แต่เมื่อไม่นานนี้สำนักข่าว Bloomberg ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ 2 ฉบับซ้อน ยกให้ไทยเป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ (Rising Star)ของเศรษฐกิจโลก จากการเป็นหมุดหมายสำคัญที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก 2 เมกะเทรนด์ใหญ่อย่างกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Migration) ที่ทุนข้ามชาติพากันโยกย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
บทวิเคราะห์แรกมีหัวข้อว่า Thailand Emerges as Southeast Asia's Surprise AI Stock Winner ซึ่งทาง Bloomberg ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และกลายเป็นผู้ชนะที่สร้างความประหลาดใจให้กับภูมิภาค โดยในปี 2026 นี้ ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 20% ครองแชมป์ตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้ดีสุดในอาเซียน
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบพลังงานไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล (Data Center) มีหัวหอกสำคัญคือ ‘บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)’ หรือ DELTA ผู้ผลิตระบบจ่ายไฟและอุปกรณ์สำหรับ AI Data Center ซึ่งราคาหุ้นพุ่งทะยานไปแล้วกว่า 80% ส่งผลให้เดลต้าสร้างประวัติศาสตร์เป็นบริษัทจดทะเบียนไทยแห่งแรกที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงเกิน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ไทยจะไม่มีโรงงานผลิตชิปขั้นสูงขนาดใหญ่เหมือนไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ก็สามารถปักหมุดใน Supply Chain ของ AI ได้อย่างเหนียวแน่น ผ่านจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบพลังงานที่มั่นคง ทำให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลกเริ่มปรับมุมมองและหันมาสะสมหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและบลูชิพของไทยเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากหุ้นใหญ่อื่น ๆ เช่น ADVANC, GULF, PTT และ AOT
ขณะที่บทวิเคราะห์ที่ 2 ของ Bloomberg ในหัวข้อ Thailand, Argentina Primed as Next Supply Chain 'Rising Stars โดย Bloomberg จัดอันดับให้ไทย อาร์เจนตินา และฟิลิปปินส์ เป็นกลุ่มประเทศเนื้อหอมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตใหม่แทนที่จีน
โดยจุดแข็งที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้าสู่ไทย เกิดจากความพร้อมของระบบโลจิสติกส์เดิมที่มีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อผนวกกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center ส่งผลให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตยุคใหม่ที่มีเสถียรภาพและความปลอดภัยสูงในสายตาของทุนข้ามชาติเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม Bloomberg ได้ทิ้งท้ายถึงโจทย์หินที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องเร่งแก้ในระยะยาว คือ การแปรเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้ ให้กลายเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ผ่านการสร้างงานที่มีทักษะสูงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่น และการเพิ่มผลิตภาพของประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้ไทยเป็นเพียงแค่ ‘ทางผ่าน’ ของทุนโลก แต่เป็น ‘ผู้รับประโยชน์’ อย่างแท้จริง
.
ที่มา
.
.