Insight

สรุปกฎหมาย ‘PDPA’ พร้อมไขข้อสงสัยแค่ ‘ถ่ายรูปติด’ ก็ผิดจริงหรือ?

อีก 2 วัน (1 มิ.ย.) จะเป็นวันแรกที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือที่เรามักได้ยินชื่อย่อกันว่า PDPA (Personal Data Protection Act B.E. 2019) บังคับใช้ หลังจากที่เคยออกมาประกาศตั้งแต่ 27 พฤษภาคม 2562 แต่ก็เลื่อนมาโดยตลอดเนื่องจากเกิดการระบาดของ COVID-19 รวมถึงเพื่อให้องค์กรต่…

Mobile
อีก 2 วัน (1 มิ.ย.) จะเป็นวันแรกที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือที่เรามักได้ยินชื่อย่อกันว่า PDPA (Personal Data Protection Act B.E. 2019) บังคับใช้ หลังจากที่เคยออกมาประกาศตั้งแต่ 27 พฤษภาคม 2562 แต่ก็เลื่อนมาโดยตลอดเนื่องจากเกิดการระบาดของ COVID-19 รวมถึงเพื่อให้องค์กรต่าง ๆ ได้เตรียมพร้อมกัน ว่าแต่ PDPA นั้นส่งผลอะไรกับประชาชนตาดำ ๆ บ้าง อะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ แล้วต้องปรับตัวอย่างไรกับกฎหมายนี้ ไปดูกัน

กฎหมาย PDPA คืออะไร

สำหรับกฎหมาย PDPA มีต้นแบบมาจากกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป โดยทั้ง PDPA และ GDPA ต่างก็มีวัตถุประสงค์ ไม่ให้องค์กรนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการล่วงละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างง่าย ๆ ก็ที่มีคอลเซ็นเตอร์จากบริษัทที่ไม่เคยใช้บริการโทรมาหานั่นเอง

สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่จะได้รับการคุ้มครองนั้น ต้องเป็นข้อมูลที่สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้ อาจเป็นได้ทั้งข้อมูลในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือ หรือจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ดังนี้

  • ชื่อ-นามสกุล
  • เบอร์โทรศัพท์ อีเมลส่วนตัว ที่อยู่ปัจจุบัน
  • เลขบัตรประชาชน เลขหนังสือเดินทาง เลขใบอนุญาตขับขี่
  • ข้อมูลทางการศึกษา ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลทางการแพทย์
  • ทะเบียนรถยนต์ โฉนดที่ดิน ทะเบียนบ้าน
  • วันเดือนปีเกิด สัญชาติ น้ำหนักส่วนสูง
  • ข้อมูลบนอื่น ๆ บนอินเทอร์เน็ตที่สามารถระบุตัวตนได้ เช่น Username /password, Cookies IP address,  GPS Location
The abstract image of the business man hold the GDPR hologram on hand and. the concept of data, communications, privacy, internet of things and GDPR.

ส่วนถ้าข้อมูลไหนที่ไม่สามารถระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูลได้ เช่น ข้อมูลบริษัท จะไม่ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล และไม่อยู่ภายใต้บังคับตาม​ PDPA และนอกจากข้อมูลส่วนบุคคลแล้วยังต้องระวังการใช้ ข้อมูลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูล ทั้งในแง่ของการทำงาน สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ โดยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว มีดังนี้

  • เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์
  • ความคิดเห็นทางการเมือง
  • ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา
  • พฤติกรรมทางเพศ
  • ประวัติอาชญากรรม
  • ข้อมูลด้านสุขภาพ ความพิการ เช่น โรคประจำตัว การฉีดวัคซีน ใบรับรองแพทย์
  • ข้อมูลสหภาพแรงงาน
  • ข้อมูลพันธุกรรม
  • ข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ แบบจำลองใบหน้า ข้อมูลม่านตา
privacy-02

แค่ถ่ายรูปติดก็ผิดจริงหรือ?

อาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กฎหมายนี้ออกมาเพื่อเน้น คุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือก็คือ ประชาชนทั่วไป จากการที่ องค์กรนำข้อมูลไปใช้งานเพื่อสร้างผลประโยชน์

หากประชาชนเกิดถ่ายภาพติดบุคคลอื่น ๆ โดยไม่ได้ยิมยอมแต่ ใช้งานเพื่อกิจกรรมส่วนตัวไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะ กฎหมายก็จะไม่ได้เข้าไปยุ่งวุ่นวาย เพราะมุ่งไปที่การใช้ในลักษณะเพื่อการพาณิชย์ (Professional Use) ดังนั้น หากเราไม่ได้ตั้งใจไปถ่ายและไม่ได้เอารูปไปทำงานที่ก่อเกิดรายได้ ก็ไม่ผิด แต่ถ้าตั้งใจถ่ายโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม แล้วนำไปโพสต์หรือขายสร้างรายได้แบบนี้ถือว่าผิด ซึ่งไม่ได้ผิดเพราะ PDPA แต่เพราะ กฎหมายแพ่งเมืองไทยคุ้มครองอยู่แล้ว เป็น การคุ้มครองตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรศึกษากฎหมาย GDPA เพื่อให้รู้ว่า เรามีสิทธิ์อะไรในข้อมูลส่วนตัวมากกว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิต่าง ๆ ดังนี้

  • สิทธิในการถอนความยินยอม ในกรณีที่ได้ให้ความยินยอมไว้
  • สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบรายละเอียด (Privacy Notice)
  • สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
  • สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล
ฐิติรัตน์

อาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หากไม่ปฏิบัติตาม PDPA จะโดนอะไร

