Insight

สินเชื่อบัตรเครดิตปี 2552 : พิษเศรษฐกิจ...ฉุดกำลังซื้อผู้บริโภค

ภายหลังจากที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตต่างต้องปรับแผนการดำเนินธุรกิจอยู่ตลอดเวลาในช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา โดยในช่วงต้นปี 2551 นั้น เมื่อราคาสินค้าทยอยปรับตัวสูงขึ้น เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาระค่าครองชีพที่พุ่…

blogmedia-46324.jpg

ภายหลังจากที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตต่างต้องปรับแผนการดำเนินธุรกิจอยู่ตลอดเวลาในช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา โดยในช่วงต้นปี 2551 นั้น เมื่อราคาสินค้าทยอยปรับตัวสูงขึ้น เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ผู้บริโภคบางกลุ่มชะลอการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต รวมถึงความสามารถในการผ่อนชำระยอดคงค้างบัตรเครดิตในผู้บริโภคบางกลุ่มลดลง ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับแผนการตลาดให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การร่วมมือกับพันธมิตรดิสเคานท์สโตร์ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เพิ่มสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต ในการใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า โดยเฉพาะสินค้าประเภทอุปโภคและบริโภค ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค รวมถึงการปรับระบบติดตามทวงถามหนี้ อย่างไรก็ดีในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ปัญหาวิกฤตการเงินโลกที่ลุกลามและเลวร้ายยิ่งขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก เมื่อบางธุรกิจต้องเปิดตัวลง เกิดการเลิกจ้างงาน ปรับลดเงินเดือน โบนัส ซึ่งย้อนกลับมาซ้ำเติมความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ รวมถึงความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อของผู้บริโภคบางกลุ่มลดลง ทำให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตต้องปรับกลยุทธ์การตลาด รวมถึงการดำเนินนโยบายป้องกันความเสี่ยงหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับการดำเนินธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิตในปี 2552 อาจจะต้องเผชิญความท้าทายหนักกว่าในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเศรษฐกิจที่บีบรัดตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแอลง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สรุปประเด็นสำคัญของธุรกิจบัตรเครดิตในปี 2551 และแนวโน้มธุรกิจบัตรเครดิตในปี 2552 ดังต่อไปนี้

สรุปภาพรวมธุรกิจบัตรเครดิตปี 2551 ทั้งนี้ จากการพิจารณาตัวเลขบัตรเครดิต ณ สิ้นปี 2551 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า:

ปริมาณบัตรเครดิตปี 2551: ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ทั้งนี้ปริมาณบัตรเครดิตทั้งระบบ ณ สิ้นปี 2551 มีจำนวน 12,987,073 บัตร มีการเติบโตร้อยละ 8.2 ชะลอลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ในปี 2550 ทั้งนี้การชะลอตัวของจำนวนบัตรเครดิตนั้นมีปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นตัวกำหนดการเติบโตของบัตรเครดิต เช่น โครงสร้างรายได้ของประชากรในประเทศ ยังเป็นข้อจำกัดต่อการขยายฐานสินเชื่อบัตรเครดิต ทั้งนี้กลุ่มลูกค้าของบัตรเครดิตในกรณีของผู้ที่มีรายได้ประจำจะต้องเป็นผู้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจากการประเมินโครงสร้างรายได้ของประชากรผู้มีงานทำนั้น พบว่า กลุ่มผู้มีรายได้มากกว่า 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป มีอยู่เพียงประมาณร้อยละ 10 ของผู้มีงานทำ หรืออยู่ที่ประมาณ 3-3.5 ล้านคน ซึ่งนับได้ว่าเป็นจำนวนที่ค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 ผู้ประกอบการบัตรเครดิตบางรายได้มีการปรับกฎเกณฑ์ข้อบังคับในการทำบัตรเครดิต เช่น การปรับเปลี่ยนเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำจาก 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป เป็นรายได้ขั้นต่ำ 18,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และบางรายปรับเป็นรายได้ขั้นต่ำ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป จึงทำให้การขยายฐานสินเชื่อบัตรเครดิตไม่สามารถขยายตัวได้สูงอย่างที่ผ่านมาในอดีต

ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตปี 2551: กลยุทธ์กระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรไม่ได้ผล...ผู้บริโภคหมดแรงซื้อ เป็นที่ทราบกันดีว่าในปี 2551 ผู้บริโภคต้องเผชิญกับมรสุมรอบด้านซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นอย่างมาก และเมื่อราคาน้ำมันได้ปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี วิกฤตการเงินได้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งและได้ลุกลามไปยังภาคธุรกิจของไทยบางแห่งที่เริ่มปิดกิจการ เกิดภาวะคนตกงาน มีการปรับลดเงินเดือน โบนัสของพนักงาน อีกทั้งสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอย่างมาก ทำให้แม้ว่าธนาคารพาณิชย์ และ Non-bank จะพยายามทำแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็นการคืนเงินเข้าสู่บัญชี (Cash Back) การผ่อนชำระสินค้า 0% เป็นระยะเวลา 6 เดือน หรือมากกว่า ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าแคมเปญการตลาดนั้นเริ่มจะไม่ได้ผลมากนัก โดยในปี 2551 มีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งสิ้น 799,717ล้านบาท โดยขยายตัวร้อยละ 11.2 ชะลอลงจากที่มีการเติบโตร้อยละ 13.1 ในปี 2550

สินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตปี 2551: ขยายตัวเพิ่มขึ้น ในภาวะเศรษฐกิจที่บีบรัดตัว ไม่เพียงแต่กำลังซื้อของผู้บริโภคจะถูกกระทบ ในผู้บริโภคบางกลุ่มความสามารถการผ่อนชำระสินเชื่อก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระหนี้ จะเห็นได้ว่ายอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตทั้งระบบ ณ สิ้นปี 2551 มีจำนวน 189,227 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.6 เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 4.8 ในปี 2550

การเบิกเงินสดล่วงหน้าบัตรเครดิตปี 2551: ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ทั้งนี้ปริมาณการเบิกเงินสดล่วงหน้าบัตรเครดิตทั้งระบบ ณ สิ้นปี 2551 มีจำนวน 209,882 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 2.9 ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.8 ในปี 2550 ทั้งนี้การชะลอตัวดังกล่าวน่าจะมาจากการที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เน้นการชำระค่าสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิต รวมถึงผู้บริโภคมีทางเลือกทางการเงินอื่น เช่น ผลิตภัณฑ์สินเชื่อประเภทบัตรเบิกเงินสด หรือสินเชื่อหมุนเวียน ที่สามารถถอนเงินสดได้จากเครื่อง ATM ได้

แนวโน้มธุรกิจบัตรเครดิตปี 2552 : ระมัดระวังบัตรใหม่...เน้นกลุ่มลูกค้าคุณภาพ

แนวโน้มธุรกิจบัตรเครดิตในปี 2552 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงมีปัจจัยลบรุมเร้ารอบด้าน ทำให้แนวโน้มตลาดบัตรเครดิตในปีนี้อาจจะไม่เติบโตอย่างที่เคย ในภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบการอาจจะรอประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงสถานการณ์การเมือง โดยผู้ประกอบการเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการอนุมัติบัตรใหม่ ในขณะที่การทำแคมเปญการตลาดกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตร ผู้ประกอบการต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง การโหมทำแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอาจจะได้ไม่คุ้มกับค่าการตลาดที่เสียไป หรืออาจจะก่อให้เกิดการใช้จ่ายผ่านบัตรจนเกินตัวในผู้บริโภคบางกลุ่ม จนย้อนกลับมาทำร้ายผู้ประกอบการเอง ในกรณีที่ผู้ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไม่สามารถชำระยอดคงค้างของสินเชื่อได้

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้คาดการณ์แนวโน้มธุรกิจบัตรเครดิตในปี 2552 ดังนี้

 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ภาพรวมปริมาณบัตรเครดิตทั้งระบบ ณ สิ้นปี 2552 น่าจะมีปริมาณบัตรเครดิตอยู่ที่ประมาณ 13,650,000 ล้านบัตร ขยายตัวร้อยละ 5.1 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 8.2 ในปี 2551 สาเหตุหนึ่งที่ทำให้บัตรเครดิตปีนี้ยังคงขยายตัวอยู่ในอัตราที่ชะลอตัว เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายได้ปรับเพิ่มกฎเกณฑ์คุณสมบัติของผู้สมัครบัตรเครดิต เช่น การปรับเพิ่มขึ้นอัตรารายได้ขั้นต่ำจากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน เป็นรายได้ขั้นต่ำ 20,000 บาทต่อเดือน (ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่รายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน) ซึ่งเป็นการปรับขึ้นของผู้ประกอบการบัตรเครดิตบางราย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อระบบสินเชื่อ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากปัญหาการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะข้างหน้าอาจจะทำให้เกิดการยกเลิกบัตรเครดิต รวมถึงการว่าจ้างแรงงานใหม่ในปีนี้ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ลดลง เนื่องจากภาคเอกชนชะลอการลงทุน จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จำกัดการเติบโตของฐานบัตรใหม่ในปีนี้

