หลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 44 อย่างเป็นทางการของนายบารัค โอบามาในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2552 รัฐบาลชุดใหม่มีแผนจะเร่งผลักดันให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าราว 8.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้อย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐสภาของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าจะทำให้การขาดดุลงบประมาณในปี 2552 สูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นับเป็นมูลค่าสูงสุดตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา การทุ่มเทเงินงบประมาณอย่างมหาศาลอาจจะทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องใช้มาตรการปกป้องทางการค้าในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่า เงินงบประมาณที่ถูกใช้ออกไปจะไหลเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาอย่างแท้จริง USA Today ประเมินว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ อัดฉีดเงินงบประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้ GDP เพิ่มขึ้นราว 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และหากรัฐบาลเพิ่มภาษีกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 2.8 ล้านล้านสหรัฐฯ
มาตรการปกป้องทางการค้าของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่มิใช่ภาษีเช่น การรณรงค์ให้ชาวอเมริกันหันมาซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น การให้เงินอุดหนุนบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ 3 แห่งของสหรัฐฯ ภายใต้แผนฟื้นฟูฯ และมาตรการอุดหนุนสินค้าเกษตรชุดใหม่ แต่สหรัฐอเมริกายังไม่ได้นำมาตรการทางภาษีมาใช้ในการปกป้องทางการค้าเช่นเดียวกับอินเดีย นอกจากสหรัฐฯ จะใช้มาตรการปกป้องทางการค้าแล้ว ประธานาธิบดีโอบามาอาจจะผลักดันให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดให้กับสินค้าและบริการจากสหรัฐอเมริกาผ่านการเจรจาการค้าทุกรูปแบบทั้งระดับทวิภาคีจนถึงพหุภาคี อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดดุลการค้าเรื้อรังของสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะกับประเทศจีนที่ลดลงมากในปี 2552 จากการชะลอการบริโภคของชาวอเมริกันและราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงในช่วงปลายปี 2551 อาจจะช่วยลดแรงกดดันของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศคู่ค้าให้ต้องเปิดรับสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ มากขึ้น
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า กระแสการปกป้องทางการค้าที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐอเมริกาจะส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2552 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยจะทำให้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น ขณะเดียวกันมาตรการกีดกันทางการค้าที่สหรัฐอเมริกาจะนำใช้กับประเทศอื่นโดยเฉพาะกับจีนและอินเดียอาจจะทำให้ประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงสองลำดับแรกของโลกในปี 2552 ชะลอตัวลงและจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในตลาดใหม่เหล่านี้เช่นกัน
ผลกระทบทางตรง การอุดหนุนบริษัทรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาภายใต้โครงการกอบกู้อุตสาหกรรมยานยนต์ มูลค่า 25 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้บริษัทรถยนต์ของสหรัฐฯ มีขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นและอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มาตรการอุดหนุนดังกล่าวอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางการค้าและถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนในอนาคต นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่มีแนวโน้มที่จะปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้นเพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ก่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศค่อนข้างมากและรัฐมิชิแกนซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นฐานเสียงที่สำคัญของประธานาธิบดีโอบามา
