จากวันที่โชว์ช้างมีคนดูเพียงคนเดียว สู่วันที่นักท่องเที่ยวกลับมาแน่นฟาร์มอีกครั้ง กระแสไวรัลได้ทำให้ ‘ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ’ กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากเงียบเหงาหลายปี
แต่สำหรับ ‘จรูญ ยังประภากร’ ทายาทรุ่น 2 นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของไวรัล หากเป็นโอกาสให้ฟาร์มได้กลับมาเล่าเรื่องของตัวเองอีกครั้ง ว่าหลังผ่านทั้งวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงของโลก
และในวันที่ทายาทรุ่น 2 กำลังประคองมรดกของครอบครัว ขณะที่รุ่น 3 อย่าง ‘แจ็ค-ธนชาติ ยังประภากร’ กำลังเข้ามาเติมมุมมองใหม่ นี่คือบทสนทนาว่า ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการจะพาตัวเองไปต่ออย่างไรในโลกที่ไม่เหมือนเดิม
จากนักการธนาคาร สู่ฟาร์มจระเข้ระดับโลก
เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงคุ้นชื่อ ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ เป็นอย่างดี ในฐานะแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัด ถึงขั้นมีชื่อปรากฏอยู่ในคำขวัญประจำจังหวัดสมุทรปราการ
แต่ถ้าพูดถึงที่มาที่ไป น้อยคนนักจะรู้
ผอ.จรูญ เริ่มเล่าย้อนไปถึงจุดกำเนิดของฟาร์ม เป็นความทรงจำที่เขาได้ยินมาจากปากคุณพ่อ ดร.อุทัย ยังประภากร ผู้ก่อตั้งฟาร์มเอง โดยชีวิตของดร.อุทัย ไม่ได้เริ่มต้นอย่างสวยงาม เขาเป็นลูกชายของผู้อพยพชาวจีน ในครอบครัวที่มีพี่น้องมากถึง 9 คน แทบไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ และต้องออกมารับจ้างทำงานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ
ชีวิตของคุณพ่อผ่านงานมาหลายอย่าง แม้กระทั่งเป็นช่างตีทอง ก่อนจะได้งานที่ถือว่าดีที่สุดในเวลานั้น คือการเป็น “นักการ” ของธนาคารอินโดจีน แต่สำหรับคนที่มองไกลกว่าตำแหน่งงานตรงหน้า การเป็นลูกจ้างในธนาคารไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิต เขาต้องการเป็นเจ้าของกิจการ ทำให้คุณพ่อตัดสินใจลาออก มาเปิดร้านขายของใช้ในบ้านแถวสะพานขาว
แต่ร้านก็ถูกระเบิดพังยับเยินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนต้องออกไปรับจ้างในโรงฟอกหนังวัวต่างจังหวัดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง จุดเปลี่ยนมันเกิดขึ้นราวปี 2489 คุณพ่อไปเดินเล่นแถวถนนสุริวงศ์ แล้วไปเจอกระเป๋าหนังจระเข้ราคา 400 บาทวางขายอยู่ ซึ่งตอนนั้นถือว่าแพงมาก คนทำงานเกือบทั้งปีถึงจะเก็บเงินได้เท่านี้
“ด้วยความสงสัย คุณพ่อจึงเดินเข้าไปถามเจ้าของร้านว่ากระเป๋าใบนั้นทำจากหนังอะไรถึงแพงขนาดนั้น คำตอบที่ได้คือหนังจระเข้ สัตว์ที่ในป่าเมืองไทยมีอยู่เยอะ แต่การจับเป็นเรื่องยากมาก”

