Insight

แบรนด์ต้องรู้!? IoT-AI ส่งผล 3 การเปลี่ยนแปลง สร้าง 2 พฤติกรรมใหม่ผู้บริโภค

จากการคาดการณ์ถึงจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยเทคโนโลยี IoTจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของสมาร์ทโฟน ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ทำให้บริษัทไอทีต่างแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีและคิดค้นนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างดุเดือด เห็นได้ชัดจากรายใหญ่สองฟากฝั่งของโลกคือสหรัฐอเมริกาที่มี Google , Apple ,…

open_iot

จากการคาดการณ์ถึงจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยเทคโนโลยี IoT จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของสมาร์ทโฟนภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ทำให้บริษัทไอทีต่างแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีและคิดค้นนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างดุเดือด เห็นได้ชัดจากรายใหญ่สองฟากฝั่งของโลกคือสหรัฐอเมริกาที่มี Google, Apple, Facebook, Amazon, Microsoft หรือที่เรียกกันว่ากลุ่ม GAFAM กับจีนที่มี Baidu, Alibaba, Tencent, Xiaomi หรือกลุ่ม BATX มีการพัฒนาระบบปฏิบัติการผู้ช่วยอัจฉริยะหรือ AI Assistant ที่บริษัทต่างๆ แข่งกันพัฒนาให้ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ และโต้ตอบกับคนได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

1_iot

ยกตัวอย่าง สมาร์ททีวีในจีนซึ่งนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเสื้อผ้า ฯลฯ บนหน้าจอทีวีทันที เมื่อผู้บริโภค capture เป็นการช้อปปิ้งออนทีวีด้วย IoT ที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้

2_iot

อีกตัวอย่าง เจดีดอทคอมวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วนำเสนอสินค้าที่คิดว่าต้องการทันที

“Alibaba พูดไว้ในปีที่แล้วว่า “อาลีบาบาเชื่อว่ายุคของ IoT มาถึงแล้ว” ซึ่งในความคิดของอาลีบาบา IoT มี 2 แบบ แบบแรกคือInternet of Things ยูสเซอร์สั่งการผ่านแอป ในสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทสปีคเกอร์ที่เป็นฮับเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการซึ่งเป็น IoT ในยุคปัจจุบัน กับแบบที่สองคือ “Intelligence of Things” เป็น IoT ในยุคอนาคต ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีฮับอีกแล้วเพราะอุปกรณ์หรือสิ่งของต่างๆ สามารถ Interactive โต้ตอบกับคนได้เองเพราะมีสมองกลอยู่ในตัว เป็นยุคที่สิ่งของสามารถวิเคราะห์และปฏิบัติการได้ทันทีด้วยตัวเอง

3_iot

ดังนั้น เมื่อ IoT มีความแพร่หลายและพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่ไปกับ AI ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ ศูนย์วิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน หรือ HILL ASEAN จึงคาดว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลง 3 ประการ ดังนี้ 

1. “Beyond the screen”

iol5

ยุคไร้จอมาถึงแล้ว เทคโนโลยีดิจิทัลจะก้าวข้ามรูปแบบของหน้าจอ และขยายเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์หรือสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน รถยนต์ ระบบเมือง ฯลฯ

2. “Me Data”

การสั่งสมฐานข้อมูล ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวเราหรือแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมในอดีต ประวัติการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ ความสนใจ ความชื่นชอบ รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ จะถูกเก็บรวบรวมไว้ในผลิตภัณฑ์ซึ่งเชื่อมต่อถึงกันด้วยเทคโนโลยี IoT โดยมีศูนย์ควบคุมด้วย 1 ID เท่านั้น

4_iot

3. “Predictive Recommendation”

การให้คำแนะนำที่ตรงใจ เพราะเมื่อมาถึงยุคที่มี “ดิจิทัลทัชพอยต์ และเราสามารถเก็บ data ที่เป็นกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่เป็นส่วนตัวได้ เป็นวันเป็นเดือนเป็นปี เมื่อมีการสั่งสมของข้อมูลแต่ละบุคคลที่บ่งบอกตัวตนมากขึ้นเท่าใด ยิ่งทำให้ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลของคนคนนั้นและให้คำแนะนำได้อย่างถูกต้องตรงใจ หรือคาดการณ์พฤติกรรมของผู้บริโภคได้แม่นยำขึ้น และสามารถนำเสนอสิ่งที่ต้องการในเวลานั้นๆ ผ่าน IoT ได้ทันตามสถานการณ์

เมื่อ IoT แพร่หลายและเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งสามประการแล้ว รูปแบบสื่อจะเปลี่ยนไปไม่ใช่เป็น Mass Media, Interactive Media และ Personalized Media แต่จะทำให้เกิดสื่อรูปใหม่ที่เรียกว่า Assistive Media” ซึ่งจะเรียนรู้ เข้าใจ และตอบสนองหรือจัดหาสิ่งที่ต้องการให้ผู้บริโภคในแบบของ solution มาแนะนำได้ในทันทีก่อนจะตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการสิ่งที่ตรงใจที่สุด โดยผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลมากมายและนำมาศึกษาเปรียบเทียบด้วยตนเอง