สำหรับกลยุทธ์การขยายฐานบัตรใหม่ในปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการยังคงเน้นการออกบัตรเครดิตในรูปแบบเจาะกลุ่มตลาดมากขึ้น (Segment Marketing) การสร้างบัตรเครดิตเฉพาะประเภทหรือเฉพาะบางธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้บัตรประเภทนั้นเป็นพิเศษ แต่เนื่องจากความต้องการของคนทั่วไปอาจกว้างกว่าบริการจากบัตรเครดิตทั่วๆไป ผู้ถือบัตรเครดิตอาจจะต้องการสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมมากขึ้น จึงอาจจะหันมาสมัครบัตรเครดิตของคู่แข่ง ทำให้แนวโน้มผู้ถือบัตรเครดิต1 คน จะมีการถือบัตรเครดิตมากกว่า 1 บัตรเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนบัตรส่วนหนึ่งมาจากลูกค้าที่มีบัตรเครดิตอยู่แล้ว

ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งระบบในปี 2552 จะอยู่ที่ประมาณ 879,000 ล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ 9.9 ซึ่งชะลอลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 11.2 (มีมูลค่า 799,717 ล้านบาท) ในปี 2551 ภายใต้ภาวะที่ผู้บริโภคกำลังถูกบีบคั้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่มอ่อนแอลงอย่างมาก และมีผลทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่าย เช่น การลดค่าใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนสถานที่ซื้อสินค้า เป็นต้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2552 นี้ยังคงขยายตัวได้ไม่มากนัก

สำหรับการกระตุ้นการใช้จ่ายบัตรเครดิตของผู้ประกอบการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จะเป็นปีที่ผู้ประกอบการยังคงต้องทำงานหนัก ซึ่งผู้ประกอบการยังคงเน้นการทำแคมเปญการตลาดร่วมกับพันธมิตรร้านค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และจะเน้นในช่วงงานแสดงสินค้า ช่วงงานเทศกาลการจับจ่ายใช้สอยเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้แคมเปญการตลาดยังมุ่งเน้นไปยังกลุ่มลูกค้าระดับบนเป็นหลัก เนื่องจากผู้ประกอบมองว่า ลูกค้ากลุ่มนี้ยังคงมีกำลังซื้อที่สูง และอาจจะได้รับผลกระทบไม่มากนักจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ นอกจากผู้ประกอบการจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคชำระค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเครดิต การชำระค่าสาธารณูปโภคโดยผูกกับบัตรเครดิตแล้ว ธนาคารพาณิชย์บางรายอาจจะนำผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตไปผูกกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของทางธนาคาร หรือบริษัทในเครือมากขึ้น เช่น ชำระค่าเบี้ยประกันโดยผูกกับบัญชีบัตรเครดิต การซื้อกองทุน LTF หรือ RMF โดยสามารถผ่อนชำระด้วยบัตรเครดิต เป็นต้น เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้สูงขึ้น

สำหรับสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิต ณ ปี 2552 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จะอยู่ที่ประมาณ 201,900 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการขยายตัวร้อยละ 6.7 เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 5.6 ในปี 2551 การขยายตัวของยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตในปีนี้ น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ยังคงขยายตัวในอัตราที่ไม่สูงนัก เนื่องจากคาดว่าผู้ประกอบการจะทำการตัดบัญชีหนี้สูญทันที หากลูกค้าผิดนัดชำระสินเชื่อบัตรเครดิตเกิน 3 เดือน หรือผู้ประกอบการบางรายมีการเสนอสินเชื่อเงินสด (รีไฟแนนซ์) ให้แก่ลูกค้าที่ประสบปัญหาไม่สามารถชำระสินเชื่อบัตรเครดิตได้ ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างคงจะไม่ขยายตัวมากนัก

อย่างไรก็ตามอัตราการขยายตัวของยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตในปี 2552 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง ภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความเสี่ยงและอาจจะทวีความรุนแรงขึ้นในระยะข้างหน้า เนื่องมาจากแนวโน้มที่เศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ซึ่งภาวะดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อระดับรายได้ เช่น การปรับลดเงินเดือน รวมถึงภาวะการว่าจ้างงานในอนาคต ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิตในผู้บริโภคบางกลุ่ม ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระสินเชื่อได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปริมาณการเบิกเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิต ณ ปี 2552 จะอยู่ที่ประมาณ 213,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการขยายตัวร้อยละ 1.5 ชะลอลงจากร้อยละ 2.9 ในปี 2551 การขยายตัวของการเบิกเงินสดล่วงหน้าในอัตราที่ชะลอลงนั้น สาเหตุน่าจะมาจากผู้บริโภคมีทางเลือกทางการเงินอื่น เช่น ผลิตภัณฑ์สินเชื่อประเภทบัตรเบิกเงินสด หรือสินเชื่อหมุนเวียน ที่สามารถถอนเงินสดได้จากเครื่อง ATM