จากนั้น คุณพ่อเลยขอไปเป็นลูกมือพรานล่าจระเข้ โดยไม่รับค่าจ้าง เพื่อเรียนรู้วิธีล่า แต่หลังจากที่เห็นวิธีล่า และรายได้ก็พบว่า “ไม่คุ้มกับเวลา ความเสี่ยง” เพราะหนังจระเข้จากธรรมชาติมันมีตำหนิเต็มไปหมด ทั้งจากการต่อสู้กันเอง ทั้งจากหอกจากขวานที่ใช้จับ กว่าจะขนหนังออกจากป่ามาถึงมือพ่อค้าในเมืองก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ หนังบางส่วนก็เน่าเสียไปตามทาง คุณภาพก็ลดลง นั่นทำให้คุณพ่อเร่ิมคิดแล้วว่า ในเมื่อจระเข้มันมีมูลค่าทางเศรษฐกิจขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีใครเลี้ยงมันบ้าง
"หมู เห็ด เป็ด ไก่ วัว ควาย ก็เคยเป็นสัตว์ป่ามาก่อนทั้งนั้น มนุษย์เอามาเลี้ยงจนกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ แล้วทำไมจระเข้จะทำไม่ได้"
จากนั้น คุณพ่อเลยนำลูกจระเข้ที่ได้จากการล่ามาเลี้ยงที่บ้านเช่า เนื้อที่ราว 60 ตารางวา แม้ว่าทางครอบครัวจะไม่เห็นด้วยก็ตาม โดยคุณพ่อพยายามจำลองสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้คือ จระเข้สามารถอยู่ได้ พอลูกจระเข้ตัวแรกฟักออกจากไข่ คุณพ่อพูดกับตัวเองว่า “ประสบความสำเร็จแล้ว ฟาร์มจระเข้เกิดขึ้นแล้ว”
จากนั้นคุณพ่อได้พัฒนาวิธีเพาะเลี้ยงต่อ จนสามารถฟักไข่ได้สำเร็จบนที่ดินเช่าประมาณ 1 ไร่ จากพื้นที่เริ่มต้นเพียงเล็ก ๆ การเลี้ยงจระเข้ค่อย ๆ ขยายตัว จำนวนจระเข้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และคุณพ่อก็เอาหนังไปขาย หนังที่สด ไม่มีตำหนิ และมีแขนขาหางครบสมบูรณ์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับหนังที่มาจากป่า
เมื่อชื่อของฟาร์มเริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขึ้น และพื้นที่เดิมเริ่มคับแคบ ครอบครัวจึงขยับมาสร้างฟาร์มในพื้นที่ปัจจุบัน ในช่วงปี 2493 จากนั้น ข่าวเรื่องการเพาะเลี้ยงจระเข้ในประเทศไทยจะแพร่ออกไป จนมีทั้งทีมสารคดี โฆษณา และภาพยนตร์จากไทยและต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำ ทำให้ในปี 2500 ฟาร์มได้เปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ
นี่คือจุดเริ่มต้นของสถานที่ที่ต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวของสมุทรปราการ

จากธุรกิจหนังจระเข้ สู่บทบาทที่ใหญ่กว่าฟาร์ม
ในช่วงแรก ธุรกิจหลักของฟาร์มไม่ได้อยู่ที่การท่องเที่ยว แต่คือ หนังจระเข้
ในยุคนั้น ความต้องการผลิตภัณฑ์หนังจระเข้ในตลาดต่างประเทศสูงมาก ขณะที่การล่าจระเข้ในธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลก แต่เมื่อจระเข้ในธรรมชาติลดจำนวนลง นักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์เริ่มกังวลว่า หากปล่อยให้การล่าเดินหน้าต่อไป จระเข้หลายสายพันธุ์อาจสูญพันธุ์
ทำให้คุณพ่อเคยได้รับเชิญไปบรรยายที่ Smithsonian Institution ในสหรัฐฯ เพื่อบรรยายถึงการอนุรักษ์จระเข้ทั้ง 23 สายพันธุ์ทั่วโลกไว้อย่างไร
