ความเคลื่อนไหวของร้านอาหารสุขภาพที่ขยับเข้ามาในเซ็กเมนต์นี้ ไม่เพียงเพิ่มอุณหภูมิให้การแข่งขันร้อนแรงยิ่งขึ้น
ทว่ายังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจร้านสเต็กจาก ‘ร้านอาหารมื้อพิเศษ’ มาสู่ ‘ร้านอาหารที่คุ้มค่า’ (Value for Money) เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในเรื่อง Healthy Lifestyle การมองหาอาหารที่ทั้งอิ่ม อร่อย ได้สุขภาพ และสบายกระเป๋าไปพร้อมกัน
แล้วแต่ละแบรนด์จะมีหมัดเด็ดอะไร เพื่อจะเป็น ‘ผู้ชนะ’ ในเกมนี้?
Sizzler พี่ใหญ่กับภารกิจป้องกันแชมป์
แม้ Sizzler ภายใต้เครือ ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ จะอยู่ในฐานะ ‘ผู้บุกเบิก’ ที่ปฏิวัติวงการร้านสเต็กด้วยจุดขาย ‘สลัดบาร์ตักไม่อั้น’ และครองความเป็นเจ้าตลาดมาอย่างยาวนาน
แต่ด้วยการแข่งขัน บวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้พี่ใหญ่รายนี้ต้องงัดกลยุทธ์ยกระดับความพรีเมียมและสร้างความถี่ในการกลับมาทานซ้ำ เพื่อรักษาตำแหน่งแชมป์ของตัวเองไว้
หมัดเด็ดด้านเมนู: อัปเกรดสลัดบาร์สู่ Superfood เพิ่มวัตถุดิบพรีเมียมและกลุ่ม Superfood เช่น ควินัว, เมล็ดเจีย ฯลฯ เข้ามาหมุนเวียนในแต่ละช่วง รวมถึงเพิ่มความหลากหลายของเมนู เช่น ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ/โยเกิร์ต และซุปอย่างซุปเห็ดทรัฟเฟิล เข้ามาในบาร์เพื่อสร้างความว้าว

โมเดลร้านรูปแบบใหม่: ส่ง Sizzler Special และ Sizzler Sun & Moon เข้าสู้ ชูจุดขายสลัดบาร์พรีเมียมไม่จำกัดเวลา เริ่มต้น 249 บาท (รวมเครื่องดื่ม) จัดเต็มกว่า 100 เมนู 6 สเตชัน (มีทั้งพาสต้า DIY, ส้มตำ-ยำ, ซุป,ของหวาน และโซนเครื่องดื่ม ซึ่งมีการเพิ่มเมนูปั่น เช่น ชาไทย และเครื่องดื่มรีฟิลอื่นๆ)
กลยุทธ์มัดใจ: ปล่อย Salad Subscription จ่าย 700 บาท ทานสลัดได้ 5 ครั้ง (ประหยัดขึ้น 30%) ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาถี่ขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็พยายามขยายสาขาให้ครอบคลุม เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น โดยปัจจุบัน Sizzler มีสาขารวม 64 แห่ง ในจำนวนนั้นเป็น Sizzler Special 16 แห่ง และ Sizzler Sun & Moon 1 แห่ง
Grill & Ground น้องใหม่ที่จะพลิกเกม ‘โอ้กะจู๋’

Grill & Ground เป็นแบรนด์ใหม่ที่ไม่เพียงพัฒนาขึ้นมาตอบเทรนด์ Healthy Lifestyle ของคนยุคใหม่ ยังปิด Pain Point ของโอ้กะจู๋ ที่เดิมจานใหญ่เกินไปและราคาสูงจนทานบ่อยไม่ได้ เพื่อหวังเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้างกำไรให้บริษัทแม่
สำหรับจุดเด่นของ Grill & Ground ยังเป็นเรื่องผักออร์แกนิก 100% ส่งตรงจากฟาร์ม มาในพอชชั่นกำลังพอดีทานคนเดียวได้สบายๆ และราคาเข้าถึงง่ายกว่าแบรนด์แม่ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น
โดยราคาสเต็กเริ่มต้นที่ 299 บาท ส่วนสลัดบาร์บุฟเฟต์มีให้เลือกกว่า 150 รายการ มาในราคาเดียวทั้งวัน คือ 259 บาท เพื่อให้ลูกค้ามากินซ้ำบ่อยขึ้น
ปัจจุบันมี 1 สาขา ที่เดอะพาซิโอ พาร์ค กาญจนาภิเษก และมีแผนขยายให้ครบ 5 สาขาภายในปีนี้
Sunny Side Up ชู All Day Dining ท้าชิง

Sunny Side Up แบรนด์น้องใหม่จาก Salad Factory ในเครือ CRG มาในคอนเซ็ปต์ All Day Diners โดยเบื้องหลังของการแตกแบรนด์นี้ เป็นการต่อยอดเมนูฮิตอันดับ 2 อย่างสเต็ก ซึ่งแนวทางการทำร้านสเต็กมีความใกล้เคียงกับธุรกิจเดิม ทำให้ทีมงานไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ประกอบกับการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากตลาดสเต็กในปัจจุบันมีคู่แข่งรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
สำหรับจุดเด่นของร้าน คือ สเต็กชิ้นใหญ่ ทำสดใหม่ มีน้ำสลัดที่หลากหลาย มีน้ำพริกแบบไทย และไลน์อาหารที่สนุกสนาน
ส่วนราคาก็จับต้องได้ ตามเทรนด์ของผู้บริโภคยุคนี้ที่มองหาความคุ้มค่าเป็นหลัก โดยสเต็กราคาเริ่มต้น 270 บาท และสลัดบาร์บุฟเฟต์ราคาอยู่ที่ 239 บาท รวมเครื่องดื่มและของหวาน (เริ่ม 22 มิ.ย. 69 ราคานี้ยังไม่รวม Service Charge 3%) เจาะกลุ่มครอบครัวและคนทำงานนอกห้างสรรพสินค้า
ปัจจุบัน Sunny Side Up มีสาขา 1 แห่ง ที่ Go Hotel สุวรรณภูมิ และภายในปีนี้มีโอกาสจะขยายเพิ่มอีก 2 สาขา
เมื่อมองภาพการแข่งขันในตลาดร้านสเต็กและสลัดบาร์บุฟเฟต์จะเห็นว่า ความท้าทายไม่ใช่คุณภาพและรสชาติเท่านั้น แต่ ‘ความคุ้มค่า’ ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญ
รวมถึงต้องมีความหลากหลาย โดยนอกจากสเต็ก และสลัดบาร์ที่เป็นผักสดหรือออแกนิกแล้ว ต้องมีทั้งของหวาน, ซุปพรีเมียม และเมนูหมุนเวียนต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสนุก ไม่จำเจ คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ซึ่งหากแบรนด์ไหนสามารถตอบโจทย์ได้ ก็จะชนะในเกมนี้ได้