มาตรการอุดหนุนสินค้าเกษตรของสหรัฐอเมริกาภายใต้กฎหมายการเกษตรปี 2551(Farm Act 2008) จะทำให้เกษตรกรในสหรัฐฯ สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมากและจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตซึ่งจะกดดันให้ราคาสินค้าเกษตรของโลกอยู่ในระดับต่ำและกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรของไทยบางรายการเช่น ข้าวโพด ถั่วเหลืองและถั่วต่างๆ เป็นต้น กฎหมายฉบับใหม่ได้ขยายวงเงินอุดหนุนให้แก่เกษตรกรและครอบคลุมสินค้าเกษตรมากขึ้น แม้ว่าการเจรจาการค้าโลกในช่วงที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบุชพยายามปฏิรูปมาตรการอุดหนุนสินค้าเกษตรเพื่อใช้ต่อรองกับประเทศสมาชิก WTO แต่ในที่สุดรัฐสภาสหรัฐฯ ภายใต้การครองเสียงข้างมากของพรรคเดโมแครตได้ผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จนถึงปี 2556 ท่าทีปกป้องทางการค้าของสหรัฐฯ อาจจะทำให้เป้าหมายที่จะผลักดันให้การเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาได้ข้อยุติต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากเสียงคัดค้านของประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรโดยตรง
แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้เพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าโดยตรงแต่อาจจะเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทยที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนค่าแรงต้องยกระดับมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นซึ่งในระยะสั้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยสูงขึ้นส่งผลให้สินค้านำเข้าราคาถูกจากประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทยมีราคาใกล้เคียงกับสินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ ทั้งนี้ฐานเสียงสำคัญของโอบามาเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรดังนั้นสหภาพแรงงานอย่าง AFL-CIO (American Federation of Labor and Congress of Industrial Organizations) จะมีบทบาทมากขึ้นในการเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสิทธิ์ GSP กับประเทศคู่ค้าที่มีการละเมิดสิทธิแรงงาน แม้ว่าตลอดระยะเวลา 8 ปีของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีบุช ไทยได้เผชิญกับมาตรการระงับการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จากข้อกล่าวหาในเรื่องการใช้แรงงานเด็ก แรงงานผิดกฎหมายหรือการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่คาดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่มีแนวโน้มจะเพิ่มความเข้มงวดด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยเฉพาะแรงงานเด็กและแรงงานต่างด้าวที่สหรัฐเมริกาได้ลงนามให้สัตยาบันไว้กับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(International Labor Organization: ILO)
ผลกระทบทางอ้อม จีน โอบามามีแนวโน้มจะดำเนินการทางการทูตและการตอบโต้ทางการค้าเพื่อลดปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างหนักของสหรัฐอเมริกาประกอบกับความต้องการสินค้าจีนของสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัญหาความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ อาจจะทำให้จีนหันมาทำการค้ากับประเทศในภูมิภาคมากขึ้นและสินค้าจีนอาจเข้ามาตีตลาดในประเทศไทย ขณะที่การส่งสินค้าออกไปยังประเทศที่ 3 ของไทยจะมีการแข่งขันอย่างรุนแรง นอกจากนี้ภาคการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกาอาจจะส่งผลให้การส่งออกวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางของไทยไปจีนลดลงตามไปด้วย
อินเดีย มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและบริการรับจ้างทางธุรกิจ(Outsource) รวมถึงการจำกัดการลงทุนของบริษัทสัญชาติอเมริกันในต่างประเทศของประธานาธิบดีโอบามาจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม Software และการให้บริการธุรกิจรวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของอินเดียอย่างมากเพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจอินเดียและสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม Outsource และ Software ของอินเดีย(ราวร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด) การใช้มาตรการปกป้องทางการค้าดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาจะทำให้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียทวีความรุนแรงขึ้นซึ่งจะส่งผลความต้องการสินค้าส่งออกของไทยในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า โอบามาคงไม่สามารถใช้มาตรการกีดกันทางการค้าได้มากนักเพราะการเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศแต่เพียงฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้จากประเทศคู่ค้าโดยการเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้ากับสินค้าของสหรัฐฯ เช่นเดียวกันซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออกของสหรัฐฯ เองและยิ่งทำให้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริการุนแรงขึ้นไปอีก นอกจากนี้บรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่กระจายการลงทุนไปทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันการนำเข้าของโอบามาโดยตรงเนื่องจากสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศเพราะมีต้นทุนต่ำกว่าจะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้ยากขึ้น การสูญเสียความสามารถการแข่งขันของบริษัทเหล่านี้จะยิ่งทำให้ปัญหาการว่างงานในสหรัฐฯ รุนแรงขึ้น