โดยในตอนนั้น ดร.อุทัยชี้ให้เห็นว่า การห้ามล่าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังมีความต้องการในทรัพยากรอยู่
"ตราบใดที่ผู้คนยังต้องการทรัพยากร ตราบใดที่ทรัพยากรยังมีมูลค่า คุณคุ้มครองเขาไม่ได้หรอก การลักลอบจะต้องมี"
ในมุมมองของคุณพ่อ หากความต้องการยังมีอยู่แต่ไม่สามารถหาได้จากระบบเพาะเลี้ยง ความต้องการนั้นก็จะย้อนกลับไปกดดันสัตว์ในธรรมชาติ การเพาะเลี้ยงในระบบจึงเข้ามาช่วยตอบสนองความต้องการ และลดแรงกดดันต่อประชากรในธรรมชาติได้
ผอ.จรูญ เชื่อว่าแนวคิดดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบที่หลายประเทศทั่วโลกนำไปใช้ในเวลาต่อมา และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกวันนี้จระเข้ทั้ง 23 สายพันธุ์ยังคงอยู่ครบ ไม่มีสายพันธุ์ไหนสูญพันธุ์ไป

ยุครุ่งเรือง เคยมีคนดูวันละเป็นหมื่น
เมื่อถามถึงช่วงเวลาที่ฟาร์มเฟื่องฟูที่สุด ผอ.จรูญ ตอบโดยไม่ต้องคิดนานว่าคือช่วงทศวรรษ 1980–1990 โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมา ถึงขั้นมีคำกล่าวติดปากคนไทยในยุคนั้นว่า "มาเมืองไทยแล้วไม่เที่ยวฟาร์มจระเข้ถือว่ามาไม่ถึง"
"ในช่วงนั้นคนมากันหลายพัน บางวันเป็นหมื่นก็มี"
ผอ.จรูญ อธิบายว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากการมีจระเข้จำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่เพราะฟาร์มในเวลานั้นถูกออกแบบให้เป็นสถานที่ที่ "มีทุกอย่าง" ทั้งสวนสัตว์ สวนพักผ่อน สวนต้นไม้ สระน้ำ สนามยิงปืน เวทีคอนเสิร์ต การประกวดร้องเพลง และกิจกรรมตามเทศกาลต่างๆ ตั้งแต่ตรุษจีน สงกรานต์ วันแม่ วันพ่อ ไปจนถึงการประกวดนางงาม
และไม่ว่าจะมีกิจกรรมแน่นแค่ไหน ทุกอย่าง เป็นส่วนหนึ่งของบัตรเข้าฟาร์ม ไม่มีการเก็บเงินเพิ่ม จ่ายค่าเข้าเพียงครั้งเดียว แต่สามารถใช้เวลาอยู่ในฟาร์มได้ทั้งวัน ผอ.จรูญ ย้ำว่านี่เป็น หนึ่งใน DNA ที่ฟาร์มควรรักษาไว้เสมอ
"ตอนแรกเราเก็บค่าเข้าคนละ 1 บาท แล้วก็ค่อยๆ ขยับขึ้นทีละ 5 บาท 10 บาท 20 บาท มาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันอยู่ที่คนละ 100 บาท กิจกรรมอื่น ๆ ที่คุณได้รับชม เราถือว่าเป็นของแถม ไม่มีเก็บเพิ่ม ยกเว้นค่าอาหารหรือบริการอื่น ๆ ซึ่งก็ถูกมาก"
พูดถึงความยิ่งใหญ่ของฟาร์มในยุคนั้น ผอ.จรูญ เล่าอีกว่า ในยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ฟาร์มเคยถูกใช้เป็นสถานที่ต้อนรับอดีตประธานาธิบดีจีนถึงสองท่าน คือหลี่ เซียนเนี่ยน และหยาง ช่างคุน ในภารกิจเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ยังเคยต้อนรับราชวงศ์และผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลกด้วย

เมื่อธุรกิจต้องเจอ "วันที่คนหายไป"
