People / Management

ละลายไม่หยุด! นักวิทย์เตือน น้ำแข็งขั้วโลกหายไปแล้ว 11.3 ล้านล้านตัน และทุก 1 ซม. ของน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำคนอีก 2-3 ล้านคนต้องเผชิญน้ำท่วม

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกอาจคุ้นชินกับข่าวธารน้ำแข็งละลายและภาวะโลกร้อนจนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ข้อมูลวิจัยล่าสุดกำลังสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้กำลังเกิดขึ้นในระดับที่ใหญ่กว่าที่หลายคนจินตนาการ

iStock-antarctica-anyaberkut.jpg.webp

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Data พบว่า ตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็งรวมกันแล้วกว่า 12.5 ล้านล้านตัน หรือ 11.3 ล้านล้านตันเมตริก ปริมาณมหาศาลที่หากนำมากระจายทั่วพื้นที่สหรัฐอเมริกาส่วนแผ่นดินใหญ่ จะสามารถปกคลุมประเทศทั้งประเทศด้วยชั้นน้ำแข็งหนาราว 1.5 เมตรได้เลยทีเดียว

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การสูญเสียน้ำแข็งดังกล่าวได้เปลี่ยนสภาพเป็นน้ำเกือบ 11.3 ล้านล้านล้านลิตร และมีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นราว 3.1 เซนติเมตรนับตั้งแต่ปี 1979 นอกเหนือจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศอื่น ๆ ที่ผลักดันให้ระดับมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้ว

แม้ตัวเลข 3.1 เซนติเมตรอาจดูไม่มากนัก แต่สำหรับพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก ผลกระทบกลับมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง

อิเนส โอโตซากะ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรีย ประเทศอังกฤษ ระบุว่า ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเพียง 1 เซนติเมตร จะทำให้มีประชากรเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2-3 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมอย่างน้อยปีละครั้ง

ปัญหาไม่ได้มาจากอากาศร้อนเพียงอย่างเดียว

หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของงานวิจัยฉบับนี้คือ สาเหตุหลักของการสูญเสียน้ำแข็งไม่ได้มาจากอุณหภูมิอากาศที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว

นักวิจัยพบว่าเกือบ 5 ใน 6 ของการละลายทั้งหมดเกิดจากน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น ซึ่งกัดเซาะแผ่นน้ำแข็งจากด้านล่างและด้านข้าง ขณะเดียวกันธารน้ำแข็งก็ไหลลงสู่มหาสมุทรมากขึ้น ส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่สูญเสียมวลอย่างต่อเนื่อง

"แผ่นน้ำแข็งกำลังละลายอย่างรวดเร็ว เรากำลังทำให้บริเวณขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้นทั่วโลก และจะยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับพื้นที่ชายฝั่ง" เอริก ริกโนต์ นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ และผู้ร่วมวิจัย กล่าว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือธารน้ำแข็ง Jakobshavn ในกรีนแลนด์ ซึ่งปัจจุบันกำลังถอยร่นด้วยความเร็วสูงถึง 50 เมตรต่อวัน

จาก “เสถียรภาพ” สู่การเร่งตัวของการละลาย

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติที่นำโดยองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้รวบรวมข้อมูลจากดาวเทียม 27 ดวงและงานสำรวจอิสระอีก 45 ชุด เพื่อสร้างฐานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็งที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ผลการวิเคราะห์พบว่า ในช่วงทศวรรษ 1970, 1980 และต้นทศวรรษ 1990 แผ่นน้ำแข็งของโลกยังค่อนข้างมีเสถียรภาพ แต่หลังจากนั้นสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ก่อนจะเร่งตัวอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษ 2010

โอโตซากะ กล่าวว่า แนวโน้มการสูญเสียมวลน้ำแข็งเพิ่มขึ้นในทุกทศวรรษ โดยเฉพาะปริมาณน้ำแข็งที่ไหลลงสู่มหาสมุทร ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แม้ว่าข้อมูลระหว่างปี 2020-2023 จะดูเหมือนการละลายชะลอลง แต่ทีมวิจัยมองว่านั่นเป็นเพียงผลจากความแปรปรวนของสภาพอากาศในระยะสั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มหลัก โดยข้อมูลล่าสุดหลังปี 2023 บ่งชี้ว่าการเร่งตัวของการสูญเสียน้ำแข็งได้กลับมาอีกครั้งแล้ว

ความกังวลเรื่อง “จุดเปลี่ยน” ที่อาจย้อนกลับไม่ได้

อีกประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์จับตามองคือสิ่งที่เรียกว่า Dynamic Processes หรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงพลวัต ซึ่งทำให้แผ่นน้ำแข็งสูญเสียมวลอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าการละลายจากอุณหภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว

นักวิจัยระบุว่า กระบวนการลักษณะนี้อาจเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ "Tipping Point" หรือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบบน้ำแข็งเข้าสู่ภาวะไม่เสถียร และยากที่จะหยุดยั้งหรือฟื้นกลับสู่สภาพเดิมได้

เดวิด ฮอลแลนด์ นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือการสูญเสียน้ำแข็งส่วนใหญ่เกิดจากกลไกเชิงพลวัตดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากแผ่นน้ำแข็งเข้าสู่ภาวะไม่เสถียรและเริ่มพังทลาย

ด้าน แอนดรูว์ เชพเพิร์ด ผู้ร่วมวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรีย เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันอาจเป็นเพียงผลสะท้อนที่ล่าช้าจากภาวะโลกร้อนในอดีต

นั่นหมายความว่า แม้โลกจะสามารถหยุดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิได้ในวันนี้ ผลกระทบจากการสูญเสียน้ำแข็งอาจยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

สำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้ว ตัวเลข 12.5 ล้านล้านตันไม่ใช่เพียงสถิติทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังส่งผลต่อระดับน้ำทะเลทั่วโลกในปัจจุบันแล้ว ไม่ใช่เพียงเรื่องของอนาคตอีกต่อไป