โดยในงานวิจัยฉบับล่าสุด หัวข้อ “THINK FUTURE-FORWARD : How ASEAN Lives Evolve as Technology Gets Smarter” หรือ “TECH ล้ำทำชีวิตเปลี่ยน” ของ HILL ASEAN พบว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคอาเซียนจะเปลี่ยนไปเป็น 2 รูปแบบ พฤติกรรมแบบแรกเรียกว่า Bye-Bye Boring Routines” เพราะเทคโนโลยี IoT และ AI จะเข้ามาช่วยให้กิจวัตรซ้ำๆ ตามปกติในแต่ละวันจะลดลง และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ง่าย และเป็นอัตโนมัติมากขึ้น ยิ่งกว่านั้น ยังจะทำให้กิจวัตรประจำวันที่น่าเบื่อสนุกขึ้นได้ เช่น การซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ซึ่งปกติแล้วผู้บริโภคก็ไม่มีความชอบเป็นพิเศษ เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองอีกต่อไป

iol6

พฤติกรรมแบบที่สองเรียกว่า Match-Me Journey” แทนที่จะต้องเสียเวลากับการศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการที่ดีที่สุด ผู้บริโภคจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งของและบริการที่น่าซื้อ ซึ่งถูกกลั่นกรองมาแล้วว่าตรงกับความชอบส่วนบุคคลของผู้บริโภค แล้วจึงค่อยทำการตัดสินใจซื้อในที่สุด

6_iot

งานวิจัยดังกล่าวยังอีกพบว่า ผู้บริโภคอาเซียนตอบรับและค่อนข้างชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งคุ้นเคยกับเทรนด์ล่าสุดในโลกเทคโนโลยี แม้จะรู้สึกดีกับการเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย แต่ค่อนข้างเหนื่อยล้ากับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ และเรื่องที่ต้องตัดสินใจ รวมทั้งกระบวนการตัดสินใจซื้อ จึงต้องการผู้ช่วยที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น แบรนด์และนักการตลาดจึงต้องรับรู้และเข้าใจ แม้จะรู้สึกว่าในวันนี้ผู้บริโภคส่วนมากยังเปลี่ยนแปลงช้า แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน เช่น สังคมก้มหน้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้างมาก่อน หรือการใช้คิวอาร์เพย์เมนต์ที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้  

เนื่องจากรูปแบบการซื้อของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไป จากเดิม ”ไปเพื่อซื้อ” มีการวางแผนและเจาะจงเวลาไปซื้อ ไม่ว่าจะซื้อในช่องทางใดก็ตามทั้งออฟไลน์หรือออนไลน์ แต่แบบใหม่คือ “จ่ายเพื่อเป็นสมาชิก” หรือกลายเป็น Subscription Model” ซึ่งผู้บริโภคจะลงทะเบียนเอาไว้ แล้ว AI จะเข้ามานำเสนอ ส่วนแบรนด์จะเปลี่ยนจาก “สินค้าหรือบริการเฉพาะเจาะจง” เป็น “แพลตฟอร์มเพื่อนำเสนอการแก้ปัญหาทุกช่วงเวลาของชีวิต” ขณะที่การสื่อสารรูปแบบเดิมคือ Need based reactions” เมื่อผู้บริโภคต้องการก็จะไปหาแบรนด์ แบรนด์จึงต้องเป็น top of mind เพื่อให้ผู้บริโภคนึกถึง แต่รูปแบบใหม่ที่จะเปลี่ยนไปต้องเป็น “Moment based predictions” ด้วยการเข้าไปคาดการณ์ให้เหมาะกับเวลานั้นๆ พอดี ดูว่ามีอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิต ดังนั้น หากสินค้าหรือแบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับ AI ได้ก็จะนำมาซึ่งโอกาสในการขายมากกว่า

7_iot

ท้ายที่สุดแบรนด์ควรเตรียมพร้อมรับมือกับเทรนด์ใหม่ดังกล่าวที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้บริโภค โดยต้องทำใน 3 ส่วน ส่วนแรกPurpose Branding ด้วยการให้คำนิยามที่ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ของตนเป็นประโยชน์และจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในเวลาหรือสถานการณ์ใด เพราะเป็นข้อมูลที่ผู้บริโภคจะต้องการมากที่สุด ส่วนที่สอง Life Solution ด้วยการนำเสนอสินค้าหรือบริการที่พัฒนาขึ้นมาในรูปแบบของ solution ให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน และสามารถเข้าไปช่วยแก้ปัญหาได้ทุกที่ทุกเวลา และส่วนที่สาม Real-Time Marketingด้วยการเน้นสร้างคอนเทนต์การสื่อสารที่ตอบสนองความสนใจของแต่ละบุคคลได้ทันสถานการณ์ ดังนั้น การใช้ประโยชน์จาก Me Data และการสร้างฐานข้อมูลของแบรนด์เอง จึงจำเป็นมากขึ้นในอนาคต.