แต่ไม่มีธุรกิจไหนอยู่บนเส้นทางขาขึ้นได้ตลอดไป เมื่อเศรษฐกิจสะดุด โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ผอ.จรูญ เล่าว่าฟาร์มก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
"วิธีรับมือตอนนั้นคือการรัดเข็มขัดครับ โครงการที่ไม่จำเป็นถูกชะลอ ค่าน้ำค่าไฟก็ลดลง แต่เงินเดือนพนักงานเรายังจ่ายเต็ม อาหารสัตว์ก็ยังให้เหมือนเดิม เพราะฟาร์มที่มีสัตว์เป็นหัวใจสำคัญ ต่อให้ไม่มีนักท่องเที่ยว สัตว์มันก็ยังต้องกินอยู่ดี"
หลังจากนั้น ผอ.จรูญ เล่าว่า ธุรกิจท่องเที่ยวค่อย ๆ เปลี่ยนไป ขณะที่รายได้จากหนังจระเข้ก็ผันผวนตามเศรษฐกิจและอุปสงค์อุปทาน เขาจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ฟาร์มยังจำเป็นต้องพึ่งพาการชำแหละจระเข้เพื่อสร้างรายได้ต่อไปหรือไม่
"เราได้ประโยชน์จากเขามากแล้ว และเราน่าจะอยู่ได้ด้วยการท่องเที่ยว"
นับจากนั้น ทิศทางของฟาร์มก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จระเข้ที่เกิดขึ้นใหม่จะไม่ถูกเลี้ยงเพื่อเข้าสู่กระบวนการชำแหละอีก หากมีใครต้องการซื้อสัตว์เพื่อนำไปชำแหละ ฟาร์มจะไม่ขาย แม้แต่สัตว์ชนิดอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เหลืออยู่คือการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การให้อาหารสัตว์ การถ่ายรูป และกิจกรรมต่างๆ แทน

4 ปีที่ไม่มีรายได้ แต่สัตว์ยังต้องกิน
วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดกลับเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีใครคาดคิด ผอ.จรูญ เล่าว่า โควิด-19 ทำให้ฟาร์มต้องปิดนานถึง 4 ปี สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว การปิดหมายถึงรายได้หายไปเกือบทั้งหมดครับ แต่สำหรับสวนสัตว์ การปิดไม่ได้แปลว่าต้นทุนจะหายไปด้วย สัตว์ยังต้องได้รับการดูแล ค่าใช้จ่ายตรงนี้อยู่ในระดับ หลักล้านบาทต่อเดือน
ท้ายที่สุดฟาร์มตัดสินใจเปิดอีกครั้งในวันที่ 1 เมษายน 2567 ซึ่งผอ.จรูญอธิบายว่าไม่ใช่เพียงเพราะต้องการกลับมาทำธุรกิจ แต่เพราะธุรกิจมีภาระกับสถาบันการเงินที่ต้องบริหารจัดการ
"ปิดไป 4 ปี เงินต้นกับดอกเบี้ยมันหยุดไปพร้อมกับกิจการไม่ได้ครับ การกลับมาเปิดก็เลยเป็นส่วนหนึ่งของการหารายได้มาปรับโครงสร้างหนี้"
ช่วงเวลานั้น ผอ.จรูญ ยอมรับว่ามีการพูดคุยถึงทางเลือกในการขายกิจการด้วยเช่นกัน แต่สำหรับครอบครัว การขายฟาร์มที่ผู้ก่อตั้งใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้นมาไม่ใช่ทางเลือกแรก สุดท้ายพี่น้องทั้งครอบครัวประชุมและลงมติร่วมกันว่าจะฟื้นฟูกิจการกลับมาอีกครั้ง โดยมอบหมายให้ผอ.จรูญเข้ามารับหน้าที่นำการฟื้นฟูครั้งนี้ เพียงแต่สิ่งที่เขาพบหลังเปิดประตูอีกครั้งคือ โลกไม่เหมือนเดิมแล้ว
"ถ้ามันจะต้องเกิด ขอให้เป็นสิ่งสุดท้าย"

"คนเดียวก็ต้องโชว์ เพราะลูกค้าตั้งใจมา"
