Strategic Move

ธุรกิจ ‘ซูชิสายพานไทย’ จะเป็นอย่างไร เมื่อ Kura Sushi ยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 จากญี่ปุ่นประกาศบุกไทย ปี 2027

ขณะที่ภาพรวมตลาดร้านซูชิในไทยจะมีการเติบโตลดลง 2.8% แต่ตลาด ‘ซูชิสายพาน’ กลับร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด ‘Kura Sushi’ (คูระ ซูชิ) เชนร้านซูชิสายพานที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น รองจาก Sushiro ได้ประกาศเตรียมปักหมุดเปิดสาขาแรกในประเทศไทยในปี 2027

KURASUSHI-01.jpg

แม้จะยังไม่เปิดเผยถึงจำนวนสาขาและกำหนดเวลาเปิดที่แน่นอน ทว่าความเคลื่อนครั้งนี้ของ Kura Sushi ก็เป็นการส่งสัญญาณให้แบรนด์ใหญ่จากญี่ปุ่นที่เข้าก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น พี่ใหญ่เบอร์ 1 อย่าง Sushiro, Katsu Midori, Hama Sushi และ Kaiten Sushi Ginza Onodera ต้องเตรียมรับมือ

สำหรับ Kura Sushi มี ‘คุนิฮิโกะ ทานากะ’ เป็นผู้ก่อตั้ง โดยเปิดสาขาแรกในปี 1977 ที่เมืองซาไก จังหวัดโอซาก้า ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 550 แห่ง ทั้งในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน เป็นเชนซูชิสายพานที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในญี่ปุ่น รองจาก Sushiro และแซงหน้า Hama Sushi

จุดเด่นของแบรนด์ นอกจากการตั้งราคาแบบ 100 เยนต่อจาน (ตอนนี้มีการปรับราคาขึ้นตามราคาต้นทุนวัสดุที่พุ่งสูงขึ้น) การเป็นแบรนด์ยอดฮิตที่ ‘ต้องลอง’ ยังมาจากจุดขายหลัก ได้แก่

กิมมิก ‘ยิ่งกิน ยิ่งลุ้น’ ด้วยระบบกาชาปอง

เมื่อลูกค้าทานซูชิหมดแล้วหย่อนจานลงช่องเก็บข้างโต๊ะ ครบทุกๆ 5-15 จาน หน้าจอบนแท็บเล็ตจะเล่นแอนิเมชันให้ลุ้นรางวัลอัตโนมัติ หากชนะจะได้รับกาชาปองที่ส่วนใหญ่จะเป็นการคอลแลบกับการ์ตูนดังในช่วงนั้นๆ ออกมาทันที

กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสนุก แต่ยังกระตุ้นยอดขายต่อบิล (Ticket Size) ให้สูงขึ้นอย่างแนบเนียน เพราะลูกค้ามักจะพยายามกินให้ครบจำนวน เพื่อให้ได้สิทธิ์ลุ้นรับรางวัล

ร้านซูชิที่ขับเคลื่อนด้วย Data Driven

Kura Sushi คือผู้บุกเบิกการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมต้นทุนและคุณภาพอย่างจริงจัง จนสามารถทำราคาให้เข้าถึงง่ายและคงความสดใหม่ เช่น สั่งผ่านแท็บเล็ต อาหารวิ่งตรงจากครัวถึงโต๊ะ และระบบเช็กบิลอัตโนมัติจากการหย่อนจาน ทำให้ใช้พนักงานน้อยลง แต่บริการได้รวดเร็วขึ้น

การใช้ AI คอยตรวจจับจานบนสายพาน หากจานไหนวนอยู่นานเกินไป ระบบจะคัดออกอัตโนมัติ เพื่อความสดใหม่ รวมไปถึง Big Data ด้วยการใช้ระบบวิเคราะห์และคาดการณ์ปริมาณอาหารที่ต้องปล่อยลงสายพานตามจำนวนลูกค้าในร้าน เพื่อลด Food Waste ให้เหลือน้อยที่สุด

ปรัชญา Muten อร่อยแบบไม่พึ่งสารเคมี

นอกจากเน้นความเร็วและราคาประหยัด แต่ Kura Sushi ยึดมั่นในหลัก Muten คือไม่มีการใช้สารปรุงแต่งสังเคราะห์, สีผสมอาหาร, วัตถุกันเสีย หรือสารให้ความหวานเทียมในทุกเมนู เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ

แม้จะยังไม่มีการสปอยล์เรื่องพิกัดสาขาแรกหรือราคาต่อจานในไทย แต่การเข้ามา Kura Sushi เชนร้านซูชิสายพานที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น น่าจะเพิ่มความร้อนแรงให้กับธุรกิจซูชิสายพานในบ้านเราแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Kura Sushi ต้องทำการบ้านหนักคือ ‘ทำเล’ เพราะตอนนี้ทำเลทองตามศูนย์การค้าใหญ่ๆ ต่างถูกจับจองไปเกือบหมดแล้ว

นอกจากนี้ ยังต้องสู้ศึกกับเชนซูชิสายพานชื่อดังสัญชาติเดียวที่เข้ามาปักธงรบอยู่ก่อนหน้าแล้วถึง 4 แบรนด์ใหญ่ ทั้ง Sushiro พี่ใหญ่เบอร์ 1 ของญี่ปุ่น ซึ่งมีสาขาในไทยกว่า 40 สาขา กับชูขาย ‘ความหลากหลาย’ และ ‘ราคาย่อมเยา’

Hama Sushi เบอร์ 3 จากญี่ปุ่นในเครือ Zensho ที่เน้นระบบเสิร์ฟตรงถึงโต๊ะ เพื่อล็อกความสดใหม่ เมนูหลากหลาย และมีราคาเข้าถึงง่าย

Katsu Midori ซูชิสายพานเจ้าดังจากโตเกียว ซึ่งทาง เดอะ ฟู้ดส์ ซีเล็คชั่น เจ้าของ Shinkanzen เป็นผู้นำเข้า ด้วยจุดขายโซนครัวเปิดที่สามารถรับซูชิจากมือเชฟได้โดยตรง ได้ฟีลพรีเมียม

Kaiten Sushi Ginza Onodera ซูชิสายพานระดับมิชลิน ชูจุดขาย ‘วัตถุดิบระดับโอมากาเสะในราคาเข้าถึงได้’ ที่ทางเครือ Maguro นำเข้ามา โดยจะเปิดสาขาแรก ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

ขณะเดียวกันแบรนด์เหล่านี้ ก็ต้องปรับตัวเพื่อรับการแข่งขันจากน้องใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคมี ‘เงินในกระเป๋าจำกัด’ และ ‘คิดมากขึ้น’ ในการใช้จ่าย