ที่หลายคนตื่นตัวเรื่อง PDPA ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ บทลงโทษ โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. บทลงโทษทางแพ่ง 2. บทลงโทษทางอาญา และ 3. บทลงโทษทางปกครอง ได้แก่

  • โทษอาญา: จำคุกสูงสุดไม่เกิน 6 เดือนถึง 1 ปี หรือปรับสูงสุดไม่เกิน 500,000 ถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • โทษแพ่ง: ค่าสินไหมทดแทน + ค่าสินไหมเพื่อการลงโทษอีกไม่เกิน 2 เท่า
  • ทษปกครอง: ปรับไม่เกิน 1-3-5 ล้านบาท

องค์กรต้องปรับตัวอย่างไร

แม้ว่ากฎหมาย PDPA จะเริ่มบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้แล้ว แต่เชื่อว่าบางองค์กร โดยเฉพาะที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลของผู้บริโภคมาใช้ประโยชน์อาจจะไม่ได้ตื่นตัวมาก หรือบางองค์กรยังบริหารจัดการไม่เรียบร้อย ก็มี 6 ข้อแนะนำสำหรับองค์กร

  • ผู้บริหารและพนักงานต้องศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง : PDPA ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะเรื่องของ ข้อมูล เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคเองก็ให้ความตื่นตัว ดังนั้น ทั้งผู้บริหารและพนักงานต้องให้ความสำคัญและเร่งทำความเข้าใจต่อตัวบทกฎหมายพร้อมนำมาวิเคราะห์ปรับใช้ในธุรกิจ รวมถึงผลกระทบต่าง ๆ
  • รู้ทุกซอกมุมเกี่ยวกับข้อมูลทั่วทั้งองค์กร : การจะรักษาของที่อยู่ภายในให้ปลอดภัย ไม่หลุดรั่วไปเป็นของคนอื่น ก็ต้องรู้ก่อนว่ามีอะไรเก็บอยู่ที่ไหนบ้าง ข้อมูลส่วนไหนเกี่ยวข้องกับ PDPA บ้าง ซึ่งปัจจุบันองค์กรต้องบริหารจัดการข้อมูลหลายรูปแบบจากหลากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลแบบที่มีโครงสร้าง (structured) เช่น ระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ และแบบไม่มีโครงสร้าง (unstructured) ซึ่งมาในรูปของไฟล์ที่ใช้งานกันทั่วไป ทั้งหมดนี้ทำให้การจัดระเบียบให้เป็นระบบเพื่อวางแผนจัดการต่อไป
  • ปรับเปลี่ยนกระบวนการในการจัดเก็บ จัดการ และใช้งานข้อมูล : เมื่อธุรกิจต้องทำการวิเคราะห์เชิงลึกถึงกระบวนการต่าง ๆ ของข้อมูลแล้ว ต่อไปก็ต้องจัดการ จัดเก็บ และการใช้งานข้อมูลในส่วนธุรกิจของตนเองให้มีประสิทธิภาพและมีระเบียบยิ่งขึ้น มีการแบ่งประเภทความสำคัญของข้อมูล แบ่งกลุ่มข้อมูลส่วนบุคคลออกจากข้อมูลทั่วไป และเลือกใช้วิธีการในการจัดเก็บหรือจัดการข้อมูลนั้น ๆ อย่างเหมาะสม และอย่าลืมเสริมระบบซีเคียวริตี้
privacy-03
  • แจ้ง Privacy Policy ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ : องค์กรหรือเจ้าของเว็บไซต์สามารถแจ้งเจ้าของข้อมูลผ่าน Privacy Policy บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน หรือช่องทางการติดต่ออื่น ๆ เช่น การลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ หรือทางโซเชียลมีเดีย โดยแจ้งว่าจะขอเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อวัตถุประสงค์ใด แจ้งสิทธิของเจ้าของข้อมูล โดยสามารถถอนความยินยอมได้ทุกเมื่อ
  • ประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมือในกรณีข้อมูลรั่วไหล : ประเมินความเสี่ยง เพื่อจะได้เน้นไปที่พื้นที่เสี่ยงมากเสี่ยงน้อย และควรวางแผนล่วงหน้าว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น เตรียมหลักฐานต่าง ๆ ชัดเจนหากเกิดกรณีที่ข้อมูลรั่วไหล เพื่อบรรเทาความเสียหายและแสดงความรับผิดชอบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ๆ อย่างเหมาะสม
  • ติดตามข้อกฎหมายอย่างต่อเนื่อง : จากนี้ข้อกฎหมายเกี่ยวกับ PDPA ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งกฎหมายลูกหรือประกาศจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้ รวมถึงตัวอย่างของการตัดสินคดีความในชั้นศาล ธุรกิจจึงควรติดตามข่าวสารเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับใช้กับองค์กรให้ดียิ่งขึ้น

สรุป การที่ไทยมีกฎหมาย PDPA ถือเป็นการคืนอำนาจของข้อมูลส่วนตัวให้กับประชาชนมีอำนาจมากขึ้น แต่ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนการใช้งานในลักษณะส่วนตัว แต่เข้ามาเปลี่ยนแปลงการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลโดยองค์กร ซึ่งหากองค์กรสามารถปฏิบัติตามได้ ก็จะช่วยให้องค์กรมีความน่าเชื่อถือทั้งในมุมคู่ค้าและลูกค้า เพราะมีมาตรฐาน มีขอบเขต และมีความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ ประเทศไทยเองก็มีภาพลักษณ์ดีขึ้น เพราะมีมาตรฐานการคุ้มครองในระดับ GDPR