หลังจากเปิดให้บริการหลังผ่านวิกฤตโควิดมาได้ 2 ปี ผอ.จรูญ ก็ยอมรับว่า จำนวนคนดูยังแค่แตะ ๆ ช่วงก่อนการระบาด ไม่ได้คึกคักอะไรมาก แต่หลังจากกระแสไวรัลโชว์ช้าง ฟาร์มจระเข้ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
"จากเดิมที่เรามีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 200-300 คน บางวันไม่ถึง 100 คนด้วยซ้ำ พอคลิปกลายเป็นไวรัล คนเพิ่มขึ้นมาราว 4-5 เท่าตัว จนบางช่วงอาหารที่เตรียมไว้ยังไม่พอด้วยซ้ำ"
เมื่อถามถึงเบื้องหลังการโชว์ช้าง แม้จะมีผู้ชมเพียง คนเดียว ทางผอ.จรูญ ก็เล่าว่า ก่อนเกิดคลิปไวรัล เจ้าหน้าที่เคยเข้ามาปรึกษาผอ.จรูญว่า หากคนดูน้อย สามารถงดการแสดงได้หรือไม่ คำตอบของเขาคือ ถ้าไม่มีคนเลยก็ไม่ต้องแสดง แต่ถ้ามีคนเพียงหนึ่งคน ต้องแสดง เพราะคนคนนั้น "ตั้งใจมา"
“เขาตั้งใจมาดู อย่าทำให้เขาผิดหวังเลย แม้จะมีผู้ชมแค่คนเดียว ก็ต้องโชว์”
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าผู้คนไม่ได้กลับมาเพราะแค่ช้าง แต่กลับมาเพราะความรู้สึกบางอย่าง บางคนกลับมาเพราะคิดถึงสถานที่ในวัยเด็ก ดัวนั้น ไวรัลครั้งนี้จึงไม่ได้สร้างเพียง Traffic ในมุมของผอ.จรูญ แต่สร้าง "ความรู้สึกผูกพัน" กับฟาร์มจระเข้ที่อาจถูกลืมไป

โลกเปลี่ยน ลูกค้าเปลี่ยน ฟาร์มก็ต้องเปลี่ยน
พื้นที่ที่ปิดมานานหลายปีมีทั้งส่วนที่ต้องปรับปรุงและซ่อมแซม ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มเดิมบางส่วนก็ไม่ได้กลับมาอีก ผอ.จรูญ เล่าว่าสิ่งที่ยากกว่าการเปิดประตู คือการทำให้คนรู้ว่า "ฟาร์มกลับมาเปิดแล้ว"
"เมื่อก่อนเราแทบไม่ต้องทำการตลาดเลยครับ เพราะเรามีชื่อเสียง มีข่าวก็มีสื่อมาหาเราเอง แต่วันนี้มันกลับด้าน เราต้องเป็นฝ่ายออกไปหาคนแทน"
นี่คือจุดที่ทายาทรุ่น 3 อย่าง แจ็ค-ธนชาติ ยังประภากร เข้ามามีบทบาทสำคัญ เขาเป็นคนนำเครื่องมือที่คนรุ่นก่อนแทบไม่เคยใช้เข้ามาเติมให้กับฟาร์ม
"เมื่อก่อนเราอาจจะรอแค่เวลามีข่าว นักข่าวก็จะมาที่ฟาร์ม แต่เราไม่เคยทำคลิปสั้น วันนี้มันกลับด้านแล้วครับ คนรุ่นใหม่ต้องเห็นฟาร์มผ่านหน้าจอก่อน ถึงจะเกิดความอยากเดินทางมาสัมผัสของจริง"
TikTok และ Facebook จึงกลายเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ แจ็ค มองว่ากลุ่มลูกค้าที่ต้องการเข้าถึงมากขึ้นคือคนอายุต่ำกว่า 30 ปี แม้ภาพรวมของฟาร์มจะยังเปิดรับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กอนุบาล นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงครอบครัว
แต่สิ่งที่รุ่น 3 กำลังพยายามเปลี่ยน แจ็คบอกว่าไม่ใช่เพียงช่องทางการตลาด แต่คือ "ประสบการณ์" ทั้งหมด
รุ่น 3 ไม่ได้เข้ามาเพื่อเปลี่ยนฟาร์ม แต่เข้ามาเติมสิ่งที่ขาด
