Strategic Move

สรุป 10 วิธีคิดแบบ 'Outlier' นักสร้างธุรกิจพันล้าน โดย 'กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล'

ในวันที่ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจเต็มไปหมด หลายคนอาจมองเห็นเพียงความไม่แน่นอน ความเสี่ยง และข้อจำกัดที่อยู่รอบตัว แต่สำหรับ กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล หนึ่งในผู้บุกเบิกและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ KBTG เขามองว่านี่อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของการสร้างโอกาสทางธุรกิจ

กระทิง OUTLIER

บนเวที Wisdom to the Future กระทิงได้ถ่ายทอดแนวคิดของ “Outlier” หรือคนที่สามารถสร้างการเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ผ่านบทเรียนจากผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ก่อตั้งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก

“เพราะคนทั่วไปอาจมองเห็นปัญหา ผู้ประกอบการอาจมองเห็นโอกาส แต่ Outlier มองเห็นความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด”

นี่คือ 10 บทเรียนสำคัญ จากมุมมองของกระทิง ว่าด้วยวิธีคิดของคนที่สามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ แม้ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความไม่แน่นอน

1. Outlier มองเห็นความเป็นไปได้ ก่อนที่คนอื่นจะมองเห็น

ท่ามกลางข่าวร้ายและความกังวลทางเศรษฐกิจ Outlier ไม่ได้โฟกัสอยู่กับสิ่งที่หายไป แต่เลือกมองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

กระทิงชี้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของ “Structural Acceleration of Wealth” หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่อาจสร้างความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ในขณะที่หลายคนกำลังถามว่าเศรษฐกิจแย่แค่ไหน Outlier กลับถามว่า โอกาสใหม่กำลังเกิดขึ้นตรงไหน และเราจะเป็นส่วนหนึ่งของมันได้อย่างไร เพราะสำหรับ Outlier แล้ว วิกฤตไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้ครั้งใหม่

2. เลือกน่านน้ำที่ใหญ่พอสำหรับการเติบโต

หลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถ แต่อยู่ที่ขนาดของตลาดที่เราเลือกเล่น

กระทิงยกตัวอย่างผู้ประกอบการหลายรายที่สามารถเติบโตได้ เพราะมองเห็นตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม และกล้าย้ายจากสนามเล็กไปสู่สนามที่มีศักยภาพมากกว่า

เมื่อธุรกิจเริ่มตัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะพยายามมากขึ้นอย่างไร แต่คือกำลังเล่นอยู่ในน่านน้ำที่ใหญ่พอหรือยัง เพราะในท้ายที่สุด “Market is Destiny” ตลาดที่เลือก จะกำหนดเพดานการเติบโตของธุรกิจ

3. เข้าใกล้ปัญหาของลูกค้าให้มากที่สุด

Outlier ไม่ได้เริ่มต้นจากการขายสินค้า แต่เริ่มจากการเข้าใจปัญหา ยิ่งลูกค้ามีปัญหามากเท่าไร โอกาสในการสร้างคุณค่าก็มากขึ้นเท่านั้น คนที่สามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่าคนอื่น จะกลายเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจมากกว่าคนอื่น

ในมุมมองของกระทิง ปัญหาของลูกค้าไม่ใช่อุปสรรค แต่คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของธุรกิจ เพราะคนที่เข้าไปแก้ปัญหาได้ จะเป็นคนที่ชนะในระยะยาว

4. เข้าใจความรู้สึก ไม่ใช่แค่ข้อมูล

ข้อมูลอาจบอกได้ว่าลูกค้าทำอะไร แต่ไม่ได้บอกเสมอไปว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร

กระทิงอธิบายว่า ใต้พฤติกรรมที่เราเห็น ยังมีอารมณ์ ความคิด ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนที่แท้จริงซ่อนอยู่

ลูกค้าอาจกำลังมองหาความรัก การยอมรับ อิสรภาพ ความสงบสุข หรือคุณค่าในชีวิต มากกว่าสินค้าชิ้นหนึ่ง

แบรนด์ที่แข็งแรงจึงไม่ใช่แบรนด์ที่เข้าใจเพียงข้อมูล แต่เป็นแบรนด์ที่เข้าใจมนุษย์

5. คิดเหมือนคือตาย!

