบางกลุ่มที่เริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องและไม่สามารถผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิตได้ตามเวลาที่กำหนด ทำให้ผู้ถือบัตรเครดิตกลุ่มนี้จำเป็นต้องหาแหล่งสินเชื่ออื่น เพื่อนำไปชำระบัตรเครดิต และเพื่อไม่ให้เกิดประวัติที่ไม่ดีในการผ่อนชำระสินเชื่อในเครดิตบูโร ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการบางรายได้มีการออกแคมเปญอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับสินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์แก่ลูกค้าของตนเองที่ประสบกับกับสภาพคล่อง โดยเน้นไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติที่ดีในการผ่อนชำระสินเชื่อ

นอกจากนี้การหดตัวจากปีก่อนหน้า (y-o-y) ของยอดค้างชำระสินเชื่อบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป น่าจะมาจากในช่วงกลางปี 2550 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการบัตรเครดิตทุกกลุ่มได้ทำการตัดยอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป เป็นจำนวนมาก เนื่องจากกลุ่มผู้ถือบัตรเครดิตบางกลุ่มได้รับผลกระทบจากการการปรับขึ้นอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำจากร้อยละ 5 ของยอดคงค้าง เป็นผ่อนชำระขั้นต่ำที่ร้อยละ 10 ของยอดคงค้าง เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2550 ที่ผ่านมา รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 18 ต่อปี เป็นร้อยละ 20 ต่อปี ส่งผลต่อความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิต

โค้งสุดท้ายบัตรเครดิตปี 2551: ผู้ประกอบการจับมือพันธมิตรเร่งกระตุ้นยอดใช้จ่าย แม้ว่าในช่วงเดือนสุดท้ายของทุกปีจะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตต่างคาดหวังที่จะเห็นการเติบโตของการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในระดับที่สูงกว่าในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนับได้ว่าเป็นฤดูแห่งการใช้จ่าย หรือเทศกาลของขวัญปีใหม่ และยังเป็นอีกช่วงหนึ่งที่คนไทยนิยมเดินทางท่องเที่ยว ทำให้ในช่วงนี้ผู้บริโภคจะมีการใช้จ่ายมากเป็นพิเศษ จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ผู้ประกอบการต่างเร่งทำแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้นในช่วงนี้ นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงในช่วงนี้จะทำให้แรงกดดันต่อภาระรายจ่ายของผู้บริโภคเริ่มบรรเทาลง ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีการเติบโตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามในช่วงที่เหลือของปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการบัตรเครดิตจะเผชิญปัจจัยที่ท้าทายในการดำเนินกลยุทธ์กระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเครดิต เนื่องจากแนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของไทย สถานการณ์ทางการเมือง รวมถึงปัญหาวิกฤติทางการเงินโลกที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว สภาวะแวดล้อมที่กำลังบีบรัดผู้บริโภคในขณะนี้ ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจมีการปรับลดการใช้จ่ายลงในช่วงนี้ โดยใช้จ่ายบนพื้นฐานของความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วงที่เหลือไม่ขยายตัวดังที่คาด

อย่างไรก็ดีแม้ว่าภาวะแวดล้อมธุรกิจบัตรเครดิตจะมีปัจจัยลบค่อนข้างมากแต่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตยังคงเดินหน้าทำแคมเปญการตลาด เพื่อเร่งยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตต่อไป โดยในช่วงนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงเดินหน้าทำแคมเปญร่วมกับพันธมิตรห้างสรรพสินค้า ดิสท์เคานท์สโตร์และร้านค้าเฉพาะอย่าง เพื่อเร่งยอดขายในช่วงเทศกาล ซึ่งแคมเปญส่วนใหญ่จะเน้นไปยังสิทธิประโยชน์จากการชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิต เช่น ส่วนลดเพิ่มอีกร้อยละ 5 – 10 จากสินค้าที่ทางห้างสรรพสินค้าได้จัดแคมเปญลดราคาแล้ว การแลกรับบัตรกำนัลของขวัญเมื่อชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิตตามวงเงินที่กำหนด เช่น ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตครบ 5,000 บาท นำไปแลกบัตรกำนัลมูลค่า 200 บาท หรืออาจจะเป็นการคืนเงินกลับเข้าบัญชีบัตรเครดิต เป็นต้น รวมถึงผู้ประกอบการยังเร่งทำแคมเปญผ่อนชำระสินค้าผ่านบัตรเครดิต ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.0 ภายในระยะเวลาที่กำหนด ร่วมกับพันธมิตรร้านค้าที่ขายสินค้าเฉพาะอย่าง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งอาจจะช่วยจูงใจให้ผู้บริโภคที่อาจจะลังเลจากภาวะเศรษฐกิจตัดสินใจซื้อสินค้า เพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ในขณะนี้ นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังได้ร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการโรงแรม และสายการบิน เช่น นำเสนอส่วนลดที่พักเมื่อใช้บัตรเครดิตชำระค่าบริการ เป็นต้น ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวของไทยด้วย

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณการณ์มูลค่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในไตรมาส 4 ปี 2551 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 223,250.0 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 13.7 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 13.4 ในไตรมาส 4 ปี 2550 ซึ่งน่าจะทำให้ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตปี 2551 อยู่ที่ประมาณ 816,500.9 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 13.5 เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 13.1 ในปี 2550 ทั้งนี้สาเหตุการขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปีนี้ น่าจะมาจากผลของเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2551 โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา ผู้บริโภคต้องเผชิญกับ ราคาน้ำมันดีเซลได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่าร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และราคาสินค้าที่ขยับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันที่ผ่านมา อาทิ สินค้าอุปโภคและบริโภคบางรายการได้ปรับราคาขึ้นมาสูงกว่าร้อยละ 30 ของราคาเดิม เป็นต้น

สำหรับยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิต ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตในไตรมาส 4 ปี 2551 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 192,980.10 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 4.8 ในปี 2550 สาเหตุของการขยายตัวของยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเปรียบเทียบจากฐานที่ต่ำในปี 2550 และสาเหตุอีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้อาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิต โดยผู้บริโภคอาจจะมีการผ่อนชำระแบบเต็มจำนวนน้อยลง

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เนื่องจากธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิต เป็นสินเชื่อเพื่อการใช้จ่ายซื้อสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิต ในสถานการณ์ที่ปัญหารัดตัวผู้บริโภคในขณะนี้ อาจทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเริ่มขาดสภาพคล่องและต้องการพึ่งพาสินเชื่อมากขึ้น ผู้บริโภคควรที่จะใช้จ่ายบนพื้นฐานของความระมัดระวัง และควรมีการบริหารเงินที่ดี ให้เหมาะสมกับความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีภาระผ่อนชำระสินเชื่อมากกว่า 1 ประเภท และผู้ที่มีรายได้ระดับกลางถึงล่าง นอกจากนี้การบริหารการเงินในการผ่อนชำระสินเชื่อที่ดียังเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาตามมา อาทิ การถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อจากผู้ให้บริการสินเชื่อในอนาคต เนื่องมาจากประวัติการชำระเงินที่ไม่ดีในอดีต เป็นต้น