แจ็คเติบโตมากับฟาร์มแห่งนี้ เขาเกิดในปี 2524 และทันเห็นช่วงที่ฟาร์มรุ่งเรืองที่สุดในวัยเด็ก โดยในช่วงปี 2529–2535 ผมจำได้ว่าตั้งแต่ 8 โมงเช้า ประตูหน้าฟาร์มก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแล้วครับ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ" เขาเล่า ภาพบ่อจระเข้ที่เต็มไปด้วยผู้คนจึงเป็นภาพจำวัยเด็กของเขา แต่เมื่อกลับเข้ามาทำงานในฐานะรุ่น 3 แจ็คเล่าว่า สิ่งแรกที่เขาให้ความสำคัญกลับไม่ใช่การเพิ่มกิจกรรมหรือทำการตลาด
"สิ่งที่ต้องปรับปรุงเลยก็คือเรื่องความเป็นอยู่ของกรง และความเป็นอยู่ของสัตว์ที่เราเป็นห่วงมากที่สุด”
กรงต้องทำให้สัตว์อยู่แล้วไม่เครียด สามารถดำรงชีวิตและขยายพันธุ์ได้ เพราะสำหรับเขา จุดประสงค์ของสวนสัตว์ไม่ใช่เพียงการนำสัตว์มาให้คนดู แต่ต้องมีเรื่องการอนุรักษ์อยู่ด้วย
ในขณะเดียวกัน แจ็คบอกว่าฟาร์มก็ต้องรับฟังเสียงจากสังคมมากขึ้นเช่นกัน หากมีคลิปวิจารณ์หรือข้อสงสัย ฟาร์มเลือกที่จะตอบ ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นในเชิงบวกหรือดราม่า ผอ.จรูญ เสริมว่า การเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาตรวจสอบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว เพราะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐและถูกจับตามองจากสังคม
"เราฟัง แล้วก็พี่สาวคนรองของผมครับ ชื่อแจง เขาเป็นแอดมินโซเชียลของฟาร์มเอง จะตอบทุกคลิปด้วยตัวเอง ไม่เคยเลี่ยง เผชิญความจริงตลอด เราพร้อมที่จะแก้ไข และชี้แจง ถ้าคุณบอกมา"

New S-Curve ที่ไม่ต้องทิ้ง DNA เดิม
เมื่อรายได้หลักในวันนี้มาจากการท่องเที่ยว ฟาร์มจึงต้องคิดต่อว่าจะสร้างรายได้อย่างไรโดยไม่ทำลาย DNA เดิม ผอ.จรูญ เล่าว่า แนวคิดคือทำให้คนอยู่ในฟาร์มนานขึ้น และมีเหตุผลให้ใช้จ่ายมากขึ้นด้วยความสมัครใจ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปิกนิกสำหรับครอบครัวที่หิ้วตะกร้าอาหารมานั่งทานร่วมกัน กิจกรรมกีฬา หรือกิจกรรมใหม่ ๆ เช่น ยิงธนู ยิงปืน ดนตรี คอนเสิร์ต รถม้า จักรยานน้ำ และกิจกรรม Adventure
"พื้นที่ที่เคยมีประมาณ 100 ไร่ในช่วงรุ่งเรือง ตอนนี้เราเปิดใช้งานอยู่ราว 70 ไร่ ก็เลยยังมีพื้นที่ให้พัฒนาได้อีกเยอะ"
ผอ.จรูญ เสริมว่า เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่คือทำให้พื้นที่มี "Movement" อย่างตอนนี้มีรถกอล์ฟสำหรับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือคนที่ไม่อยากเดินในพื้นที่ขนาดใหญ่แล้ว
"ต่อให้คนหนึ่งนั่งอยู่ริมสระ ไม่ได้พายเรือหรือขี่จักรยานเลยนะครับ แค่เห็นรถกอล์ฟวิ่งผ่าน เห็นกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น มันก็ทำให้พื้นที่ที่เคยนิ่งกลับมามีชีวิตได้แล้ว และสิ่งที่ผมย้ำกับทีมงานเสมอคือ นักท่องเที่ยวต้องรู้สึกว่าจ่ายแล้วคุ้ม เพราะนี่คือสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่ยุครุ่งเรือง จ่ายค่าเข้าแล้วอยู่ได้ทั้งวัน กินอาหารในราคาที่เข้าถึงได้ ดูโชว์โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แล้วก็มาได้ทั้งครอบครัว"
ในขณะเดียวกัน ฟาร์มยังเพิ่มกิจกรรมใหม่อย่างการให้อาหารจระเข้ยักษ์ในวันอาทิตย์ เวลา 15.30 น. ซึ่งเปิดให้ชมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมถึงพื้นที่ถ่ายรูปกับจระเข้ผ่านกระจก โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย
"แม้เราจะเป็นธุรกิจ แต่เราไม่อยากให้ทุกอย่างมันกลายเป็นการขายไปหมดครับ เพราะถ้าคนรู้สึกว่าทุกก้าวต้องควักเงิน ประสบการณ์มันจะเปลี่ยนไปทันที"

จากจระเข้ถึงมวยไทย เมื่อฟาร์มต้องมี "เรื่องใหม่" ให้คนกลับมา
หนึ่งในสิ่งที่รุ่น 3 กำลังเติมเข้ามาคือกีฬามวยไทย ซึ่งแจ็คเล่าว่าเป็นความชอบส่วนตัวที่มีมาตั้งแต่เด็ก โดยยิมมวยที่แจ็คสร้างขึ้นมาเริ่มเปิดให้คนที่เข้ามาเที่ยวสามารถเรียนได้ฟรีในบางกิจกรรม โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ ยิมออกแบบให้เหมือนที่เก็บตัวนักกีฬา มีโซนที่พักค้างคืนแยกไว้สำหรับคนที่มาเรียนมวย
"ผมจำได้ว่าฟาร์มเคยจัดการแข่งขันมวยชิงแชมป์ แล้วก็มีเขาทราย แกแล็คซี่ มาขึ้นชกป้องกันแชมป์ที่นี่ จริงๆ เราจัดมวยที่นี่มาตั้งแต่ปี 2532 แล้ว จัดมาหลายครั้งเลยนะ แต่ยุคนั้นไม่มีโซเชียล มีแต่รูปถ่าย เลยไม่ค่อยมีใครรู้"
วิสัยทัศน์ของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ยิมมวยเล็ก ๆ แต่ตั้งเป้าจะทำให้เป็น "มวยไทยรีสอร์ต" เต็มรูปแบบ อีกกลุ่มเป้าหมายที่แจ็คเล็งไว้คือนักมวยอาชีพจากต่างประเทศที่เดินทางมาเก็บตัวก่อนขึ้นชกในไทย
"ลูกค้าหลักของเราน่าจะเป็นต่างประเทศครับ พวกจีน ญี่ปุ่น ยุโรป เขาชอบมวยไทยกันเยอะ อย่างถ้าไปพัทยาหรือภูเก็ต จะเห็นฝรั่งไปเรียนมวยเยอะมาก เราก็คิดว่าจะเพิ่มตรงนี้เข้าไป"
จุดขายสำคัญคือทำเลที่ไม่ต้องเดินทางไกลถึงภูเก็ตหรือพัทยา แจ็คเล่าภาพให้ฟังว่า นักท่องเที่ยวสามารถมาเรียนมวย มีสวนสัตว์ มีร้านอาหารครบในที่เดียว ตื่นมาก็นั่งกินข้าวตรงนี้ เบื่อๆ ก็เดินไปดูสัตว์ จะได้ไม่เบื่อ แล้วก็ใกล้กรุงเทพด้วย ใกล้ห้างโรบินสัน บิ๊กซี จะไปเที่ยวพัทยาก็ไม่ไกล
โมเดลนี้ทำให้ฟาร์มไม่ได้เป็นแค่ฟาร์มจระเข้อีกต่อไป แต่กำลังขยับเข้าสู่มิติของ "Wellness" และ "Sport" ควบคู่กันไปด้วย โดยแจ็คให้ข้อมูลว่าค่ายมวยเวอร์ชันเต็มรูปแบบนี้มีกำหนดจะเปิดให้บริการในปีหน้า
ไม่ได้แข่งกับใคร แค่ต้องทำให้ตัวเองทันยุค
แม้ปัจจุบันจะมีสถานที่ที่นำสัตว์มาให้ชมตามห้าง หรือมีคาเฟ่สัตว์และสถานที่ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาก แต่เมื่อถามว่าฟาร์มมองสถานที่เหล่านี้เป็นคู่แข่งหรือไม่ แจ็คตอบทันทีว่าไม่
"แต่ละที่มันมีรูปแบบต่างกัน สิ่งที่เราต้องทำเลยไม่ใช่การวิ่งตามทุกคน แต่คือการเติมสิ่งที่ตัวเองขาด"