ท่าทีของไทยในการเจรจา FTA ในยุคประธานาธิบดีโอบามา ประธานาธิบดีโอบามาที่มีท่าทีสนับสนุนการเจรจาการค้าโลกรอบโดฮามากกว่าการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีทวิภาคีและอาจจะมีผลให้ความตกลงฯ ที่อยู่ระหว่างผลักดันให้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาสหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีบุชต้องหยุดชะงักไป รวมถึงการเจรจาความตกลงฯ FTA ไทย-สหรัฐอเมริกา(TUSFTA) ที่หยุดชะงักไปเมื่อเดือนมกราคม 2549 มีแนวโน้มจะต้องยืดเยื้อออกไปอีกเนื่องจากพรรคเดโมแครตซึ่งสามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาและในรัฐบาลมีท่าทีคัดค้านการทำ FTA โดยเฉพาะกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนค่าแรง ทั้งนี้ประเด็นอ่อนไหวที่ไทยและสหรัฐอเมริกายังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ในการเจรจา TUSFTA ครั้งล่าสุดคือ การเปิดตลาดสิ่งทอและสินค้าเกษตร การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดเสรีการลงทุน สิ่งแวดล้อม สิทธิแรงงาน โทรคมนาคม พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นที่น่ากังวลว่า นโยบายของประธานาธิบดีโอบามาค่อนข้างให้ความสำคัญกับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมของประเทศคู่ค้าใน 3 ประเด็นคือ การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงานและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของไทยสูงขึ้นระยะสั้นโดยเฉพาะในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบันที่ผู้ผลิตไม่สามารถเพิ่มราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากนัก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเดโมแครต มีความเห็นดังนี้ รัฐบาลไทยควรสนับสนุนให้การเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาประสบความสำเร็จโดยเร็ว เพราะการเปิดเสรีทางการค้าในกรอบ WTO จะช่วยลดแรงกดดันต่อการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าและการตอบโต้ทางการค้าที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้ ทั้งนี้ในการประชุม G-20 ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา อินเดีย จีนและสหรัฐอเมริกาสามารถประนีประนอมประเด็นที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ในคราวการประชุมการค้าโลกเมื่อกลางปี 2551 ส่งผลให้การเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมมีความคืบหน้าไปมาก อย่างไรก็ตามในช่วง 1 ปีแรกประธานาธิบดีโอบามาคงไม่สามารถผลักดันให้การเจรจาประสบผลสำเร็จได้มากนักเนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจทำให้สหรัฐอเมริกาไม่อาจปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการให้มีการปฏิรูปมาตรการอุดหนุนสินค้าเกษตรได้ ในทางกลับกันโอบามามีแนวโน้มที่จะนำมาตรการกีดกันทางการค้ามาใช้มากขึ้นเช่นเดียวกับประเทศอื่น ดังนั้นในระหว่างนี้รัฐบาลไทยควรกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคีกับสหรัฐอเมริกาภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐอเมริกา(Trade and Investment Framework Agreement – TIFA) เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน ทั้งนี้ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกากำหนดให้ประเทศที่สหรัฐอเมริกาจะจัดทำความตกลง FTA ด้วยจะต้องมีความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันก่อนซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนเกือบทุกประเทศยกเว้นพม่ากับลาวต่างมีความตกลงฯ TIFA กับสหรัฐอเมริกาแล้ว ขณะที่ TIFA อาเซียน-สหรัฐอเมริกายังอยู่ระหว่างการเจรจา รัฐบาลไทยควรเร่งยกระดับมาตรฐานและแรงงานในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา สินค้าส่งออกของไทยที่มีตลาดหลักอยู่ในสหรัฐอเมริกาเช่น อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารแปรรูป ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นอาจจะเผชิญกับความเข้มงวดเกี่ยวกับสิทธิแรงงานและปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลและภาคเอกชนควรร่วมมือกันยกระดับมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมของไทยให้ทัดเทียมกับมาตรฐานแรงงานขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) รวมถึงสร้างการยอมรับในตลาดส่งออกเพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารของไทยนั้นถือเป็นสินค้าส่งออกที่มีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกสูง
รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคเพื่อรักษาโอกาสทางการค้าควบคู่กับการสร้างเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะกรอบ ASEAN และ ASEAN+3 หรือประชาคมเอเชียตะวันออก(East Asian Community) ในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียน รัฐบาลไทยควรเร่งสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยอาศัยเวทีการประชุมผู้นำอาเซียน(ASEAN SUMMIT) ที่จะมีขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2552 เร่งสร้างความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Community: AEC) ให้เห็นเป็นรูปธรรมเร็วขึ้น รวมถึงขยายกรอบความร่วมมือไปสู่ประชาคมเอเชียตะวันออกซึ่งในปี 2552 จะเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก การผลักดันการรวมกลุ่ม AEC ให้แน่นแฟ้นขึ้นจะช่วยให้สินค้าและบริการของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดที่มีการขยายตัวสูงทดแทนสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ซบเซาอย่างหนักได้ นอกจากนี้จะช่วยห้ประเทศอาเซียนมีอำนาจต่อรองบนเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นและสร้างความน่าสนใจที่จะเป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่จะย้ายฐานการผลิตเข้ามาในเอเชีย นอกจากนี้ควรเร่งสร้างความร่วมมือทางการเงินในกรอบ ASEAN+3 ตาม”แผนการริเริ่มเชียงใหม่” (Chiang Mai Initiative: CMI) เพื่อรับมือกับวิกฤตการเงินของโลกและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของภูมิภาคในระยะยาว แม้ว่าจะมีปัญหาอุปสรรคจากระดับการพัฒนาและความพร้อมในการเปิดเสรีทางการเงินของประเทศสมาชิก แต่ความพยายามในการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและนอกภูมิภาคและสร้างความพร้อมที่รับมือกับวิกฤตการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
สรุป นโยบายการค้าของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัค โอบามาอาจจะส่งผลต่อการเปิดเสรีทางการค้าของประเทศไทยทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพราะประธานาธิบดีโอบามาประกาศจะใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศและต่อต้านความตกลงการค้าเสรีที่มีผลกระทบต่อการจ้างงานชาวอเมริกัน ซึ่งแตกต่างจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีจอร์จ บุชที่มุ่งเปิดเสรีการค้าและการลงทุนเป็นหลัก ขณะเดียวกันประธานาธิบดีโอบามาอาจจะเปิดเกมรุกในตลาดต่างประเทศมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการส่งออกที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงและลดปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างหนักของสหรัฐอเมริกา รวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดเสรีทางการค้าของภูมิภาคอาเซียน แม้ว่าที่ผ่านมาประธานาธิบดีโอบามาไม่ได้มีนโยบายเศรษฐกิจเกี่ยวกับอาเซียนและไทยโดยตรงเมื่อเทียบกับจีน ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนที่ยังไปได้ดีในปี 2552 การแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดียตลอดจนการจัดตั้งประชาคมอาเซียนในปี 2558 อาจจะทำให้โอบามาให้ความสำคัญกับไทยและอาเซียนมากขึ้นเพราะไทยเป็นประธานอาเซียนในปีนี้และมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้มาโดยตลอด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคก่อนเป็นลำดับแรกโดยเฉพาะกรอบ ASEAN และ ASEAN+3 เพื่อรักษาโอกาสทางการค้าควบคู่กับการสร้างเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาค ควบคู่กับการสนับสนุนให้การเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาประสบความสำเร็จโดยเร็วเพราะผู้ประกอบการไทยจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีในกรอบ WTO มากกว่า TUSFTA เนื่องจากการเปิดเสรีทางการค้าในกรอบ WTO จะช่วยลดแรงกดดันต่อการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าและการตอบโต้ทางการค้าที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยควรกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคีกับสหรัฐอเมริกาภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐอเมริกา(Thailand-US TIFA) และเร่งยกระดับมาตรฐานและแรงงานในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา