ปัจจุบันเศรษฐกิจอยู่ในภาวะความผันผวนและท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะ 'ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย' ที่เผชิญโจทย์หินครั้งใหญ่ "ยอดขายที่อยู่อาศัย กทม.-ปริมณฑล" ลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี
เต - ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ภาพรวมของตลาดจะดูน่ากลัวและชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบทุกธุรกิจในระดับที่เท่ากัน
"ทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน มีจุดแข็งอะไร และพร้อมจะเก็บเกี่ยวโอกาสเหล่านั้นหรือไม่"
3 คาถาสำคัญศุภาลัย แก้เกมอสังหาหดตัว
1. สภาพคล่อง (Liquidity) คือออกซิเจนขององค์กร
ในเวลาที่ตลาดปกติ เราอาจจะพูดถึงการเติบโตและการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ในยามที่เกิดวิกฤติ “สภาพคล่อง” คือหัวใจสำคัญที่สุดของการดำเนินธุรกิจ เปรียบเสมือนออกซิเจนที่หล่อเลี้ยงให้องค์กรยังมีลมหายใจและขยับเขยื้อนได้
เพราะสภาพคล่องจะเป็นตัวกำหนดและส่งผลต่อการตัดสินใจในทุกมิติของกระบวนการทำธุรกิจ การมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวรับแรงกระแทกจากความไม่แน่นอน และที่สำคัญคือทำให้เรามีอำนาจในการเลือกเมื่อโอกาสดี ๆ วิ่งเข้ามาหา
2. สงครามราคาดุเดือดแค่ไหน ก็ห้ามเอา "คุณภาพ" ไปแลก
เมื่อดีมานด์ในตลาดลดลง สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการแข่งขันด้านราคาที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
หลายองค์กรอาจเลือกวิธีลดสเปกหรือลดต้นทุนเพื่อลงไปเล่นในสงครามราคา แต่สำหรับศุภาลัยแล้ว คุณภาพของสินค้าและบริการคือสิ่งที่จะยอมแลกไม่ได้เด็ดขาด
เพราะ คุณภาพคือรากฐานสำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นและ Trust ในใจของลูกค้า ซึ่งความน่าเชื่อถือนี้เองจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
"เมื่อผู้บริโภคคิดจะควักเงินก้อนใหญ่ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เขาจะยิ่งเลือกแบรนด์ที่ให้ความมั่นใจได้มากที่สุด"
3. ช่วงเวลาแห่งการ "ซ่อมแซมและเตรียมพร้อม" เตรียมฟื้นตัว
แทนที่จะมองการชะลอตัวของตลาดเป็นเรื่องลบ ไตรเตชะ กลับมองว่านี่คือ "จังหวะเวลาทอง" ที่องค์กรควรใช้ในการหันกลับมามองภายใน (Inside-Out)
โดยเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนาศักยภาพของคน ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ลีน (Lean) และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการอุดรอยรั่วต่าง ๆ ที่เราอาจจะมองข้ามไปในช่วงที่ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
เพราะเมื่อใดก็ตามที่ลมเปลี่ยนทิศและโอกาสกลับมา องค์กรที่เตรียมความพร้อมและสะสมพลังไว้เต็มเปี่ยม ย่อมสามารถก้าวสปริงตัวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันเสมอ
"การตั้งรับอย่างเดียวอาจทำให้เราไม่แพ้ แต่ถ้าอยากชนะ เราต้องหาจุดเปลี่ยน สร้างโอกาส และเตรียมพร้อมคว้ามันให้ได้"

เปรียบธุรกิจเหมือนฟุตบอล อุดรอยรั่วแค่เซฟตัวเอง แต่ไม่ทำให้ชนะในธุรกิจ
นอกจากนี้ ไตรเตชะ ยังเปรียบเทียบการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ เฉกเช่น "เกมฟุตบอล"
ในเกมฟุตบอลนั้น ถ้าเราเจอคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าหรือเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก การลงไปตั้งรับอุดประตูอย่างเดียวอาจจะช่วยเซฟให้เราไม่เสียประตูและไม่แพ้ในแมตช์นั้น แต่มันไม่มีวันทำให้เราเป็น "ผู้ชนะ" ได้เลย
ถ้าเราต้องการชัยชนะ สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจบริบทอุตสาหกรรม รู้จักจุดแข็งที่แท้จริงของตัวเอง และที่สำคัญคือต้องคอยสอดส่องมองหาจังหวะในการพลิกเกม (Counter-Attack) เพื่อสร้างโอกาสในการทำประตูให้ได้