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่แจ็คพูดถึงคือการเปลี่ยนฟาร์มให้เป็น "แหล่งเรียนรู้" มากขึ้น ไม่ใช่มาดูจระเข้แล้วกลับบ้าน แต่ต้องได้ทั้งความรู้ ความบันเทิง และความปลอดภัยกลับไปด้วย
ตอนนี้สะพานดูจระเข้ยักษ์กำลังปรับปรุง รั้วบางจุดถูกเพิ่มความสูง และพื้นที่ต่างๆ ถูกทยอยซ่อมแซม ผอ.จรูญ มองว่าฟาร์มอายุเกือบ 70 ปีจะมีบางจุดที่เก่าและทรุดโทรมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่ยอมไม่ได้คือความปลอดภัย
"คนมาที่นี่จะต้องได้ความปลอดภัยเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ"

พร้อมบริการทุกคนเสมอภาค ไม่มีชนชั้น
วันนี้ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการยังมีสัตว์อยู่มากกว่า 6,000 ชีวิต และยังคงเปิดทุกวันตั้งแต่ 08.00–18.00 น. ผอ.จรูญ ให้ข้อมูลว่า วันจันทร์-ศุกร์มีโชว์ช้าง 6 รอบ โชว์จระเข้ 4 รอบ ส่วนเสาร์-อาทิตย์เพิ่มเป็นโชว์ช้าง 7 รอบ โชว์จระเข้ 6 รอบ
"เคยมีคนเสนอให้เราเปิดชมสัตว์กลางคืนด้วยนะครับ แต่ผมว่าไม่จำเป็น เพราะสัตว์มันก็ต้องได้พักผ่อนเหมือนคนเหมือนกัน"
ผอ.จรูญ ย้ำว่าเขาไม่ต้องการให้ฟาร์มกลายเป็นเพียงสถานที่เก่าแก่ที่คนเคยมาในวัยเด็กแล้วพูดว่า "เมื่อก่อนเคยยิ่งใหญ่มาก" สิ่งที่เขาต้องการคือทำให้สถานที่แห่งนี้ยังมีเหตุผลให้คนรุ่นใหม่เดินทางมา โดยเฉพาะในโลกที่เด็กสามารถเรียนรู้เรื่องสัตว์ผ่านหน้าจอได้ตั้งแต่ยังไม่ต้องออกจากบ้าน กลับไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นคือ การเป็น "แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน" ที่พ่อแม่พาลูกมาเดิน จูงมือกัน ดูสัตว์ ทำกิจกรรม และกลับบ้านพร้อมความรู้
"คนหนีออกห่างจากธรรมชาติไม่ได้หรอกครับ และที่นี่ผมคิดว่ามันพิเศษ ไม่ว่าคุณจะเดินมา ขี่จักรยาน นั่งรถเมล์ มอเตอร์ไซค์ รถกระบะ หรือรถราคาแพง ทุกคนสามารถเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ มันไม่มีชนชั้น ไม่มีความแตกต่าง เราบริการทุกคนเสมอภาคหมด"
ท้ายที่สุด สิ่งที่ทายาทรุ่น 2 และรุ่น 3 กำลังพยายามทำจึงไม่ใช่การพาฟาร์มย้อนกลับไปสู่วันที่มีคนมาเป็นหมื่น เพราะทั้งคู่ต่างเข้าใจตรงกันว่าโลกในวันนี้ไม่เหมือนโลกในวันนั้นแล้ว
โจทย์ที่แท้จริงคือทำอย่างไรให้ฟาร์มที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานยังสามารถอยู่ในโลกปัจจุบันได้ รักษาสิ่งที่ควรรักษา เปลี่ยนสิ่งที่ต้องเปลี่ยน และสร้างเหตุผลใหม่ให้คนอยากกลับมา
เพราะหากวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาเพียงหนึ่งคนอีกครั้ง สิ่งที่ฟาร์มต้องทำก็ยังเหมือนเดิม คือทำให้เขารู้สึกว่า การเดินทางมาครั้งนั้นไม่เสียเปล่า เพราะอย่างที่ผอ.จรูญบอกไว้ตั้งแต่ต้นบทสนทนาของเรา
"คนเดียวก็ต้องโชว์ เพราะเขาตั้งใจมาดู"