บทสรุปและข้อคิดเห็น

เป็นที่ทราบกันดีว่าปี 2552 ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับมรสุมรุมเร้ารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจภายในและนอกประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงความสามารถการผ่อนชำระยอดคงค้างสินเชื่อ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตในปี 2552 จะเป็นปีที่ผู้ประกอบการคงต้องดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตบนพื้นฐานของความระมัดระวังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายฐานบัตรเครดิตที่ผู้ประกอบการบางรายได้ปรับเพิ่มกฎเกณฑ์คุณสมบัติของผู้สมัครบัตรเครดิต เช่น การปรับเพิ่มขึ้นอัตรารายได้ขั้นต่ำต่อเดือนจากเดิม 15,000 บาท เป็นรายได้ขั้นต่ำ 20,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น รวมถึงแนวโน้มการว่าจ้างงานที่ลดลง ส่งผลต่อการขยายฐานบัตรเครดิตลดลงในปีนี้ ในขณะที่การจัดแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังคงจะต้องเดินหน้าต่อไป แม้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะอ่อนแอลง โดยผู้ประกอบการบางรายได้มุ่งเน้นแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายไปยังกลุ่มลูกค้าระดับบน เนื่องจากมองว่า ลูกค้ากลุ่มนี้ยังคงมีกำลังซื้อที่สูง และอาจจะได้รับผลกระทบไม่มากนักจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังได้ให้ความสำคัญอย่างมากในการระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อรวมถึงการปรับระบบการบริหารความเสี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงครั้งสำคัญที่อาจจะทำให้เศรษฐกิจในปี 2552 นี้ ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.0-1.2 เทียบกับที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.9 ในปี 2551 ทำให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตต้องเพิ่มความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อบัตรเครดิตมากขึ้นนั้น อาจจะส่งผลกระทบกลับมาสู่ตัวผู้ประกอบการในการขยายฐานบัตรใหม่ ที่ผู้ประกอบการจะต้องทำการตลาดหนักขึ้น นอกจากนี้การปรับกฎเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของผู้ออกบัตรยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ต้องการสินเชื่อ แต่มีประวัติที่ดีไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้อาจจะต้องเปลี่ยนสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า ผู้ประกอบการอาจจะอนุมัติวงเงินสินเชื่อต่ำกว่าในช่วงที่เศรษฐกิจดี เช่น 1 เท่าของเงินเดือน หรืออาจจะน้อยกว่า โดยในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี ผู้ประกอบการอาจจะทำการศึกษาลูกค้า เพื่อดูสถานะการผ่อนชำระของผู้ขอสินเชื่อ ในกรณีที่ลูกค้ามีการผ่อนชำระตรงตามเวลา ผู้ประกอบการอาจจะเพิ่มวงเงินในบัตรให้แก่ลูกค้าได้ และในกรณีที่ลูกค้าไม่สามารถผ่อนชำระตรงเวลา ผู้ประกอบการอาจจะทำการยกเลิกบัตร ในขณะที่ยอดหนี้อาจจะยังไม่สูงมากนัก เนื่องจากวงเงินสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้บริโภคเองอาจจะยังคงมีความสามารถพอที่จะชำระยอดคงค้างสินเชื่อได้หมด

ประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคควรคำนึงถึงในการชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิต เนื่องจากสินเชื่อบัตรเครดิต เป็นสินเชื่อเพื่อการใช้จ่ายซื้อสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิต ซึ่งบัตรเครดิตสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้ การชำระสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิตเปรียบเสมือนการนำเงินในอนาคตมาใช้ เมื่อถึงรอบบัญชีเรียกเก็บหากชำระเต็มจำนวนก็จะไม่ถูกคิดอัตราดอกเบี้ยในรอบบัญชีถัดไป รวมถึงการได้รับสิทธิประโยชน์ส่วนลดเมื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิตมากกว่าการชำระด้วยเงินสด และยังสามารถนำคะแนนสะสมที่ได้จากการใช้บัตรเครดิตมาแลกเป็นของรางวัลได้

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การที่ผู้ประกอบการต่างยังคงใช้กลยุทธ์เพิ่มสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิต เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคชำระสินค้าผ่านบัตรเครดิตแทนเงินสดมากขึ้น ซึ่งผู้ใช้บัตรเครดิตจะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่สูง ก็ต่อเมื่อผู้ใช้บัตรเครดิตมีการวางแผนทางการเงินที่ดี โดยการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไม่ควรเกินกำลังความสามารถของตนเองในการชำระคืนในเดือนถัดไป เช่น การกำหนดวงเงินในการใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการที่ไม่ควรเกินร้อยละ 20 ของรายได้ต่อเดือน เป็นต้น และไม่ควรปล่อยให้ยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตสะสมเป็นวงเงินที่สูงเกินกว่ารายได้ต่อเดือน เนื่องจากการชำระสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิตเปรียบเสมือนการนำเงินในอนาคตมาใช้ เมื่อถึงรอบบัญชีเรียกเก็บหากชำระไม่เต็มจำนวนก็จะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยในรอบบัญชีถัดไป ซึ่งในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ร้อยละ 20 ต่อปี