หนึ่งในประโยคที่กระทิงพูดอย่างชัดเจนคือ

“คิดเหมือนคือตาย”

เมื่อทุกคนทำเหมือนกัน สุดท้ายสิ่งที่เหลืออยู่คือการแข่งขันด้านต้นทุน

Outlier จึงไม่พยายามเป็นสำเนาของใคร แต่เลือกสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ วิธีการสื่อสาร หรือแม้แต่วิธีคิด เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยตัวเลือก ความแตกต่างคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำและเลือกคุณ

6. มองเห็นสัญญาณที่คนอื่นยังมองไม่เห็น

กระทิงแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม

คนทั่วไป มองเห็นเพียง Noise

ผู้ประกอบการ มองเห็น Signal

แต่ Outlier มองเห็น Weak Signal

หรือสัญญาณเล็ก ๆ ที่ยังไม่ชัดเจนในวันนี้ แต่มีโอกาสกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต

โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นพร้อมกัน และบ่อยครั้ง คนที่มองเห็นก่อน ก็มักเป็นคนที่ได้เปรียบก่อน

7. สร้าง Community ไม่ใช่แค่ Transaction

ธุรกิจจำนวนมากมุ่งสร้างยอดขาย แต่ Outlier มุ่งสร้างชุมชน

เพราะลูกค้าที่ซื้อสินค้าอาจจากไปได้เสมอ แต่คนที่เชื่อในสิ่งเดียวกับแบรนด์จะเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์

กระทิงมองว่า หนึ่งในข้อได้เปรียบที่ยั่งยืนที่สุดในยุคนี้ คือการสร้าง Community ของคนที่มีความเชื่อร่วมกัน

ไม่ใช่แค่ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า แต่รวมถึงพนักงาน ทีมงาน และทุกคนที่อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน

8. ล้มให้เป็น และฉลาดขึ้นทุกครั้งที่ล้ม

ทุกคนที่ก้าวขึ้นมาเป็น Outlier ต่างเคยล้มเหลว แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่าง คือ การไม่ทำผิดพลาดซ้ำในเรื่องเดิม

ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ หากมันทำให้เราเรียนรู้บางอย่าง

กระทิงทิ้งประโยคสำคัญไว้ว่า

“Until death, all defeat is psychological” ตราบใดที่ยังไม่ยอมแพ้ในใจ ความพ่ายแพ้ก็ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย

คนที่ลุกขึ้นมาได้ทุกครั้ง จะฉลาดกว่าเดิมทุกครั้งเช่นกัน

9. โตให้เร็ว แต่ต้องสร้างป้อมปราการไปพร้อมกัน

การเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเติบโตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

กระทิงอ้างถึงแนวคิดเรื่อง Moat หรือป้อมปราการทางธุรกิจ โดยชี้ว่า ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะทำได้ไม่ดี แต่ล้มเหลวเพราะไม่สามารถปกป้องสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมาได้

แบรนด์ ความภักดีของลูกค้า ชุมชน หรือความได้เปรียบเฉพาะตัว ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาว

การวิ่งเร็วอาจทำให้คุณขึ้นนำ แต่ป้อมปราการต่างหาก ที่ทำให้คุณรักษาตำแหน่งผู้นำเอาไว้ได้

10. ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ คือการสร้าง Outlier รุ่นต่อไป

บทเรียนสุดท้ายอาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุด

กระทิงเชื่อว่า Outlier ที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากสิ่งที่ตัวเองได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ดูว่าสามารถพาคนอื่นเติบโตไปด้วยได้มากแค่ไหน สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไปได้หรือไม่ และสามารถส่งต่อความรู้ ความหวัง และความเชื่อให้เกิด Outlier รุ่นใหม่ได้หรือไม่

เพราะประเทศไทยจะมีธุรกิจระดับโลกมากขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีคนรุ่นหนึ่งลุกขึ้นมาสร้างทาง และส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นถัดไปเดินต่อ

.

ท้ายที่สุดแล้ว การเป็น Outlier อาจไม่ใช่เรื่องของ การเก่งกว่าคนอื่น แต่คือ การมองเห็นสิ่งที่คนอื่นยังมองไม่เห็น กล้าลงมือทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่กล้าทำ และไม่หยุดพัฒนาตัวเองแม้ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้วนเริ่มต้นจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เชื่อว่าพวกเขาสามารถสร้างความแตกต่างได้ และ Outlier ทุกคน ก็เริ่มต้นจากความเชื่อนั้นเช่นกัน